เซ็นเซอร์หัวใจนายวิศวกรกับยัยนักเล่าข่าวสายดิ่ง•ตอนที่ 12

พื้นที่จำกัดหัวใจ

ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
"ถ้าคุณยังก้าวเข้ามาใกล้กว่านี้อีกเซนติเมตรเดียว ผมจะถือว่าคุณจงใจลวนลามวิศวกรประจำตึกนะครับ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดเล็กน้อยดังขึ้นในความมืดสนิท แรงสั่นสะเทือนจากการกระแทกครั้งสุดท้ายเมื่อครู่ยังคงค้างเติ่งอยู่ที่ผนังโลหะด้านหลัง แผ่นหลังของผมแนบชิดกับแผงควบคุมฉุกเฉิน ขณะที่พื้นที่ภายในกล่องสี่เหลี่ยมแคաբๆ นี้แทบไม่เหลือช่องว่างให้อากาศหมุนเวียน มากไปกว่านั้น... ปลายจมูกของเราอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ รินรดากัดริมฝีปากแน่นในความมืด ดวงตากลมโตที่ปกติมักจะฉายแววท้าทายและดุดันยามถือไมค์สัมภาษณ์นักการเมือง ตอนนี้กลับไหวระริกด้วยความตกใจ ปลายนิ้วเรียวของเธอยังคงยันอยู่กับอกเสื้อเชิ้ตของผม แรงกระเพื่อมจากการหายใจถี่กระชั้นของเธอส่งผ่านเนื้อผ้ามาปะทะแผงอกผมอย่างชัดเจน "ใครอยากจะลวนลามคุณกันธันวา! ฝันไปเถอะค่ะ... เอ๊ย! ผมสิ!" เสียงอุทานแก้ตัวอย่างลนลานของเธอทำให้ผมเผลอยกยิ้มมุมปาก ทว่าความมืดมิดทำให้เธอไม่มีทางมองเห็นรอยยิ้มนั้น "ฉันแค่จะเอื้อมไปกดปุ่มอินเตอร์คอมต่างหากเล่า มือคุณต่างหากที่ดันกั้นทางไว้เอง!" "มือผมไม่ได้กั้น... มันเรียกว่าป้องกันตัวจากยัยนักข่าวสายดิ่งที่ชอบพุ่งชนทุกอย่างโดยไม่ดูตาม้าตาเรือต่างหากครับ" ผมสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่น้ำหนักของคำพูดกลับทำให้คนฟังฮึดฮัดจนลมหายใจร้อนๆ เป่ารดต้นคอผมอย่างจงใจ บรรยากาศรอบตัวอึดอัดขึ้นทุกที เสียงหึ่งๆ ของระบบไฟฟ้าสำรองที่พยายามทำงานแต่ล้มเหลว ทำให้ความร้อนเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในลิฟต์ที่ค้างอยู่ระหว่างชั้นที่ยี่สิบสี่และยี่สิบห้า นี่คือผลลัพธ์จากการที่ตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทสื่อชื่อดังเกิดไฟกระชากกะทันหัน และไอ้ความซวยก็ดันเหวี่ยงให้ผม—วิศวกรผู้ตรวจโครงสร้างที่พยายามหลบเลี่ยงสื่อมาตลอดชีวิต—ต้องมาติดแหง็กอยู่กับตัวต้นเรื่องที่คอยตามตื๊อขอสกู๊ปข่าวลับจากผมมาเป็นสัปดาห์ "ปล่อยฉันลงได้แล้วค่ะ... เอ่อ ให้ตายสิ ผมสิ!" รินรดาเริ่มหงุดหงิดกับสรรพนามที่เผลอหลุดปาก เธอพยายามขยับตัวถอยหลัง แต่พื้นที่จำกัดทำให้สะโพกของเธอชนเข้ากับราวเหล็กด้านหลังอย่างจัง จนเธอต้องนิหน้าด้วยความเจ็บ "โอ๊ย..." "ระวังหน่อยครับ ตรงนั้นมันเหล็กมุมฉาก" ผมเผลอยื่นมือไปคว้าเอวบางของเธอไว้ตามสัญชาตญาณ เพื่อดึงไม่ให้เธอเซไปกระแทกซ้ำ สัมผัสผ่านเนื้อผ้าบางเบาทำให้ฝ่ามือผมร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย รินรดาสะดุ้งเฮือก ร่างกายของเธอนิ่งค้างไปทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นในความมืด แม้จะมองไม่เห็นชัดเจน แต่ผมสัมผัสได้ถึงความตื่นตระหนกที่พุ่งพล่านอยู่ในตัวเธอ "ธันวา..." เสียงของเธอแผ่วลงอย่างผิดปกติ ความดื้อรั้นและท่าทีเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มลายหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงความเปราะบางที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้าง "ครับ?" ผมตอบรับในลำคอ เสียงของผมแหบพร่ากว่าที่ตั้งใจไว้ "ทำไม... คุณถึงเกลียดการให้สัมภาษณ์นักล่ะ" เธอกระซิบถามคำถามที่คาใจมาตลอด อาการลังเลในน้ำเสียงนั้นไม่ใช่การแสดง แต่เป็นความสงสัยที่สะสมมาจากปมเบื้องหลังที่เธอกำลังสืบอยู่ "เรื่องเมื่อสองปีก่อนที่ไซต์งานโครงสร้างสะพานถล่ม... ทุกคนตราหน้าว่ามันคือความประมาทของคุณ ทั้งที่ฉัน... เอ๊ย ฉันคิดว่ามันมีเงื่อนงำบางอย่างที่คุณรู้อยู่คนเดียว" ชื่อของเหตุการณ์นั้นกระชากอุณหภูมิในลิฟต์ให้ดิ่งลงวูบ ราวกับความหนาวเย็นจากอดีตกำลังไหลทะลักเข้ามาแทนที่ความอึดอัดของอากาศที่เบาบาง ผมนิ่งงัน กล้ามเนื้อทุกส่วนบนใบหน้าตึงเครียดขึ้นมาทันที มือที่ประคองเอวเธออยู่เผลอบีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว "คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นบ้าง รินรดา" ผมถามเสียงต่ำ ดวงตาที่ปรับความชินกับความมืดเริ่มมองเห็นโครงหน้าคมชัดและแววตาที่สั่นไหวของเธอ "ฉันรู้ว่าคุณไม่ใช่คนแบบนั้น..." เธอตอบสวนกลับทันที น้ำเสียงหนักแน่นขึ้นอย่างน่าประหลาด "นักข่าวอย่างฉันอาจจะน่ารำคาญ ชอบขุดคุ้ย และทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ข่าว แต่ฉันมีจรรยาบรรณพอที่จะแยกแยะได้ว่า ใครคือคนที่ต้องรับผิดชอบความพินาศ... และใครคือแพะรับบาปที่ถูกโยนความผิดให้" คำพูดนั้นพุ่งเข้ากระแทกใจผมอย่างจัง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีตื้นขึ้นมาในอก ความรู้สึกที่ถูกปิดตายมานานนับปีโดยกำแพงแห่งความเย็นชาและความสันโดษ กำลังถูกสั่นคลอนด้วยผู้หญิงตรงหน้า—คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "คู่ปรับ" และ "ภัยคุกคาม" ต่อความสงบสุขของผม "บางครั้ง... ความจริงมันอันตรายเกินกว่าที่คุณจะเอาตัวเข้ามาพัวพันนะครับ" ผมถอนหายใจยาว พยายามดึงสติกลับมาแล้วคลายมือออกจากเอวของเธอ แม้จะเสียดายสัมผัสนั้นอย่างไม่น่าเชื่อ "คุณเป็นนักข่าวสายดิ่ง คุณพุ่งชนไฟเพื่อหาความจริง แต่ถ้าไฟนั้นมันเผาตัวคุณเองจนไม่เหลือซิ้นดีล่ะ คุณคิดว่ามันคุ้มไหม" "ถ้าฉันกลัวไฟ ฉันคงไม่มา đứngอยู่ตรงนี้กับคุณหรอกค่ะ" รินรดาเชิดหน้าขึ้น แม้จะอยู่ในความมืด เธอก็ยังคงเป็นเธอ—คนที่ไม่เคยยอมจำนนต่ออุปสรรคใดๆ "และอีกอย่าง... ฉันไม่ได้ขอให้คุณปกป้องฉันจากความจริง ฉันแค่ขอให้คุณ... เชื่อใจกันบ้าง" คำว่า *“เชื่อใจกันบ้าง”* ตรึงเราทั้งคู่ไว้กับความเงียบงัน มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร่งจังหวะแข่งกับความร้อนของอากาศภายในลิฟต์ ระยะห่างระหว่างเราลดลงอีกครั้งโดยไม่มีใครถอยหลัง รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่ผมมองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันด้วยความประหม่า บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนจากความตึงเครียดกลายเป็นความเย้ายวนที่อันตราย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำหอมกลิ่นดอกไม้จางๆ ผสมกับความอับชื้นรอบตัว กลับสร้างแรงดึงดูดประหลาดที่ยากจะต้านทาน ผมโน้มใบหน้าลงไปใกล้เธออีกนิดโดยไม่รู้ตัว ปลายจมูกของเราเกือบจะแตะกันอยู่รำไร รินรดายกมือขึ้นวางบนแผงอกผมอีกครั้ง แต่คราวนี้ปลายนิ้วของเธอไม่ได้ผลักไส... เธอกำเสื้อเชิ้ตของผมไว้แน่นราวกับกลัวว่าตัวเองจะลอยเคว้งคว้าง "ธันวา..." เธอเรียกชื่อผมเสียงสั่น ดวงตาคู่สวยพAพราวดั่งประกายดาวในคืนเดือนมืด ดวงตาคู่นั้นสะกดผมไว้จนแทบหยุดหายใจ ผมกำลังจะเอ่ยคำบางคำที่เก็บไว้ภายใต้ความซึนและความปากร้ายมาตลอด ออกมาให้เธอได้ยิน *ติ๊ด! แกร๊ง!