"กล้องในมือคุณ... มีราคาพอกับอนาคตการเป็นนักข่าวของตัวเองหรือเปล่าครับ คุณภัทร"
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านไรฟันของธันวาไม่ได้บ่งบอกถึงความกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันคือความนิ่งสนิทก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่ม ไซต์งานก่อสร้างโซนซีที่ควรจะเงียบเชียบในยามพลบค่ำ กลับถูกบีบอัดด้วยแรงกดดันมหาศาลจากสายตาของวิศวกรหนุ่มที่ก้าวเข้ามาขวางหน้าตรฐานเลนส์กล้องของบรรณาธิการหนุ่มคู่ปรับไว้ได้อย่างเฉียดฉิว
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนดังสะท้อนก้องในโสตประสาท ไม่ใช่เพราะความตกใจจากอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่เหล็กเส้นข้ออ้อยขนาดใหญ่เกือบจะหล่นลงมากระแทกศีรษะเธอก่อนหน้านี้ แต่เป็นเพราะแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนบังเธอเอาไว้มิดต่างหาก... คนที่ปากบอกว่ารำคาญเธอนักหนา แต่กลับเป็นคนแรกที่พุ่งเข้ามาคว้าเอวเธอแล้วดึงหลบรัศมีอันตรายด้วยความเร็วระดับเสือชีตาห์
"อุ๊ย... พระเอกี่ขี่ม้าขาวมาช่วยนักข่าวสาวตกอับ น่าประทับใจจังครับคุณธันวา" ภัทรแค่นหัวeยิ้มเยาะ เลนส์กล้องในมือยังคงเล็งตรงมาที่ร่างทั้งสอง "แต่ภาพนี้ขึ้นหน้าหนึ่งเว็บข่าวแฉฉาว คงขายดีกว่าสกู๊ปเจาะลึกโครงสร้างตึกถล่มของคุณเยอะนะ ริน... ว่าไหม?"
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอกำหมัดเข้าหากันจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ กำลังจะก้าวออกไปซัดหน้าไอ้บรรณาธิการจอมฉวยโอกาสสักหมัด แต่ทว่า... มือหนาของธันวาที่ยังคงจับอยู่ตรงต้นแขนของเธอกลับออกแรงบีบเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม
ความร้อนจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนเธอรู้สึกวูบวาบในอกอย่างประหลาด ธันวาไม่ได้หันกลับมามองเธอ แต่สันจมูกโด่งคมและกรอบหน้าที่หันไปเผชิญหน้ากับภัทรนั้นตึงเครียดจนเห็นเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
"ถ้าภาพนั้นหลุดออกไปแม้แต่รูปเดียว..." ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็งในไนโตรเจนเหลว "ผมในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมโครงการนี้ จะฟ้องคุณข้อหาบุกรุกพื้นที่เขตก่อสร้างอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต และถ้ายังไม่หนำใจ... ผมจะใช้สิทธิ์ทางกฎหมายฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหายจนบริษัทคุณเจ๊งภายในสามวัน นึกภาพออกไหมครับ ว่าศาลจะเชื่อวิศวกรเซ็นต์แบบหรือเชื่อสื่อไร้จรรยาบรรณอย่างคุณมากกว่ากัน"
รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของภัทรชะงักกึก ประกายความลังเลฉายชัดขึ้นในแววตา ดูก็รู้ว่าหมอนั่นประเมินความเสี่ยงแล้วว่าการปะทะกับธันวาในตอนนี้ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
"ปากเก่งดีนี่... หวังว่าโครงสร้างตึกของคุณจะแข็งแรงเท่าปากนะ" ภัทรแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเจ็บใจ ก่อนจะลดกล้องลง หมุนตัวเดินสาวเท้าหายลับไปในความมืดของเขตก่อสร้าง ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป
เมื่อบรรยากาศกลับมาเงียบสงบ ความตึงเครียดระลอกใหม่ก็เข้าแทนที่อย่างรวดเร็ว
รินรดารีบดึงแขนตัวเองออกจากอุ้งมือของธันวา เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นนักข่าวสาวมาดมั่นคนเดิม แม้ว่าหัวใจดวงน้อยจะยังเต้นรัวไม่เป็นจังหวะก็ตามที
"ขอบคุณ... สำหรับความช่วยเหลือเมื่อกี้" เธอกล่าวเสียงเบาอย่างไม่ค่อยคุ้นชินนักกับการเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอบคุณก่อน "แต่คุณไม่น่าไปขู่เขาแรงขนาดนั้นเลย เดี๋ยวเขาก็เอาไปเขียนข่าวโจมตีบริษัทคุณหนักกว่าเดิมหรอก"
ธันวาหันขวับกลับมามองเธอ ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเพื่อเช็กให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้รูปจะยกยิ้มเยาะขึ้นตามนิสัยเดิม
