เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักตอนนี้•ตอนที่ 14

คำสารภาพที่กลืนลงคอ

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
"ถ้าคุณยังกล้าพูดชื่อไอ้กรณ์ออกมาอีกคำเดียว ผมจะหักเงินเดือนคุณครึ่งหนึ่งข้อหาทำลายสมาธิการทำงาน... มินตรา!" น้ำเสียงที่ลอดไรฟันออกมาไม่ได้มีความน่ากลัวในสายตาของเลขาฯ สาวมือฉกาจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มินตรากำลังยกยิ้มมุมปาก ยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา แต่มันเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและท้าทายตามประสาคนที่ไม่เคยเกรงกลัวอำนาจมืดใดๆ บนโลกใบนี้ โดยเฉพาะอำนาจที่ซ่อนอยู่ภายใต้สูทตัดเย็บเนี๊ยบกริบของประธานบริษัทหนุ่มผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชา ห้องทำงานส่วนตัวของภาคินในยามค่ำคืนที่เหลือเพียงแสงไฟจากโคมไฟโต๊ะทำงานและเงาสลัวของตึกระฟ้าภายนอก มันแคบลงถนัดตาเมื่อคนทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันในระยะประชิด กลิ่นอายความเป็นชายของภาคินที่ผสมผสานกับน้ำหอมกลิ่นวูดดี้จางๆ ลอยวนอยู่ในอากาศ สร้างแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้หัวใจของมินตราเต้นผิดจังหวะ—แต่เธอไม่มีทางยอมแสดงความอ่อนแอออกมาให้เขาเห็นเด็ดขาด "หักเงินเดือนอีกแล้วนะคะ... อ้อ ขอโทษทีค่ะ พอดีติดปาก" มินตราจงใจลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองสบตาตรงๆ ไม่มีหลบ "ท่านประธานจะหักเงินเดือนฉันสักกี่รอบก็เชิญค่ะ เพราะดูท่าทางแล้ว เงินเดือนที่เหลือคงไม่พอค่าทำขวัญที่ฉันต้องทนฟังคำพูดเผด็จการของคุณในแต่ละวันหรอกค่ะ" "มินตรา!" ภาคินคำรามในลำคอ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยววาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ มือหนาที่วางอยู่บนขอบโต๊ะกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความอดทนของเขาเดินทางมาถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ ตั้งแต่เกิดมาในตระกูลผู้ดีเก่าและก้าวขึ้นมาเป็นนักบริหารมือทองที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร มีผู้หญิงนับร้อยนับพันที่พร้อมจะสยบแทบเท้าเขา แต่ทำไม... ทำไมผู้หญิงตรงหน้าถึงทำให้เขาอยากจะระเบิดอารมณ์ใส่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะหาคำจำกัดความได้ ความจริงเมื่อครู่... วินาทีที่เขากำลังจะหลุดปากพูดออกไปว่า *'ผมหวง... ผมไม่อยากให้คุณไปไหนกับมันทั้งนั้น เพราะผมแคร์คุณจนแทบจะบ้าอยู่แล้ว'* — คำพูดเหล่านั้นจุกอยู่ที่ลำคอ รสชาติฝาดเฝื่อนแล่นพล่านในปาก ราวกับมีก้อนสะอื้นแห่งศักดิ์ศรีค้ำคออยู่จนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ศักดิ์ศรีของท่านประธานผู้หยิ่งทะนงยอมให้ตัวเองดูน่าสมเพชไม่ได้เด็ดขาด! "ทำไมคะ?" มินตราเลิกคิ้วสูง ก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอีกหนึ่งก้าวอย่างไม่เกรงกลัว "มีอะไรจะพูดมากกว่าการขู่หักเงินเดือนอีกไหมคะท่านประธาน... หรือว่า ที่คุณทำหน้าเหมือนคนกำลังจะขาดใจตายแบบนี้ เพราะคุณ..." "เพราะผมเกลียดขี้หน้าคุณ!" ภาคินสวนกลับทันควัน เสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในหัวใจ ร่างสูงใหญ่ก้าวพรวดเดียวจนมินตราต้องถอยหลังไปชนกับชั้นวางเอกสารด้านหลัง แผ่นหลังของเธอแนบชิดกับไม้เย็นเฉียบ ขณะที่ร่างสูงของเขายืนค้ำAค้ำหัว