กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก•ตอนที่ 16

เงาในเงามืด

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
"ทูลฝ่าบาท... พระราชโองการลับฉบับสุดท้ายจากชายแดน... องค์ชายมู่หรงจ้าน... ทรงก่อกบฏแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงรายงานที่สั่นเครือดังสะท้อนก้องท้องพระโรงใหญ่อันเงียบงัน ดั่งสายฟ้าฟาดผ่ากลางฤดูร้อน ทว่าสำหรับหลินเฟยเทียน ข่าวสารนี้หาได้มีความน่าตกใจไม่ ร่างระหงในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงสีชาดนั่งนิ่งสงบอยู่เบื้องหลังม่านมุกโปร่งบาง ปลายเรียวนิ้วเรียวดั่งลำหยกกำลังคีบหมากสีดำขึ้นมาพินิจพิจารณาด้วยแววตาราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งร่องรอยความตระหนกตกใจ ราวกับนางล่วงรู้อนาคตข้อนี้อยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่หมึกบนฎีกาจะแห้งสนิทเสียด้วยซ้ำ ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก องค์ชายมู่หรงเฉินที่ประทับอยู่เคียงข้าง ทรงทอดพระเนตรแผ่นหลังบอบบางของกุนซือคู่พระทัยด้วยสายตาที่ลุ่มลึกยากจะหยั่งถึง รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ได้รูปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตรัสด้วยพระสุรเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ "ในที่สุด... สุนัขที่เลี้ยงไว้จนอ้วนพี ก็แว้งกัดมือเจ้าของเสียแล้วกระนั้นหรือ" หลินเฟยเทียนวางหมากสีดำลงบนกระดานหยกส่งเสียงกระทบกันเบาๆ *คลิק* นางแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับอาบเคลือบด้วยยาพิษร้ายแรงที่พร้อมจะปลิดชีพผู้คนได้ในพริบตา "มิใช่สุนัขแว้งกัดเจ้าของหรอกเพคะ... แต่เป็นหมากตัวที่เกินความจำเป็นต่างหาก ที่ถึงเวลาต้องถูกเขี่ยทิ้งจากกระดาน" สุ้มเสียงหวานกังวานเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "เพียงแต่... เรื่องราวความวุ่นวายที่ชายแดนประเดประดอนเข้ามาในยามนี้ ย่อมดึงดูดสายตาของเหล่าขุนนางฝ่ายเหนือให้พากันแตกตื่น และนั่นคือโอกาสทอง... ในการก้าวเข้าสู่ 'เขตหวงห้าม' ที่แท้จริงของวังหลวง" เขตหวงห้ามที่ว่า มิใช่ตำหนักในของสนมเอกหรือท้องพระโรงว่าราชการ หากแต่เป็นหอคอยร้างแปดเหลี่ยม ณ มุมอับสายตาหลังตำหนักเย็น—สถานที่ซึ่งถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของผู้คนนับแต่ค่ำคืนแห่งโศกนาฏกรรมนองเลือดเมื่อสิบปีก่อน ราตรีนี้... สายฝนโปรยปรายลงมาบางเบา ไอเย็นยะเยือกจากสายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดพาเอาละอองฝนสาดส่องเข้ามาตามระเบียงทางเดิน หลินเฟยเทียนในชุดคลุมกันฝนสีดำสนิทก้าวเดินย่างสามขุมอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ ราวกับภูตผีที่ล่องลอยผ่านม่านหมอก นางถือโคมกระดาษทาน้ำมันสีนวลนำทางเข้าสู่บริเวณรอบนอกของหอคอยร้าง กลิ่นอับชื้นของอิฐมอญโบราณและกลิ่นสาบสางของกาลเวลาลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ทว่าสิ่งที่ทำให้นางต้องหยุดฝีเท้าลง มิใช่ความน่ากลัวของสถานที่ หากแต่เป็นรอยเท้าเปียกชื้นบนพื้นหินศิลา ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ สดๆ ร้อนๆ *มีคนมาก่อนหน้านี้...