เสียงดีดลูกคิดทองเหลืองดังกระทบแผ่นไม้หอมฉานกฤษณาเป็นจังหวะเนิบนาบ ทว่าหนักหน่วงดุจเสียงฝีเท้าของยมทูตที่กำลังคืบคลานเข้ามาในความเงียบงันของรัตติกาล
ภายในห้องโถงรับรองชั้นในของจวนสกุลหลิน แสงเทียนสีชาดถูกจุดไว้รายรอบจนเกิดเงาทอดยาวบิดเบี้ยวบนผนังผ้าไหมปักลายมังกรห้าเล็บ—ของพระราชทานที่เก็บซ่อนไว้เพื่อรอวันใช้เป็นหลักฐานมัดตัวกบฏ หลินเฟยเทียนในอาภรณ์ปักดิ้นทองลายหงส์เพลิงลอดลายเมฆ นั่งหลังตรงสง่างามอยู่เบื้องหลังโต๊ะไม้จันทน์แดง ปลายนิ้วเรียวขาวดุจหยกสลักกำลังเลื่อนตัวหมากลงบนกระดานหยกขาวบริสุทธิ์ เสียงกระทบกันเบา ๆ ระหว่างหินหยกดำกับขาวสะท้อนก้องกังวานในความเงียบ
"ท่านเสนาบดีซ่งคงมิใช่คนใจร้อน... แต่ดูท่า ความโลภย่อมบังตาจนแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งใดคือเหยื่อ สิ่งใดคือคมดาบ" เสียงทุ้มนุ่มลึกเอ่ยขึ้นจากมุมมืดของห้อง
องค์ชายมู่หรงเฉินก้าวออกมาจากเงาสลัวของม่านโปร่งสีนิล พระองค์ทรงฉลองพระองค์ชุดนักพรตสีเข้มเรียบง่าย ทว่ารังสีอำมหิตและพระเนตรคมปลาบดุจพญาอินทรีนั้นกลับยากจะปกปิด สายพระเนตรคู่นั้นกวาดมองแผ่นป้ายรายชื่อขุนนางฝ่ายกบฏที่วางอยู่เบื้องหน้าหลินเฟยเทียน ก่อนจะหยุดลงที่ใบหน้าเนียนนุ่มซึ่งประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาไร้ความปราณี
"ความโลภเป็นโรคเรื้อรังเพคะ พระองค์ก็ทรงทราบดี" หลินเฟยเทียนช้อนสายตาขึ้นสบกับองค์ชายหนุ่ม นัยน์ตาคู่นคมกริบสะท้อนเปลวเทียนวับแวม "หากไม่วางเหยื่อชิ้นโตพอให้พวกมันกระโจนเข้าใส่ ย่อมยากที่จะกระชากหน้ากากสัตตปักษีที่ซ่อนอยู่ภายใต้ร่มผ้าแพรพรรณออกมาได้ทั้งหมดในคราเดียว"
นับตั้งแต่ย้อนเวลากลับมาเหยียบย่างบนกระดานอำนาจนี้ นางมิใช่สตรีผู้โง่เขลาที่ยอมให้สกุลซ่งเหยียบย่ำอีกต่อไป ทุกย่างก้าวคือแผนการ ทุกหมากที่เดินคือชีวิตและความตายของศัตรู
ในคืนนี้... จดหมายปลอมที่อ้างว่าเป็นตราประทับลับจากองค์รัชทายาทถูกส่งถึงมือเสนาบดีซ่งผิง เนื้อหาในสาส์นระบุชัดเจนถึงการนัดหมายเพื่อแบ่งสรรผลประโยชน์จากเหมืองแร่เหล็กทางตอนใต้ ซึ่งเป็นชนวนเหตุแห่งการกบฏที่พวกมันรอคอยมานานนับปี หลินเฟยเทียนมั่นใจว่าความทะเยอทะยานจะทำให้ซ่งผิงรีบร้อนเดินทางมาตรวจสอบหลักฐานด้วยตนเอง โดยไม่ทันฉุกคิดเลยแม้แต่น้อยว่า ประตูเหล็กของจวนแห่งนี้ได้ถูกปิดตายลงตั้งแต่ยามสามแล้ว
บรรยากาศรอบตัวอึมครึมลงถนัดตาเมื่อเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามสาม กลิ่นอายความหนาบวกกับลมหนาวพัดโชยกลิ่นอายสนิมเหล็กจาง ๆ ลอยมาแตะนาสิก ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังขึ้นที่ลานกว้างหน้าเรือน ตามด้วยเสียงเหล็กกระทบกันระรัวของกองกำลังชุดเกราะดำที่ล้อมรอบจวนไว้อย่างแน่นหนา
รอยยิ้มที่มุมปากของหลินเฟยเทียนลึกล้ำขึ้น นางไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองประตูที่กำลังถูกกระชากเปิดออกด้วยความรุนแรง
ปัง!