"เป็นห่วงผมหรือไงครับ?" เขาเลิกคิ้วถาม น้ำเสียงกวนประสาทกลับมาเต็มพิกัด "นึกว่าคุณจะห่วงแต่ยอดวิวกับเรตติ้งข่าวเสียอีก ถึงขนาดเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงเดินซุ่มซ่ามในเขตอันตรายแบบนี้"
"นี่! ฉันไม่ได้ซุ่มซ่ามนะยะ!" รินรดาแว้ดใส่ทันที ความซาบซึ้งเมื่อครู่ปลิวหายไปในอากาศราวกับควันไฟ "ฉันกำลังเดินหาหลักฐานเกี่ยวกับเหล็กเสริมคานต่างหากเล่า ใครจะไปรู้ว่ามันจะหล่นลงมาพอดีถ้าไม่ได้คุณ... เอ่อ... ถ้าคุณไม่ดึงไว้ ฉันก็แค่เจ็บตัวนิดหน่อยน่า"
"นิดหน่อย?" ธันวาแค่นเสียงหึ พร้อมกับก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอทีละก้าว จนรินรดาต้องถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังไปชนเข้ากับเสาปูนเปลือย เย็นเฉียบ "เหล็กเส้นขนาดนั้นตกลงมาใส่หัวคุณ คิดว่าสมองปลาทองของคุณจะเหลืออะไรให้คิดพาดหัวข่าวอีกไหมครับ หรืออยากจะลองพิสูจน์ดูตอนนี้เลยดีล่ะ"
ระยะห่างระหว่างเขากับเธอนั้นใกล้เสียจนรินรดาได้กลิ่นอายความสะอาดเจือกลิ่นฝุ่นปูนและกลิ่นบุรุษเพศจางๆ จากตัวเขา มันเป็นกลิ่นที่ทรงพลังและทำให้สติของเธอพร่าเลือนไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองสบกับนัยน์ตาคมเข้มที่มองลงมาอย่างคาดคั้น ลมหายใจอุ่นร้อนของทั้งคู่เป่ารดกันจนแทบจะเป็นลมหายใจเดียวกัน
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่แคบๆ ระหว่างเสาปูน รินรดารู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่เธอไม่อาจหลีกหนี หัวใจเจ้ากรรมทรยศด้วยการเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยินมัน
ธันวาก้มหน้าลงมาอีกนิด ปลายจมูกโด่งแทบจะชนกับแก้มเนียนของเธอ น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงโดยที่เจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
"คราวหน้า... ถ้ายังทำตัวประมาทแบบนี้อีก ผมอาจจะไม่ได้ใจดีแค่ดึงคุณออกมากอดไว้อย่างนี้นะครับ"
คำว่า 'กอด' ที่ถูกเน้นเสียงทุ้มต่ำทำเอารินรดาหน้าแดงซ่านลามไปถึงใบหู เธอเม้มปากแน่น หัวใจกระหน่ำรัวยิ่งกว่ากลองเพล มือเล็กยกขึ้นทาบอกแกร่งของเขาแล้วออกแรงผลักเบาๆ เพื่อสร้างระยะห่าง
"ใคร... ใครให้คุณมากอดฉันยะ! ปล่อยเลยนะ!"
ธันวายอมถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างเหนือกว่า แต่แววตาที่มองเธอนั้นกลับมีความอ่อนโยนบางอย่างซ่อนอยู่ลึกซึ้งเกินกว่าที่เขาจะยอมรับมัน
"ปากดีแบบนี้ค่อยสมเป็นคุณหน่อย" เขาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ "ดึกแล้ว กลับบ้านไปได้แล้วครับคุณนักข่าว เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีแรงมาเดินเกะกะในไซต์งานของผมอีก"
รินรดากัดริมฝีปากด้วยความหมั่นไส้ เธอสะบัดหน้าใส่เขาอย่างค้อนๆ "ฝากไว้ก่อนเถอะคุณวิศวกรหน้ามึน!"
เธอกำลังจะหันหลังเดินหนีออกจากไซต์งาน แต่ทว่าเสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อเธอจากทางด้านหน้าทางออกก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน
"ริน! อยู่แถวนี้หรือเปล่า คุณธันวาบอกว่าคุณอยู่ในนี้..."
ร่างสูงของชายหนุ่มอีกคนก้าวเข้ามาหยุดอยู่ใต้แสงไฟสลัวของไซต์งาน รินรดานิ่งงันไปทัน際เมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่คือใคร ขณะที่ธันวาหุบยิ้มฉับพลัน แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจใบมีดโกนทันทีที่เห็นรอยยิ้มพินيพิถัดของคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับความสัมพันธ์ที่เริ่มสั่นคลอนของทั้งคู่ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซ็นเซอร์หัวใจนายวิศวกรกับยัยนักเล่าข่าวสายดิ่ง•ตอนที่ 8
คนซึนที่เริ่มหวั่นไหว
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซ็นเซอร์หัวใจนายวิศวกรกับยัยนักเล่าข่าวสายดิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!