"คำให้การของเจ้า ช่างดูไร้รอยต่อจนน่าหวาดหวั่นเหลือเกิน หลินเฟยเทียน..."
สุรเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกของพระมเหสีอวี้เหวิน ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับตำหนักเหมันต์รำพึง กลิ่นกำยานไม้กฤษณาที่อบอวลอยู่รอบกายมิได้ช่วยให้บรรยากาศดูผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันกลับส่งเสริมกลิ่นอายแห่งความตายที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ความหรูหรานั้นให้เด่นชัดขึ้น
หลินเฟยเทียนก้มศีรษะลงต่ำ เส้นผมสีดำสนิทปรกใบหน้าด้านข้างเล็กน้อย แววตาของเขายังคงนิ่งสงบดั่งหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้ง แม้ภายในใจจะตระหนักดีว่าทุกย่างก้าวที่เขากำลังดำเนินอยู่นั้น คือการเดินหมากบนคมดาบที่พร้อมจะสะบั้นคอเขาทุกเมื่อ
"กระหม่อมเพียงพูดตามความสัตย์จริงที่ประจักษ์แก่ตาตนเอง พ่ะย่ะค่ะ พระมเหสี"
"ความสัตย์จริง?" พระมเหสีแย้มพระสรวล ทว่ามิได้ส่งไปถึงดวงตาที่วาวโรจน์ดั่งพยัคฆ์ซุ่มซ่อน นางค่อยๆ ยกถ้วยชาเคลือบหยกสีขาวสะอาดขึ้นจิบช้าๆ กิริยานั้นสง่างามทว่าเยือกเย็นราวกับกำลังจิบเลือดศัตรู "ในวังหลวงแห่งนี้ คำว่าสัตย์จริงมีค่าเท่ากับเศษธุลีใต้ฝ่าเท้าเจ้า หากเจ้าไม่มีปัญญาปกป้องตนเองได้ด้วยถ้อยคำที่ล้ำลึกกว่านี้ ข้าเกรงว่าพู่กันที่ใช้เขียนรายงานฉบับนั้น คงได้เปลี่ยนเป็นอาวุธที่ใช้ปิดชีวิตเจ้าเสียเอง"
หลินเฟยเทียนเงยหน้าขึ้นสบสายตาที่พยายามจะฉีกกระชากความลับของเขาในทันที เขาเผยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูถ่อมตนทว่าแฝงไว้ด้วยความนัยที่อ่านยาก
"พระมเหสีทรงโปรดเมตตาเถิด กุนซือเช่นกระหม่อม มิใช่ผู้กุมโชคชะตา หากแต่เป็นเพียงผู้ที่เฝ้ามองความผันผวนของกระดานหมาก... กระหม่อมเพียงเห็นว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ การยึดติดกับตัวหมากเพียงตัวเดียว อาจนำมาซึ่งหายนะที่ไม่มีใครคาดถึงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... หมากตัวที่ดูเหมือนจะไร้ค่าที่สุดในสายพระเนตรของพระองค์"
คำพูดนั้นทำให้พระมเหสีชะงักไปชั่วครู่ ถ้วยชาในพระหัตถ์ถูกวางลงบนจานรองเสียงดังกระทบกันเบาๆ ทว่าดังก้องกังวานในความรู้สึกของทุกคนในตำหนัก องค์ชายมู่หรงเฉินที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากเฟยเทียนเพียงเล็กน้อย แอบกำหมัดแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อกว้าง แววตาของเขาส่งสัญญาณเตือนภัย ทว่าเฟยเทียนกลับไม่แม้แต่จะปรายตาไปมอง
"เจ้ากำลังจะบอกข้าว่า... องค์ชายมู่หรงเฉิน ที่ข้าเลี้ยงดูมากับมือ ดั่งลูกนกที่ไร้ทางสู้ผู้นี้ มีเล่ห์เหลี่ยมซ่อนเร้นกระนั้นหรือ?"