บานประตูไม้แกะสลักถูกถีบจนกระเด็นหลุดจากกรอบ ร่างท้วมทว่าเต็มไปด้วยอำนาจของเสนาบดีซ่งผิงก้าวเข้ามาพร้อมกระบี่ในมือ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและรอยยิ้มแห่งชัยชนะ จMองมองมาที่นางราวกับเสือโหยที่เจอเหยื่ออันโอชะ
"หลินเฟยเทียน! เจ้ากล้าดียังไงถึงบังอาจดึงดันเล่นเกมสกปรกเช่นนี้!" ซ่งผิงตวาดลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราและโทสะ "คิดว่าใช้สาส์นปลอมฉบับนั้นหลอกลวงข้าแล้วจะรอดพ้นความผิดฐานสมคบคิดกับอ๋องต่างแคว้นงั้นรึ ส่งตราประทับทองคำมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นหัวของเจ้ากับบ่าวไพร่ทั้งจวนจะหลุดออกจากบ่าในสามลมหายใจ!"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ หลินเฟยเทียนค่อย ๆ วางหยกขาวในมือลงบนกระดานอย่างใจเย็น นางมิได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย ท่าทีสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในบึงลึกนั้นกลับยิ่งทำให้ซ่งผิงรู้สึกขนพองสเกลเกล้าอย่างไร้สาเหตุ
"ท่านเสนาบดีซ่ง... ใจร้อนเกินไปแล้วกระมังคะ" เสียงหวานใสก้องกังวานราบเรียบ ดังกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นประสานสายตากับเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ก้นบึ้ง "ท่านบอกว่าสาส์นฉบับนั้นเป็นของปลอม... แล้วไฉนท่านจึงรีบร้อนนำกำลังทหารส่วนตัวนับร้อยนายบุกรุกเข้ามาในเคหสถานของขุนนางขั้นหนึ่งยามวิกาลเช่นนี้เล่า หรือแท้จริงแล้ว... ร้อนตัวเพราะกลัวว่าความลับเรื่องการซ่อนตราประทับกบฏใต้พื้นเรือนของท่านจะถูกเปิดเผยกันแน่?"
ซ่งผิงสะفัดหน้าวูบ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "เจ้า... เจ้าพูดเรื่องบ้าอะไร!"
"ข้าพูดความจริงอย่างไรเล่าคะ" หลินเฟยเทียนลุกขึ้นยืนช้า ๆ อาภรณ์ปักดิ้นทองสะท้อนแสงเทียนระยิบระยับ นางก้าวเดินเข้าไปหาเขาอย่างมั่นคง แม้ความสูงจะน้อยกว่า ทว่ารัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างบอบบางนั้นกลับทรงพลังยิ่งกว่าขุนศึกสนามรบ
"เจ้าหลอกข้า..." ซ่งผิงคำรามด้วยความแค้นเคือง เงื้อกระบี่ขึ้นหมายจะปลิดชีพสตรีตรงหน้าให้สิ้นซากในดาบเดียว "นังสารเลว ไปตายเสียเถอะ!"
ทว่า... ก่อนที่คมกระบี่จะทันได้แตะชายผ้าของหลินเฟยเทียน ร่างเงาสفสายหนึ่งก็พุ่งวาบตัดผ่านความมืดราวกับสายฟ้าแลบ เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟแตกกระจายสว่างวาบไปทั่วห้องโถง
ฉับพลัน!