* ดวงตาคู่คมกริบหรี่ลงเล็กน้อย มือเรียวภายใต้แขนเสื้อกว้างเอื้อมไปกุมด้ามกริชสั้นเล่มบางที่ซ่อนไว้มั่น สัญชาตญาณของอดีตกุนซือผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนร่ำร้องเตือนภัย ทว่าก่อนที่นางจะได้ขยับตัวถอยรั้ง ประตูไม้บานเก่าแก่ที่ผุพังก็ถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้าจากด้านใน เผยให้เห็นแสงไฟสีส้มสลัวจากคบเพลิง และเงาร่างหนึ่งที่ยืนรออยู่ท่ามกลางความมืดมิด ร่างนั้นสวมชุดคลุมยาวสีเทาเข้มคลุมศีรษะมิดชิด ปิดบังใบหน้าครึ่งบนไว้ด้วยหน้ากากไม้แกะสลักรูปอสูรโบราณ ทว่าทันทีที่ดวงตาคู่นั้นกวาดมองผ่านแสงไฟมายังหลินเฟยเทียน ลมหายใจของสตรีผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใดก็พลันสะดุดกึก "เจ้ามาช้าไปครึ่งเค่อ... หลินเฟยเทียน" สุ้มเสียงแหบพร่า ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจและร่องรอยของกาลเวลาเอ่ยขึ้นอย่างคุ้นเคย หญิงปริศนาผู้นั้นค่อยๆ เอื้อมมืออันเหี่ยวย่นตามวัยปลดหน้ากากไม้ลง เผยให้เห็นใบเพชฌฆาตที่เคยงดงามสะคราญโฉม แม้จะมีรอยแผลเป็นลึกพาดผ่านแก้มซ้ายจนถึงลำคอ แต่วแววตาคู่นั้น... ดวงตาที่เด็ดเดี่ยว เยือกเย็น และเคยใช้ปกป้องคุ้มครองมารดาของนางในอดีต ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง! "ท่านแม่นมกุ้ย...?" หลินเฟยเทียนอุทานออกมาแผ่วเบา ความรู้สึกหลากหลายถาโถมเข้าใส่หัวใจดั่งคลื่นซัดสาด ทั้งความตกใจ ความโหยหา และความเคลือบแคลงสงสัยที่ถูกเก็บกดไว้ก้นบึ้ง แม่นมกุ้ย... อดีตหัวหน้าองครักษ์เงาผู้ภักดิ์ดีที่สุดของมารดา ที่ทุกคนต่างลงความเห็นว่าถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในกองเพลิงล้างตระกูลเมื่อสิบปีก่อน เหตุใดจึงยังคงมีชีวิตอยู่? และเหตุใด... จึงมาปรากฏกาย ณ ที่แห่งนี้ ในยามที่นางกำลังเดินหมากเกมสำคัญ? "แปลกใจนักหรือ ที่ข้ายังไม่ตาย?" แม่นมกุ้ยแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากและเสียดสีราวกับกระดาษทราย "คนอย่างข้า... หากยังไม่ได้ทวงความยุติธรรมให้ฮูหยิน และยังไม่ได้เห็นหัวของพวกทรชนหลุดออกจากบ่า ย่อมไม่มีทางลงไปยมโลกเพื่อรายงานความอัปยศนี้แก่ผู้เป็นนายเด็ดขาด!" หลินเฟยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่ไหววูบ นางก้าวเข้าไปใกล้ก้าวหนึ่ง ประสานมือคารวะด้วยความเคารพอย่างสูงสุดเช่นในอดีต "หากท่านแม่นมยังทรงชนmsอยู่ เหตุใดตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงปล่อยให้ข้าต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวและการแก้แค้นเพียงลำพังบนเส้นทางสายเลือดนี้? ท่านหลบซ่อนอยู่ที่ใด และกุมความลับอะไรไว้เกี่ยวกับเบื้องหลังการตายของท่านแม่?" แม่นมกุ้ยมิได้ตอบคำถามในทันที นางหันหลังกลับเดินนำเข้าสู่ใจกลางหอคอย ที่ซึ่งมีโต๊ะไม้เก่าๆ วางคัมภีร์ลับและหีบเหล็กสนิมเขรอะตั้งอยู่ แสงไฟกะพริบไหวสาดส่องกระทบใบหน้าครึ่งหนึ่งที่มีแผลเป็นให้อารมณ์น่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น "ข้าไม่ได้ปล่อยให้เจ้าโดดเดี่ยว... เฟยเทียน แต่ข้ากำลังจับตามอง 'ผู้ชักใย' ที่แท้จริงอยู่ต่างหาก" แม่นมกุ้ยหันกลับมามองด้วยแววตาคมกริบดั่งใบมีด "คนที่สั่งสังหารตระกูลหลินของเจ้า มิใช่ฮ่องเต้... และมิใช่เหล่าองค์ชายที่กำลังแย่งชิงบัลลังก์กันอยู่ในตอนนี้" หัวใจของหลินเฟยเทียนกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง "ท่านหมายความว่าอย่างไร...?" "สิ่งที่เจ้ากำลังตามหา... ความจริงที่เจ้าพยายามขุดคุ้ยขึ้นมาจากหลุมศพ มันน่ากลัวกว่าที่เจ้าคิดหลายร้อยเท่า" แม่นมกุ้ยเอื้อมมือไปเปิดหีบเหล็กสนิมเขรอะ หยิบม้วนกระดาษหนังแพะเก่าคร่ำคร่าที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรังส่งให้ "นี่คือพินัยกรรมเลือดฉบับจริง... และตราประทับหยกของบุคคลที่อยู่เหนือบัลลังก์มังกร" ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วของหลินเฟยเทียนกำลังจะสัมผัสโดนกระดาษหนังแพะแผ่นนั้น เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวก็แว่วมาจากเบื้องล่างของหอคอย! *ตึง! ตึง! ตึง!* ประตูด้านนอกถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบด้วยพลังภายในอันรุนแรง แสงไฟจากคบเพลิงนับร้อยดวงสาดส่องเข้ามาจนสว่างจ้า ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย เงาร่างในชุดเกราะเหล็กดำสนิทของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรนับสิบชีวิตพากันพุ่งทะยานเข้ามาล้อมรอบหอคอยไว้ทุกด้าน และผู้ที่ก้าวเดินนำหน้าเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นจับขั้วหัวใจ... มิใช่ใครอื่น แต่มหาขันธ์ผู้กุมอำนาจสูงสุดในวังหลัง ผู้ซึ่งไม่ควรจะล่วงรู้แผนการนี้เด็ดขาด! "ฮ่าๆๆ... คุณ تو หลิน ช่างขยันขันแข็งเสียจริง ยามวิกาลเช่นนี้ยังอุตส่าห์มาเดินเล่นชมหอคอยร้างเพื่อหาหลักฐานโบราณ" มหาขันธ์เอ่ยด้วยเสียงแหลมสูงน่ารังเกียจ ขณะที่ดวงตาเรียวรีจ้องมองมายังพวกนางด้วยแววตาดุจงูพิษ "น่าเสียดายนัก... ที่เกมหมากกระดานนี้ จบลงเร็วกว่าที่เจ้าคาดคิดไว้เสียแล้ว" แม่นมกุ้ยหน้าถอดสีทันที นางหันมาขบกรามแน่นด้วยความแค้นเคือง "พวกมันสะกดรอยตามเรามา...!" หลินเฟยเทียนไม่แม้แต่จะชายตามองเหล่าองครักษ์นับสิบที่ชักดาบรอสังหาร นางเพียงแต่ตวัดสายตากลับไปมองมหาขันธ์ด้วยรอยยิ้มที่ยังคงนิ่งสงบ ทว่าประกายตาในยามนี้กลับคมกริบและดุดันยิ่งกว่าคมดาบ ทว่า... ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังบีบคั้นจนถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าควบตะบ็งอย่างบ้าคลั่งก็ดังแทรกเสียงฝนเข้ามาหยุดอยู่หน้าหอคอย ตามด้วยเสียงรายงานอันร้อนรนขององครักษ์ประจำตัวองค์ชายมู่หรงเฉินที่พุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าหลินเฟยเทียนด้วยสภาพโชกเลือด! "ทูลพระชายา... เกิดเหตุใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! องค์ชายมู่หรงเฉิน... ทรงถูกลอบปลิดพระชนม์ในตำหนักใหญ่ และตอนนี้... ตราพยัคฆ์บัญชาการกองทัพค่ายเหนือได้หายสาบสูญไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" *** ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางบนกระดานหม่นเลือดนี้ไปด้วยกันนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบบทนี้ค่ะ
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%