"สัตว์ป่าที่ดูเชื่องที่สุด มักมีเขี้ยวเล็บที่แหลมคมที่สุดเสมอ พ่ะย่ะค่ะ" เฟยเทียนเอ่ยเสียงนิ่ง ขณะที่มู่หรงเฉินยังคงรักษาใบหน้าไร้อารมณ์ไว้ได้ราวกับหน้ากากเหล็ก "เพียงแต่... มันขึ้นอยู่กับว่า ใครจะเป็นผู้ถอดตะกร้อครอบปากให้มันออกมาแผ่แม่เบี้ยขู่ศัตรูที่บังอาจดูแคลนก็เท่านั้น"
บทสนทนาที่เชือดเฉือนกลายเป็นอาวุธล่องหนที่ทิ่มแทงไปมา พระมเหสีอวี้เหวินผ่อนลมหายใจเบาๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบา ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับชวนให้ขนลุกชัน "เจ้าช่างเป็นคนหนุ่มที่โอหังนักหลินเฟยเทียน... เจ้ารู้หรือไม่ว่าในห้องโถงนี้ มีนักฆ่าจากหน่วยเงาทมิฬของข้าซ่อนตัวอยู่ถึงสามคน หากข้าเพียงแค่พยักหน้า... เลือดของเจ้าคงไหลนองไปทั่วพื้นหินอ่อนนี้แล้ว"
"กระหม่อมทราบดีพ่ะย่ะค่ะ" เฟยเทียนตอบรับอย่างไร้ความเกรงกลัว "และกระหม่อมก็ทราบดีเช่นกันว่า... หากกระหม่อมตายไปก่อนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าในวันนี้ จดหมายลับฉบับหนึ่งที่จะเปิดโปงความสัมพันธ์ระหว่างพระมเหสีกับท่านแม่ทัพใหญ่หลี่ จะถูกส่งไปถึงมือฝ่าบาทในยามเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้... ความตายของกระหม่อมแลกกับความล่มจมของตระกูลอวี้เหวิน พระมเหสีคิดว่ามันคุ้มค่าหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันดุจดั่งพายุที่กำลังจะโหมกระหน่ำ มู่หรงเฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาสอดประสานมือไว้เบื้องหน้า ก้าวออกมาคั่นกลางระหว่างกุนซือคู่ใจกับพระมเหสีผู้ทรงอำนาจ
"เสด็จแม่... เฟยเทียนเพียงแค่อาจจะพูดจาห้าวหาญเกินไปบ้าง โปรดประทานอภัยให้เขาสักครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
พระมเหสีอวี้เหวินมองดูองค์ชายผู้บุตรด้วยสายตาที่ซับซ้อน นางพิจารณาชายหนุ่มสองคนที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ก้ำกึ่งระหว่างความชื่นชมและความหวาดระแวง ก่อนที่นางจะหันไปหยิบม้วนกระดาษใบลานที่ประทับตราครั่งสีแดงฉานขึ้นมาจากโต๊ะ
"ข้าเคยคิดว่าข้ารู้จักพวกเจ้าดีพอ..." พระมเหสีเอ่ยเสียงเย็น "แต่ดูเหมือนหมากกระดานนี้จะพลิกผันเกินกว่าที่สตรีอย่างข้าจะคาดเดาได้... เจ้าอ้างว่าเจ้ามีจดหมายลับงั้นรึ? ถ้าเช่นนั้น ลองดูเสียหน่อยเป็นไร ว่าของจริงกับของปลอม สิ่งใดจะมอดไหม้เร็วกว่ากัน"
นางโบกมือให้ขันทีข้างกายหยิบถ้วยชาใบใหม่มาวางลงตรงหน้าเฟยเทียน น้ำชาที่ส่งกลิ่นหอมแปลกประหลาดคล้ายดอกบัวสายพุ่งเข้าจมูกของเขา เฟยเทียนรู้ดีว่านั่นคือสิ่งใด... 'หยดน้ำค้างมรณะ' ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่หากจิบลงไปเพียงหยดเดียว จะทำให้เส้นเสียงขาดผึงและเลือดไหลออกจากทวารทั้งเก้าภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม
"หากเจ้าเป็นกุนซือที่แท้จริง เจ้าคงรู้ว่าข้าไม่ได้เชิญเจ้ามาเพื่อดื่มชาเล่น..." พระมเหสีกล่าวพลางจ้องเขม็งไปที่ดวงตาของเฟยเทียน "จงจิบมันเสีย หากเจ้ายังมีทางรอดที่ซ่อนอยู่จริง... ข้าจะเป็นคนมอบโอกาสนั้นให้เจ้าเอง แต่ถ้าหากเจ้าตาย... ข้าก็เพียงแค่บอกฝ่าบาทว่าเจ้าเสียชีวิตเพราะความประมาทเอง"
มู่หรงเฉินขยับตัวจะเข้าขัดขวาง ทว่าสายตาของเฟยเทียนที่ส่งมากลับห้ามไว้ เขาค่อยๆ เอื้อมมือออกไปหยิบถ้วยชาใบนั้นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า นิ้วมือของเขาสั่นไหวเพียงเล็กน้อยด้วยเจตนาที่ไม่มีใครอ่านออก ทว่าในจังหวะที่ถ้วยชาจ่อที่ริมฝีปาก ประตูกลางของตำหนักก็ถูกเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีใครกล้าขัดขวาง
ขันทีหลวงคนสนิทของฝ่าบาทก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ในมือถือราชโองการสีทองอร่ามที่ยังมิได้เปิดอ่าน สายตาของทุกคนในห้องพุ่งตรงไปที่ม้วนกระดาษนั้นอย่างพร้อมเพรียง
"พระมเหสีพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาททรงมีรับสั่งด่วนให้ควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องกับคดีลักลอบค้าอาวุธในคลังหลวงทั้งหมด... รวมถึงพระองค์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"
ถ้วยชาในมือของหลินเฟยเทียนหยุดค้างไว้ที่ริมฝีปากพอดี เขาเหลือบมองพระมเหสีที่ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของทุกคนต้องกระตุกวูบ
"ดูเหมือนว่า... กระดานหมากนี้จะมีคนเดินหมากเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ พระมเหสี"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งอำนาจและกลลวงครั้งนี้ด้วยกันนะคะ หงส์เพลิงหวนคืนสัญญาว่าจะนำพาเรื่องราวที่เข้มข้นกว่าเดิมมาสู่ทุกท่านในตอนหน้าค่ะ
กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก•ตอนที่ 17
คำลวงจากสตรีสูงศักดิ์
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!