กลิ่นอับชื้นของหินผาและคราบเขม่าดินปืนยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายจมูก ทว่าสิ่งที่เด่นชัดยิ่งกว่าในโสตประสาทเวลานี้ กลับไม่ใช่กลิ่นแห่งความตาย หากแต่เป็นเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในความทรงจำ... เสียงที่กระชากหัวใจของเซเรสให้ร่วงหล่นลงไปในเหวลึกเมื่อชั่วพริบตาก่อน ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพหลอน แต่มันคือความเป็นจริงอันโหดร้ายที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างหอคอยแห่งนี้
"อย่าปล่อยให้จิตใจหลุดลอยไปที่ปลายทางเดินนั้น เซเรส!"
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งคมดาบของศาสตราจารย์เอลาร่าดังขึ้นตัดผ่านความเงียบงัน ร่างเพรียวในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ระยะห่างระหว่างเธอกับเขามีเพียงแค่ก้าวเดียว แววตาสีมรกตภายใต้กรอบแว่นทรง The Row จ้องมองตรงมาที่เด็กหนุ่มด้วยความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็นตามวิสัยของเธอ
เซเรสสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะดึงสติกลับมาสู่ห้องฝึกซ้อมใต้ดินระดับสาม ที่ซึ่งผนังรอบด้านถูกเสริมความแข็งแกร่งด้วยอักขระเวทโบราณสีฟ้าครามเพื่อรองรับแรงกระแทกจากการฝึกฝน เขาหอบหายใจถี่เล็กน้อย เหงื่อเม็ดโตไหลย้อยลงตามกรอบหน้าคมคาย มือข้างที่ถือดาบฝึกซ้อมสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะพลังงานแปลกประหลาดที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในกระแสเลือดของเขาเอง
"ผม... ควบคุมมันไม่ได้ครับศาสตราจารย์" เซเรสเอ่ยเสียงแหบพร่า ดวงตาสีดำสนิทฉายแววความสับสนและตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด "ทุกครั้งที่ผมนึกถึงดวงตาสีแดงคู่นั้น พลังในอกมันก็เหมือนจะแผดเผาจนผมแทบจะหายใจไม่ออก"
เอลาร่าถอนหายใจเบาๆ เปลือกตาบางหลุบลงชั่วครู่ก่อนจะลืมขึ้น เธอรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นที่เบื้องล่าง และเธอก็รู้ดียิ่งกว่าใครว่าร่างกายที่ไร้พรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ของเซเรสกำลังแบกรับภาระที่หนักหนาสสาหัสเกินกว่าเด็กวัยเดียวกันจะรับไหว
"พลังเวทมนตร์ไม่ได้มีไว้เพื่อกดขี่ หรือมีไว้เพื่อหวาดกลัว แต่มันคือสะพานเชื่อมระหว่างตัวตนของเรากับกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้" เอลาร่าก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนเซเรสได้กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ป่าที่มักจะติดตัวเธอเสมอ "เจ้าไม่มีเวทมนตร์... นั่นคือสิ่งทีปราชญ์ส่วนใหญ่บอกเจ้าใช่ไหม?"
เซเรสพยักหน้ารับช้าๆ "ใช่ครับ... สำหรับหอคอยนี้ ผมเป็นเพียงแค่ตัวประหลาดที่ใช้ได้แค่ดาบ"
"โง่เขลา..." เอลาร่าเอ่ยคำนี้ออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้เจือความโกรธเคือง หากแต่เต็มไปด้วยความลึกซึ้ง "พวกเขาตาบอดต่างหาก เซเรส การที่เจ้าไม่มีมานาไหลเวียนในเส้นเลือดแบบคนอื่น ไม่ได้แปลว่าเจ้าว่างเปล่า แต่มันหมายความว่าภาชนะในตัวเจ้า... ว่างพอที่จะรองรับสิ่งอื่น สิ่งที่ทรงพลังและอันตรายยิ่งกว่าเวทมนตร์ทั่วไปหลายร้อยเท่า"
สิ้นคำพูดของเธอ เอลาร่าก็ยกมือเรียวขึ้น ปลายนิ้วเรียวยาวเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนสะท้อนกับความมืดรอบด้าน เธอไม่ได้ร่ายคาถาบทใหญ่โต ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับหนักอึ้งขึ้นราวกับแรงโน้มถ่วงเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า อากาศรอบตัวเซเรสบิดเบี้ยวจนเกิดเป็นคลื่นความร้อนระอุ
"จับมือข้า" เอลาร่ายื่นมือซ้ายออกไปตรงหน้า ฝ่ามือเรียวบางแบออกรอการตอบรับ
เซเรสลังไปชั่วขณะ ดวงตาคมกวาดมองใบหน้าของอาจารย์สาวเพื่อค้นหาความลังเล แต่เขากลับพบเพียงความมุ่งมั่นและประกายแสงแห่งความเชื่อมั่นที่เจิดจ้าเกินกว่าจะปฏิเสธได้ เขาตัดสินใจยื่นมือขวาออกไปกุมมือของเธอไว้
สัมผัสแรกที่ปลายนิ้วสัมผัสกัน ไม่ใช่ความอบอุ่นแบบมนุษย์ธรรมดา แต่มันคือกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่วิ่งพล่านเข้าสู่ร่างกายของเซเรสจนเส้นเลือดที่ลำคอและขมับปูดโปน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความมืดที่เคยซ่อนอยู่ก้นบึ้งของจิตใจถูกกระชากขึ้นมาเผชิญหน้าอีกครั้ง ภาพของดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นกลับมาหลอนซ้ำ ดังก้องด้วยเสียงหัวเราะเยาะหยันที่บาดลึกถึงวิญญาณ
"อึก...!" เซเรสครางในลำคอ เข่าเกือบทรุดลงกับพื้นหิน แต่แรงบีบจากมือของเอลาร่าที่กุมมือเขาไว้แน่นกลับดึงรั้งเขาเอาไว้
"อย่าหลับตา! มองหน้าข้า เซเรส!" เสียงของเอลาร่าดังขึ้นราวกับเสียงระฆังเตือนสติในยามวิกาล "ควบคุมลมหายใจ! อย่าให้มันกลืนกินเจ้า เจ้าคือนายเหนือหัวของดาบเล่มนั้น เจ้าคือนายของพลัง ไม่ใช่ทาส!"
เซเรสกัดฟันแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือด เขาฝืนลืมตาขึ้นสบตากับดวงตาสีมรกตที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวของเอลาร่า ความอบอุ่นจากมือของเธอแผ่ซ่านเข้ามาช่วยต้านทานความเย็นยะเยือกของพลังลึกลับที่กำลังแผดเผาภายใน ในหัวของเขานึกถึงเป้าหมาย... นึกถึงความจริงที่เขาต้องไขว่คว้า นึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองว่าจะไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ถูกขีดเส้นตายไว้
ในวินาทีนั้นเอง ที่ความปั่นป่วนเริ่มสงบลง...
กระแสพลังสีดำทมิฬที่เคยพุ่งพล่านอย่างไร้ทิศทาง ค่อยๆ ถูกบีบอัดและรวบรวมเข้ามาไหลเวียนรอบตัวเซเรสราวกับพายุหมุนขนาดจิ๋ว มันไม่ใช่เวทมนตร์ธาตุไฟ น้ำ หรือลม แต่มันคือ "ความว่างเปล่า" ที่ทรงพลังจนอักขระเวทโบราณบนผนังห้องถึงกับสั่นกระพือและส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูง
ปัง!
แรงระเบิดจากคลื่นพลังรอบตัวผลักทั้งเซเรสและเอลาร่ากระเด็นถอยหลังไปคนละทาง เซเรสกลิ้งหลบไปตามพื้นหินอย่างคล่องแคล่วก่อนจะใช้ดาบปักลงกับพื้นเพื่อยันร่างไม่ให้ล้มกระแทก เขาหอบหายใจหนักหน่วง มองดูฝ่ามือของตัวเองที่ตอนนี้มีละอองแสงสีดำจางๆ เปล่งประกายเคลือบอยู่รอบปลายนิ้ว
เอลาร่ายืนหยัดขึ้นอย่างมั่นคง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของอาจารย์สาวเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แววตาของเธอมีความภาคภูมิใจฉายชัดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะปรับเปลี่ยนกลับเป็นความสุขุมตามเดิม
"ใช้ได้... เจ้าทำได้ดีกว่าที่ข้าคาดไว้มาก เซเรส" เอลาร่าเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงความยินดีไว้อย่างแนบเนียน "เจ้าเริ่มเรียนรู้ที่จะดึงพลังจากจุดอับของตัวเองมาเป็นอาวุธแล้ว"
เซเรสเงยหน้าขึ้นมองอาจารย์สาว รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของเด็กหนุ่มเช่นกัน แม้ร่างกายจะระบมไปหมดทุกสัดส่วน แต่ความรู้สึกมั่นใจที่เพิ่มขึ้นทำให้เขารู้สึกว่าตนเองก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
"ขอบคุณครับศาสตราจารย์ ถ้าไม่ได้คุณ ผมคง..."
ฉึก!
เสียงโลหะคมกริบเจาะทะลุผ่านความเงียบงันดังขึ้นตัดบทสนทนาของทั้งคู่
เซเรสเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร่างของเอลาร่าที่ควรจะยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าว กลับหยุดชะงักลง ดวงตาสีมรกตคู่นั้นไหววับชั่วขณะ หยดเลือดสีแดงสดหยดลงกระทบพื้นหินทีละหยดอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางเสียงสะท้อนก้องกังวานของเสียงหัวเราะแหบพร่าที่ดังขึ้นอีกครั้ง... แต่มันไม่ได้มาจากเบื้องล่างอีกต่อไปแล้ว
มันดังมาจากด้านหลังของเซเรสเอง!
[แจ้งเตือนระบบภารกิจลับ: ตรวจพบตัวตนระดับภัยพิบัติ 'เงาแห่งหอคอย' ปลดล็อกเขตแดนพิเศษ 'ความตายสีชาด' เงื่อนไขการเอาชีวิตรอด: 0 เปอร์เซ็นต์]
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับเติบโตของเซเรสและศาสตราจารย์เอลาร่านะครับ
บันทึกเรียนเวทฉบับคนไร้พรสวรรค์ ในหอคอยที่ล่มสลายลงทุกนาที•ตอนที่ 14
การฝึกฝนสุดโหด
ผลงานโดย วาเลนเทียอัศวินมืด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วาเลนเทียอัศวินมืด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกเรียนเวทฉบับคนไร้พรสวรรค์ ในหอคอยที่ล่มสลายลงทุกนาที นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!