เศษซากฝุ่นผงจากการสั่นสะเทือนในชั้นใต้ดิน B5 ยังคงลอยวนเวียนอยู่ในบรรยากาศ เจือกลิ่นอายอับชื้นและกลิ่นโลหะไหม้เกรียมที่จมูกของเซเรสจนรู้สึกฝาดคอ เสียงแจ้งเตือนสีแดงฉานที่ยังคงกะพริบเตือนอยู่ขอบสายตาเป็นเครื่องย้ำเตือนชั้นดีว่า ชีวิตในรั้วหอคอยเวทมนตร์แห่งนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คู่มือปฐมนิเทศนักเรียนใหม่พยายามหลอกลวง
แต่กระเพาะอาหารที่ส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงอย่างรุนแรง ก็เป็นอีกหนึ่งความจริงที่ไม่ยอมจำนนต่อภารกิจระดับ SSS ใดๆ ทั้งสิ้น
เซเรสปัดเศษผงปูนออกจากไหล่เสื้อคลุมสีเข้มของตนเองอย่างลวกๆ ก่อนจะก้าวขาเดินเลี้ยวผ่านระเบียงหินอ่อนสูงตระหง่าน มุ่งตรงไปยังโรงอาหารกลางของสถาบัน โรงอาหารแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นจุดศูนย์รวมของเหล่าจอมเวทฝึกหัดหลากหลายชั้นปี บรรยากาศภายในกว้างขวางราวกับท้องโถงปราสาทโบราณ เพดานเวทมนตร์ถูกร่ายคาถาจำลองท้องฟ้าโปร่งใส แต่ในยามนี้กลับเต็มไปด้วยเสียงจอแจของกลุ่มก้อนนักเรียนที่จับกลุ่มพูดคุยกันถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดย่อมเมื่อครู่
กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อย่างสมุนไพรและซุปฟักทองร้อนๆ ลอยเตะจมูก ทว่าปัญหาใหญ่ไม่ใช่การหาโต๊ะว่าง หากแต่เป็นสายตาหลายคู่ที่เหลือบมองมายังเขา—เด็กหนุ่มผู้ไม่มีพลังเวท ไร้ซึ่งออร่ามานาในร่างกาย แต่กลับเดินวนเวียนอยู่ใกล้เขตหวงห้าม
เซเรสไม่ได้ใส่ใจสายตาเหล่านั้น เขากวาดสายตาหา มุมสงบๆ เพื่อจัดการกับพลังงานในร่างกายที่สูญเสียไปจากการต้านทานแรงดันมานาเมื่อครู่ ก่อนที่สายตาของเขาจะสะดุดเข้ากับร่างโปร่งสูงของใครบางคน
ที่โต๊ะมุมอับใกล้เสาหินขนาดใหญ่ มีร่างของเด็กหนุ่มร่างยักษ์คนหนึ่งกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาจัดการกับถาดอาหารตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ จุดสังเกตที่ทำให้เซเรสต้องหยุดมอง คือโล่เหล็กกล้าขนาดมหึมาที่ถูกวางพิงไว้กับเก้าอี้ข้างตัว มันไม่ใช่โล่ธรรมดา แต่เป็นโล่เวทมนตร์แบบหนักหน่วงที่มักใช้โดยอัศวินแนวหน้า ลวดลายสลักบนโล่เต็มไปด้วยรอยขูดขีดจากการปะทะอย่างโชกโชน
นั่นคือ "เกรย์" จอมเวทสายโล่จากชั้นปีเดียวกัน ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการเก็บตัวเงียบและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
เซเรสตัดสินใจเดินถือถาดอาหารเข้าไปใกล้ ชายหนุ่มไม่ได้ลังเลที่จะทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโดยไม่เอ่ยปากขออนุญาต เสียงก้นกระแทกม้านั่งไม้เรียกให้เจ้าของโล่เหล็กเงยหน้าขึ้นช้าๆ
ดวงตาสีเทาเข้มของเกรย์มองลอดผ่านผมยาวปรกลงมาประเมินเซเรสด้วยความฉงนระคนระแวดระวัง ริมฝีปากหนาปิดสนิท ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ บรรยากาศรอบตัวของเด็กหนุ่มร่างใหญ่คนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำแพงศิลาที่แข็งทื่อและไร้รอยต่อ
"นายเกือบทำซุปหกใส่รองเท้าฉันเมื่อเช้าตอนที่ตึกสั่น" เซเรสเปิดบทสนทนาก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มบางๆ จุดขึ้นที่มุมปากอย่างเป็นกันเอง "แล้วก็... นายกำลังกินข้าวโดยไม่แตะเนื้อก้อนนั้นเลย มันเหนียวเกินไปหรือว่านายเกลียดผักชีฝรั่งที่โรยอยู่กันแน่"
เกรย์ชะงักตะเกียบในมือ ดวงตาคมกริบกวาดมองหน้าเซเรสสั้นๆ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกเบาๆ
"นายคือ... เซเรส คนที่ไม่มีมานาคนนั้น" เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเอ่ยออกมาเป็นประโยคแรก น้ำเสียงนั้นไม่ได้มีแววดูถูกเหยียดหยาม แต่มันเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ความเงียบ "ทำไมถึงกล้ามานั่งโต๊ะนี้ คนอื่นเขาพากันหลีกเลี่ยงนายราวกับนายเป็นโรคระบาดจากชั้นใต้ดินนะ"