* เสียงสัญญาณเตือนภัยกะทันหันพร้อมกับแสงไฟสีขาวสว่างจ้าแยงตาจนเราต้องกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส ระบบไฟฟ้าสำรองทำงานได้แล้ว และพร้อมกันนั้น... แรงสั่นสะเทือนเบาๆ ก็บอกให้รู้ว่าตัวลิฟต์กำลังเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ไปยังชั้นที่ใกล้ที่สุด แต่ก่อนที่เราจะได้ตั้งตัวและถอยห่างออกจากกันตามระยะปลอดภัย เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมเสียงตะโกนโวยวายด้วยความตกใจของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูลิฟต์ที่กำลังค่อยๆ แยกตัวออก "คุณรินรดา! คุณธันวา! ติดอยู่ในนี้กันจริงๆ ด้วยเหรอครับเนี่ย!" เสียงนั้นทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในเสี้ยววินาที รินรดาสดุ้งสุดตัวแล้วผลักผมออกเต็มแรงจนเกือบเซถลาไปชนผนังลิฟต์ เธอยกมือขึ้นเสยผมลวกๆ ใบหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู ขณะที่ผมต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยและเย็นชาอย่างรวดเร็ว ประตูลิฟต์เปิดกว้างออกเต็มที่ เผยให้เห็นร่างโปร่งของ **ภัทร** บรรณาธิการหนุ่มไฟแรงรุ่นพี่ที่ยืนทำหน้าตื่นตระหนกอยู่หน้าแผงควบคุมภายนอก ดวงตาคมกริบของภัทรวาวโรจน์ด้วยความแปลกใจเมื่อกวาดสายตามองสภาพกระเซอะกระเซิงของเราทั้งคู่ ที่ยืนหายใจหอบกระชั้นชิดติดกันในพื้นที่แคบๆ รินรดารีบก้าวเดินสวนออกไปจากลิฟต์ทันทีด้วยท่าทีพิรุธ เธอพยายามจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่พร้อมกับเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก "อะ... อ้าวพี่ภัทร มาทำอะไรแถวนี้คะเนี่ย ฉันแค่... เออ มาติดลิฟต์พอดี!" ภัทรหรี่ตามองรินรดาก่อนจะเบนสายตามาสบตากับผมที่ก้าวตามออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากของบรรณาธิการหนุ่มทันทีราวกับเจอหลักฐานชิ้นโบแดง "นั่นสินะครับ..." ภัทรหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเจือความหมายแฝงที่ทำให้บรรยากาศกลับมาคุุกรุ่นอีกครั้ง "ผมก็นึกว่าคุณสองคนกำลังปะทะฝีปากกันเรื่องสกู๊ปข่าว... แต่ดูจากสภาพแล้ว เหมือนพวกคุณกำลังทำเรื่องที่ 'อันตราย' ยิ่งกว่าการทำข่าวเสียอีกนะครับเนี่ย" รินรดาหน้าแดงแจ๋ขึ้นกว่าเดิม ส่วนผม... ทำได้เพียงแค่นิ่งเงียบและจ้องมองรอยยิ้มของภัทรด้วยแววตาที่คมกริบขึ้นทีละน้อย — ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอันเชือดเฉือนนี้ แล้วพบกันในตอนหน้าครับ - สเปซโอเดสซีย์ -
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซ็นเซอร์หัวใจนายวิศวกรกับยัยนักเล่าข่าวสายดิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%