บันทึกเรียนเวทฉบับคนไร้พรสวรรค์ ในหอคอยที่ล่มสลายลงทุกนาที•ตอนที่ 4

วิชาทฤษฎีที่น่าเบื่อ

ผลงานโดย วาเลนเทียอัศวินมืด
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดของนักเรียนร่วมชั้นนับร้อยชีวิตดังประสานกันราวกับเสียงสะท้อนในถ้ำลึก บรรยากาศภายในห้องบรรยายทฤษฎีเวทมนตร์ขั้นสูงช่างน่าเบื่อหน่ายและชวนให้หนังตาหย่อนยานเสียเหลือเกิน หนังสือตำราเวทเล่มหนาเตอะนับพันหน้าถูกวางกองสุมอยู่บนโต๊ะไม้โอ๊กขัดมัน กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นผงจาง ๆ ลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นหมึกเวทมนตร์ที่ระเหยช้า ๆ ในอากาศ บนแท่นบรรยายด้านหน้า ศาสตราจารย์อาวุโสผู้รับผิดชอบวิชา “กฎเกณฑ์พื้นฐานแห่งการไหลเวียนมานา” กำลังเคาะไม้เรียวลงบนกระดานดำด้วยจังหวะน่าเบื่อหน่ายเพื่อเรียกสติเด็ก ๆ ที่เริ่มฟุบหลับ เซเรสไม่ได้ฟุบหลับ เขานั่งหลังตรง ดวงตาสสีเข้มกวาดมองตัวอักษรเวทมนตร์รูนโบราณบนกระดานด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากคนอื่น เด็กหนุ่มไม่ได้สนใจสมการเวทที่ซับซ้อนซึ่งกำลังถูกเขียนอธิบายด้วยน้ำเสียงโมโนโทนบนนั้น ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาเคาะเบา ๆ เป็นจังหวะอยู่บนสันโต๊ะไม้ ในโลกของหอคอยแห่งนี้ ที่ซึ่งทุกคนถูกตัดสินด้วยปริมาณมานาในกระแสเลือดและการร่ายบทเวทอันตระการตา เซเรสคือความผิดพลาดที่เดินได้ คนไร้พรสวรรค์ผู้ไม่มีแม้แต่ประกายแสงสีฟ้าหรือสีแดงยามเมื่อต้องสัมผัสกับศิลาวัดระดับพลัง ทว่า ในขณะที่เพื่อนร่วมชั้นกำลังจดจำสูตรการดึงมานาจากบรรยากาศรอบตัวอย่างไร้จุดหมาย เซเรสกลับพบความผิดปกติบางอย่าง ความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ใต้ทฤษฎีอันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ "การโคจรของมานา... จะต้องเริ่มต้นจากจุดศูนย์กลางของอารมณ์ ผ่านเส้นประสาทหลักไปยังปลายนิ้ว... ท่องจำไว้ให้ขึ้นใจ เด็ก ๆ!" เสียงแหบแห้งของศาสตราจารย์ดังแว่วเข้าหู *จุดศูนย์กลางของอารมณ์งั้นหรือ?* เซเรสขมวดคิ้วเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบสะท้อนภาพไดอะแกรมร่างกายมนุษย์ในตำรา ถ้าหากการใช้เวทมนตร์คือการดึงพลังจากภายนอกเข้ามาภายใน แล้วเหตุใดนักเวทฝึกหัดจึงมักจะเหนื่อยล้าจนกล้ามเนื้อฉีกขาดเมื่อร่ายเวทเกินขีดจำกัด? หากมานาเป็นพลังงานบริสุทธิ์ไร้รูปกาย มันไม่ควรสร้างความเสียหายทางกายภาพแก่ผู้ใช้ได้มากขนาดนั้น เว้นเสียแต่ว่า... เส้นทางเดินของมานาและเส้นทางเดินของพลังกาย จะไม่ได้แยกขาดจากกันตั้งแต่แรก เซเรสหลับตาลง ชั่วขณะนั้นเสียงบรรยายรอบตัวราวกับถูกตัดขาด เขาลอบหายใจเข้าลึกตามจังหวะที่เคยชินจากการฝึกซ้อมดาบยามเช้า แทนที่จะจินตนาการถึงการดึงมานาจากอากาศภายนอกตามตำรา เซเรสลองเปลี่ยนมุมมอง เขาสำรวจร่างกายของตนเอง—สำรวจกล้ามเนื้อต้นแขน หัวไหล่ และกระดูกสันหลังที่ต้องรองรับน้ำหนักของดาบเหล็กกล้าทุก ๆ วัน ความร้อนผ่าวสายหนึ่งแล่นพล่านขึ้นมาจากกระดูกก้นกบ มันไม่ใช่ความเย็นยะเยือกของมานาทั่วไป แต่เป็นความอุ่นร้อนที่คุ้นเคย เป็นพลังงานดิบที่เกิดจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อยามเมื่อออกแรงเหวี่ยงดาบ *ฉับพลันนั้นเอง...* โลกทัศน์ในหัวของเซเรสก็เปลี่ยนไป เส้นแสงสีขาวจาง ๆ ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด มันไม่ใช่เส้นทางการไหลเวียนมานาตามตำราเรียนมาตรฐาน แต่เป็นเส้นสายใยกล้ามเนื้อและหลอดเลือดที่ถูกกระตุ้นด้วย "แรง" และ "แรงผลักดัน" เซเรสทดลองขยับนิ้วก้อยเพียงเล็กน้อย กระแสความร้อนจากกล้ามเนื้อแขนพุ่งวาบไปที่ปลายนิ้วอย่างรวดเร็วเร็วกว่าปกติถึงสามเท่า ไม่มีบทสวด ไม่มีวงแหวนเวท ไม่มีแม้กระทั่งการโคจรมานาผ่านจุดศูนย์กลางตามตำรา ทว่ามันคือการใช้ "พลังกาย" ขับเคลื่อน "แรงดันอากาศ" รอบตัวด้วยกลไกทางฟิสิกส์ล้วน ๆ ! *แปะ... แปะ...