กักขังเธอไว้ด้วยแขนแกร่งที่ยันกับชั้นหนังสือทั้งสองข้าง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ได้ถึงความรุ่มร้อนที่แผดเผา มินตราสะعุดลมหายใจไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจกับจู่โจมที่ไร้ความปรานี แม้คำพูดของเขาจะร้ายกาจและเชือดเฉือนจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ แต่นัยน์ตาคู่คมที่มองลึกลงมานั้นกลับไม่ได้มีความเกลียดชังอย่างที่ปากพูดเลยสักนิด มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความอึดอัด และ... ความโหยหาที่ถูกกักขังไว้ภายใต้กำแพงแห่งทิฐิ "ถ้าเกลียดนัก... ทำไมไม่ไล่ฉันออกล่ะคะ?" มินตราเค้นเสียงถาม ทั้งที่หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองศึก ความโกรธระคนน้อยใจตีรวนขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว แต่เธอก็ยังคงเชิดหน้าท้าทาย "จะเก็บเลขาฯ ปากดีคนนี้ไว้รกหูรกทำไม หรือว่าหาคนทำงานที่ทนความประสาทกินของคุณไม่ได้อีกแล้ว" "ใช่! คุณพูดถูก..." ภาคินก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน เสียงทุ้มแหบพร่าลงจนน่าใจหาย แววตาแข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำที่ชวนให้จมดิ่ง "ผมหาคนทำงานเก่งเท่าคุณไม่ได้... และผมก็เกลียดตัวเองชะมัดที่..." เขากลืนคำพูดประโยคหลังลงคอไปอย่างยากลำบาก ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงตามจังหวะการกลืนน้ำลายที่ฝืดเคือง หัวใจของภาคินเต้นรัวกระหน่ำจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยินมัน ความรู้สึกพรั่งพรูอัดอั้นจนแทบจะระเบิดออกมาเป็นคำว่า 'รัก' แต่ทิฐิและศักดิ์ศรีตัวบักเอ้กกลับดึงรั้งเขาไว้ ไม่ยอมให้คำว่ารักหลุดรอดจากริมฝีปากหยักที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่น ทำไมวะ... ทำไมเขาถึงบอกรักผู้หญิงคนนี้ออกไปไม่ได้! มินตรามองอาการชะงักงันของชายหนุ่ม เธอเห็นแววตาที่ไหววูบชั่วพริบตานั้น ความเงียบงันที่เข้าปกคลุมทำให้บรรยากาศในห้องทำงานเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดที่อบอวลด้วยเคมีประหลาด ความโกรธเคืองเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความสงสัยและความเจ็บแปลบในอก ทำไมเขาถึงหยุดพูดล่ะ? ทำไมเขาต้องทำท่าทางเหมือนคนกำลังทรมานขนาดนี้ด้วย? "ที่... อะไรคะ?" มินตราถามเสียงแผ่วลงโดยไม่รู้ตัว ความแข็งกร้าวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเปราะบางที่ซ่อนเร้น มือเรียวเล็กเผลอยกขึ้นวางบนอกเสื้อสูทของเขาโดยสัญชาตญาณ สัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วไม่เป็นส่ำใต้ฝ่ามือ "พูดออกมาสิคะ ท่านประธานคนเก่ง... กลัวอะไรอยู่เหรอ?" ภาคินก้มมองมือเล็กที่วางอยู่บนอกเสื้อของเขา สายตาสีเข้มทอประกายวับวับ มือหนาข้างหนึ่งละจากชั้นหนังสือ เอื้อมขึ้นมาจับข้อมือบางของเธอไว้แน่น แต่ไม่ได้บีบเค้นจนเจ็บ แรงสัมผัสที่อบอุ่นและสั่นเทานิดๆ นั้นทำให้มินตราต้องเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง ดวงตาของเขามันฟ้องทุกอย่าง... ฟ้องว่าเขากำลังพ่ายแพ้ ยอมจำนนต่อความรู้สึกที่ตัวเองพยายามปฏิเสธมาตลอด "คุณนี่มัน..." ภาคินเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู ปลายจมูกโด่งคมเฉี่ยวเกลียดจะแตะแก้ว Nนเนียนใสของเธออยู่รอมร่อ "ปากเก่งแบบนี้... สักวันผมจะจับมัดแล้วเย็บปากคุณด้วยด้ายทองคำจริงๆ ด้วย มินตรา" "ทุเรศที่สุด!" มินตราค้อนควับทันที หน้าหวานงอลงด้วยความหมั่นไส้ พยายามจะชักมือกลับแต่ถูกเขาตรึงไว้แน่น "ปล่อยนะคะ! มาจับมือถือแขนฉันทำไม ฉันไม่ใช่ผู้หญิงของคุณนะที่จะมาทำรุ่มร่ามใส่!" "ไม่ใช่ผู้หญิงของผม แล้วจะเป็นผู้หญิงของไอ้กรณ์หรือไง?" คำถามย้อนกลับที่เต็มไปด้วยความหึงหวงพรั่งพรูออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว ภาคินเผลอหลุดปากพูดมันออกมาด้วยความหงุดหงิดที่สะสมมานาน ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งรอคำตอบราวกับนักโทษรอฟังคำพิพากษา มินตราอึ้งไปชั่ววินาที หัวใจกระตุกวูบด้วยความตกใจและ... ความยินดีที่แล่นริ้วขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอมองหน้าประธานหนุ่มจอมซึนที่ตอนนี้ใบหน้าคมคายขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยความจำนนต่ออารมณ์ตัวเอง บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เงียบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกันในระยะประชิด ความใกล้ชิดที่มากเกินไปทำให้โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน ภาคินค่อยๆโน้มใบหน้าลงมาใกล้เรื่อยๆ ริมฝีปากหยักได้รูปเคลื่อนเข้ามาใกล้เรียวปากอิ่มของเลขาฯ สาวจนแทบจะแนบชิด มินตราหลับตาลงอัตโนมัติ หัวใจเต้นรัวเร็วจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอก รอคอยสัมผัสที่เธอแอบคาดหวังมานาน ติ๊ง! เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานดังขึ้นทำลายความเงียบงันและบรรยากาศสีชมพูที่กำลังจะระเบิดลงอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา ภาคินชะงักกัง ขบกรามแน่นด้วยความขัดใจ ส่วนมินตลารีบดันอกเขาออกแล้วลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ ใบหน้าหวานแดงก่ำลามไปถึงใบหู ร่างบางก้าวถอยหลังพรวดเดียวจนเกือบสะดุดขาตัวเอง ท่านประธานหนุ่มส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอด้วยความหงุดหงิดจัด ขายาวก้าวหงุดหงิดไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาด้วยใบหน้าถมึงทึง กะว่าจะบล็อกเบอร์นั้นทิ้งซะให้สิ้นเรื่อง แต่พอสายตาคมกริบกวาดมองข้อความบนหน้าจอ ปลายนิ้วที่ถือเครื่องไว้ก็ชะงักกึก สีหน้าของภาคินเปลี่ยนจากความหงุดหงิดเป็นความตกตะลึงพรึงเพริดทันที มินตราบังเกตุเห็นความผิดปกติ จึงขมวดคิ้วถามเสียงห้วน "ใครส่งอะไรมาคะ หน้าคุณถึงได้ซีดเป็นไก่ต้มขนาดนั้น" ภาคินเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาคมกริบมองตรงมาที่มินตราด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะเอื้อนเอ่ยประโยคที่ทำลายความสุขชั่วข้ามคืนลงในพริบตา "ผอ.ฝ่ายกฎหมายส่งรายงานด่วนมา... ว่าที่คุณถือหุ้นใหญ่คนใหม่ที่เพิ่งกว้านซื้อหุ้นบริษัทเราไปครึ่งหนึ่งเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา... คือคนเดียวกับคนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าผมตอนนี้" มินตราเบิกตากว้าง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากทันที พร้อมกับคำพูดที่ทำให้ภาคินแทบอยากจะทรุดลงไปกองกับพื้น "อ้อ... เรื่องนั้นเหรอคะ พอดีฉันลืมบอกไปค่ะท่านประธาน... ยินดีต้อนรับฉันเข้าสู่ตำแหน่ง 'ผู้ถือหุ้นใหญ่' ของบริษัทคุณด้วยนะคะ" — สเปซโอเดสซีย์ — ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาตลอดนะครับ
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายครับ... อย่ามาคลั่งรักตอนนี้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%