กระบี่ในมือของซ่งผิงหักสะบั้นเป็นสองท่อน เศษเหล็กคมกริบกระเด็นปักลงบนพื้นไม้เสียงดังแกร็ก คอหอยของซ่งผิงถูกคมดาบเย็นเฉียบจ่อแนบชิดจนผิวเนื้อปริปริแตกมีโลหิตซึมไหลออกมา
มู่หรงเฉินยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหลินเฟยเทียน พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องมองขุนนางกบฏด้วยความเยียบเย็นไร้ซึ่งความปราณี พระหัตถ์ข้างที่ถือกระบี่ยังคงนิ่งสนิทไร้การสั่นไหวแม้แต่น้อย
"บังอาจนักนะ ซ่งผิง" พระสุรเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ราวกับเสียงก้องมาจากขุมนรก "เจ้ารู้หรือไม่ว่าการยกกำลังพลเข้าจวนขุนนางยามวิกาล มีโทษสถานใด"
ซ่งผิงใบหน้าซีดเผือด ไร้เรี่ยวแรงจะขัดขืน เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เมื่อเงยหน้าขึ้นมองบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหลังหลินเฟยเทียน ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถลนออกนอกเบ้า
"ทะ... องค์ชาย... องค์ชายสาม! เป็นไปได้อย่างไร พระองค์ควรจะ..."
"ควรจะถูกพิษสิ้นพระชนม์อยู่ที่ชายแดนใช่หรือไม่?" หลินเฟยเทียนแย้มยิ้มหยัน นางก้มตัวลงกระซิบข้างหูของขุนนางผู้กำลังสั่นเทา น้ำเสียงอ่อนหวานทว่าเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง "น่าเสียดายนะคะ... แผนการของพวกท่านต่ำทรามเกินกว่าจะคาดเดาได้ว่า ฟ้าดินย่อมมีตา และหมากกระดานนี้... ผู้ชนะที่แท้จริงหาใช่พวกท่านไม่"
บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดถึงขีดสุด ทหารกบฏที่ล้อมอยู่ด้านนอกเริ่มส่งเสียงอึกทึกครึกโครมเมื่อรู้ว่าผู้นำของพวกตนพลาดท่าติดกับดัก ทว่าในวินาทีที่สถานการณ์กำลังจะพลิกผันไปสู่การนองเลือดครั้งใหญ่ เสียงฝีเท้าม้าคำรามก้องจากภายนอกจวนก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
เงาร่างขององครักษ์เงาพุ่งเข้ามาคุกเข่าต่อหน้ามู่หรงเฉินด้วยความเร่งร้อน ใบหน้าชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและหยาดฝน
"ทูลองค์ชาย! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์รายงานเสียงสั่น "ราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... มีพระบรมราชโองการให้ปลดและกักบริเวณแม่ทัพใหญ่แห่งค่ายทัพพยัคฆ์ทักษิณทันที เนื่องด้วยพบหลักฐานการสมคบคิดกับกบฏ... และ... และ..."
มู่หรงเฉินขมวดพระขนมเล็กน้อย "และอะไร ว่ามา!"
"และพระราชโองการอีกฉบับ... มีรับสั่งให้สมรสพระราชทานเร่งด่วน ระหว่างองค์ชาย... กับบุตรีรองเสนาบดีสกุลซ่ง เพื่อผูกสัมพันธ์และสมานฉันท์พ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำรายงานนั้น รอยยิ้มบนใบของหลินเฟยเทียนก็แข็งค้างลงทันที ดวงตาคู่นคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง ขณะที่มู่หรงเฉินหันกลับมาสบตานางช้า ๆ แววตาคมปลาบของพระองค์ฉายประกายความซับซ้อนและอันตรายที่อ่านไม่ออก
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกเกมอำนาจไปกับข้า หงส์เพลิงหวนคืน นะคะ
กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก•ตอนที่ 4
รัตติกาลลวงตา
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือทมิฬพลิกชะตารอยเลือดบนกระดานหยก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!