* เสียงปรบมือเบา ๆ จากมุมมืดด้านหลังห้องเรียนดึงเซเรสหลุดออกจากภวังค์ เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมอง ร่างระหงของศาสตราจารย์เอลาร่ายืนพิงกรอบหน้าต่างอยู่ตรงนั้น ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่มีใครรู้ เรือนผมสีเงินยาวสลวยสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่สาดส่องเข้ามา ดวงตาสีฟ้าครามคู่สวยคู่นั้นมองมาที่เขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มีทั้งความประหลาดใจ ความลึกซึ้ง และประกายบางอย่างที่วับวามขึ้นราวดวงดาวในยามค่ำคืน เอลาร่าก้าวเท้าเข้ามาใกล้เซเรสอย่างเงียบเชียบ กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ป่าลอยมาแตะจมูก ทิ้งระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือถึง เธอก้มลงมองสมุดบันทึกที่ว่างเปล่าของเขา ก่อนจะเหลือบมองไปที่ปลายนิ้วซึ่งยังมีละอองความร้อนจาง ๆ หลงเหลืออยู่ "เธอกำลังทำลายกฎของสถาบันนะ เซเรส..." เสียงนุ่มทุบกระซิบแผ่วเบa ทว่าชัดเจนพอที่จะทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มกระตุกวูบ "การเอาฟิสิกส์ของนักดาบมาอธิบายการไหลเวียนของมานา... เป็นความคิดที่บ้าบิ่นและอันตรายมากสำหรับคนไร้พรสวรรค์อย่างเธอ" "ผมแค่รู้สึกว่า... ตำราพวกนี้มันมองข้ามรากฐานที่แท้จริงไปครับ ศาสตราจารย์" เซเรสเงยหน้าสบตากับอาจารย์สาวโดยไม่หลบเลี่ยง แววตาของเขานิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นที่น่าค้นหา "ถ้ามนุษย์เราไม่มีมานาตั้งแต่เกิด ทำไมเราถึงต้องพึ่งพาแต่พลังภายนอก ทำไมเราไม่สร้างเส้นทางขึ้นมาเองล่ะครับ?" เอลาร่าชะงักไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ราวกับคำพูดของเด็กหนุ่มไปสะกิดความทรงจำบางอย่างที่ถูกฝังกลบไว้ลึกลงไปในใจ เธอยื่นมือเรียวขาวของตนเองออกมา วางทับลงบนหลังมือของเซเรสที่วางอยู่บนโต๊ะ สัมผัสที่เย็นเฉียบจากปลายนิ้วของเธอตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความร้อนผ่าวในตัวของเซเรส "อย่าให้ใครเห็นสิ่งที่เธอทำเมื่อครู่เด็ดขาด..." เอลาร่ากระซิบชิดริมหูของเขา น้ำเสียงของเธอลดต่ำลงจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงลมหายใจ "โดยเฉพาะผู้อำนวยการ... เพราะถ้าพวกเขารู้ว่าเธอกำลังค้นพบวิธี 'หลอมรวม' พลังกายเข้ากับแก่นเวทมนตร์โดยไม่ต้องพึ่งพาพรสวรรค์... หอคอยแห่งนี้จะไม่ได้แค่ล่มสลาย แต่มันจะกลายเป็นลานประหาร" ยังไม่ทันที่เซเรสจะได้เอ่ยปากถามความหมายลึกซึ้งเบื้องหลังคำเตือนนั้น บรรยากาศภายในห้องเรียนก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เสียงระฆังเตือนภัยระดับฉุกเฉินดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งอาคารเรียน แสงไฟเวทมนตร์สีแดงฉานกะพริบถี่รัวทั่วผนังหินแกรนิต แรงสั่นสะเทือนมหาศาลพุ่งตรงมาจากชั้นใต้ดินลึก—จุดที่กักเก็บผนึกโบราณซึ่งไม่ควรมีสิ่งใดหลุดรอดออกมาได้ ประวัติศาสตร์และกฎเกณฑ์ทั้งหมดของหอคอยเวทมนตร์สั่นคลอนในชั่วพริบตา เมื่อหน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าเซเรส พร้อมเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินในเวลานี้ [แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการปลดปล่อยพลังงานปริศนาจากชั้นใต้ดิน B5] [ภารกิจเร่งด่วนระดับ SSS: "ผู้บุกเบิกแห่งจุดจบ" - รอดชีวิตจากการตื่น ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "บันทึกเรียนเวทฉบับคนไร้พรสวรรค์ ในหอคอยที่ล่มสลายลงทุกนาที" ตอนที่ 4 นี้ด้วยกันนะครับ!
สารจากนักเขียน (วาเลนเทียอัศวินมืด)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเรียนเวทฉบับคนไร้พรสวรรค์ ในหอคอยที่ล่มสลายลงทุกนาที นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%