"เพราะฉันไม่มีมานาไง เลยไม่ได้ยินเสียงซุบซิบน่ารำคาญพวกนั้น" เซเรสตอบพร้อมกับใช้ส้อมจิ้มมันฝรั่งเข้าปากเคี้ยวอย่างสบายอารมณ์ "อีกอย่าง ฉันแค่มองหาคนที่มีน้ำหนักตัวพอจะช่วยฉันต้านแรงกระแทกจากใต้ดินได้ ถ้าเกิดว่าหอคอยนี้มันถล่มลงมาจริงๆ อย่างน้อยก็น่าจะมีโล่ของนายไว้คอยกันคานหินหล่นใส่หัว"
คำพูดติดตลกที่แฝงความจริงจังแบบหน้าตาย ทำให้มุมปากของเกรย์กระตุกขึ้นเล็กน้อย—เป็นรอยยิ้มจางๆ ชั่วเสี้ยววินาทีที่แทบมองไม่เห็น
"นายมันบ้ากว่าที่เขาพูดกันเสียอีก" เกรย์พึมพำ ก่อนจะเลื่อนจานเนื้อที่ตนไม่ชอบกินไปตรงหน้าเซเรส "กินซะสิ นายดูผอมแห้งเหมือนคนอดอยากมาสามวัน... ส่วนเรื่องโล่ ถ้าหอคอยถล่มจริง ฉันคงเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นเศษซากหินจากการทดลองเวทบ้าๆ ของพวกอาจารย์ ฉันพอจะรับไหว"
นี่ไม่ใช่คำสัญญาที่สวยหรู แต่มันคือสัจจะของลูกผู้ชายที่ผ่านการสังเกตและประเมินกันในชั่วพริบตา ความเงียบงันระหว่างทั้งสองไม่ได้อึดอัดอีกต่อไป กลับเต็มไปด้วยความเข้าใจอันเงียบเชียบของคนชายขอบทั้งสองคนที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในสถาบันที่เต็มไปด้วยความกดดันนี้
ในขณะที่เซเรสกำลังจะเอ่ยปากพูดคุยถึงเรื่องรอยร้าวที่ชั้น B5 เพิ่มเติมนั้นเอง บรรยากาศรอบข้างในโรงอาหารก็พลันเงียบสงบลงอย่างฉับพลัน เสียงพูดคุยจอแจทั้งหมดราวกับถูกกดปุ่มปิดตายด้วยอำนาจบางอย่างที่มองไม่เห็น
อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงจนเกิดไอสีขาวจางๆ ที่ริมฝีปากของเหล่านักเรียน
เซเรสขมวดคิ้วเล็กน้อย สัญชาตญาณดิบที่ถูกฝึกฝนมาจากการเผชิญหน้ากับอันตรายร้องเตือนภัยลั่น โลหะในมือของเกรย์สั่นระริกเบาๆ ราวกับตอบสนองต่อแรงกดดันมหาศาลที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากทางประตูกลางของโรงอาหาร
เงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักดิ้นเงินลายวงแหวนเวทซ้อนทับ ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
ศาสตราจารย์เอลาร่า... อาจารย์สาวผู้สุขุมและเย็นชา ก้าวเท้าเข้ามาด้วยจังหวะที่มั่น and เยือกเย็น ดวงตาสีไพลินคู่สวยกวาดมองตรงมาที่โต๊ะมุมอับของเซเรสและเกรย์อย่างแม่นยำ ราวกับนางรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าลูกศิษย์ตัวแสบของเธอกำลังนั่งอยู่ที่นี่
"เซเรส..." น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทะลุผ่านความเงียบของห้องโถงทั้งหมดตรงมายังเขา "เธอมีความสามารถในการหาเพื่อนใหม่ในเวลาที่สถานการณ์กำลังวิกฤตได้ดีเยี่ยมจริงๆ นะ"
เซเรสเงยหน้าขึ้นสบตากับอาจารย์สาวผู้กุมความลับครึ่งหนึ่งของชีวิตเขา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า แม้ในใจจะเริ่มตระหนักว่าการปรากฏตัวของเธอในเวลานี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
และก่อนที่เซเรสจะได้ทันเอ่ยคำทักทายใดๆ เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่เงียบหายไปชั่วขณะ ก็กลับมาดังกระหน่ำซ้ำซ้อนในโสตประสาทอีกครั้งด้วยตัวอักษรสีแดงเข้มที่สั่นระริกยิ่งกว่าเดิม
[แจ้งเตือนระบบฉุกเฉิน: ตรวจพบการเชื่อมต่อจิตวิญญาณจากเป้าหมายระดับ B-01]
[คำเตือน: ผู้บุกเบิกแห่งจุดจบ ไม่ได้อยู่คนเดียวในหอคอยแห่งนี้อีกต่อไปแล้ว]
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับเซเรสในทุกๆ ก้าว, วาเลนเทียอัศวินมืด)
บันทึกเรียนเวทฉบับคนไร้พรสวรรค์ ในหอคอยที่ล่มสลายลงทุกนาที•ตอนที่ 5
เพื่อนใหม่ในโรงอาหาร
ผลงานโดย วาเลนเทียอัศวินมืด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วาเลนเทียอัศวินมืด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเรียนเวทฉบับคนไร้พรสวรรค์ ในหอคอยที่ล่มสลายลงทุกนาที นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!