วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด•ตอนที่ 14

ศึกดวลกระบี่กลางนภา

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"ช้าก่อน... ผู้สืบทอดกระบี่เดียวดาย เจ้าคิดว่าการก้าวข้ามค่ายกลนี้ได้ หมายความว่าเจ้ามีสิทธิรอดออกไปจากที่นี่แล้วอย่างนั้นหรือ?" สุ้มเสียงแหบพร่าดั่งก้อนหินเสียadสีกันดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วผาชันเมฆา ท่ามกลางลมหนาวที่กรีดแทรกเข้ากระดูกดำ ร่างของหลี่เฟยหลงยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ปลายเท้าจรดอยู่บนแผ่นศิลาโบราณที่ปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งหนาทึบ ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มกวาดตามองไปยังเบื้องหน้า ร่างเงาสีดำทมิฬที่ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าหาใช่ใครอื่น แต่มันคือ "เงาอสุรกายโลหิต" ผู้พิทักษ์ด่านสุดท้ายแห่งวิหารกระบี่รกร้าง หลี่เฟยหลงไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขารู้ดีว่าเบื้องหลังของเขามีเซียนจื่อหยางยืนคุมเชิงอยู่ นางเซียนผู้มีนัยน์ตาเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็ง นางไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาสักแวบเดียว ทว่าไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านจากร่างของนางกลับประสานเข้ากับลมปราณกระบี่ของเขาอย่างไร้รอยต่อ ราวกับจิตวิญญาณทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่งท่ามกลางหุบเหวแห่งความเป็นความตายนี้ "ข้าไม่เคยคิดว่าตนเองมีสิทธิรอด..." หลี่เฟยหลงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่มั่นคงดั่งขุนเขา ทว่าแฝงไว้ด้วยความทะนงตนของยอดฝีมือ "แต่ข้ามาที่นี่เพื่อทวงคืนความจริง... หากผู้ใดขวางทาง ไม่ว่ามันจะเป็นเทพเซียนหรือมารอสุรกาย วิถีกระบี่ในมือข้าก็พร้อมจะสับมันออกเป็นสองท่อน!" สิ้นคำพูด ร่างของหลี่เฟยหลงก็พุ่งทะยานออกไปดั่งสายฟ้าฟาด! เคล็ดวิชา "กระบี่เดียวดายสะท้านฟ้า" ถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตา แสงกระบี่สีครามประกายเจิดจ้าตัดผ่านความมืดมิดของยอดเขาสูงชัน เสียงลมหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้องของภูตผีถูกกลบด้วยรัศมีกระบี่อันเกรียงไกร เงาอสุรกายโลหิตแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น มันสะบัดกรงเล็บเหล็กกล้าที่อาบด้วยโลหิตนับพันปีเข้าปะทะกับคมกระบี่โดยตรง *เปร้ง! เปร้ง! เปร้ง!* ประกายไฟสارتกระเซ็นว่อนดั่งดอกไม้ไฟท่ามกลางหิมะ แรงปะทะจากการปะทะกันของพลังปราณทั้งสองสายสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยอดเขา ก้อนหินขนาดมหึมาหลุดร่วงตกลงสู่เหวเบื้องล่างจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว หลี่เฟยหลงรู้สึกได้ถึงแรงสะท้อนที่ชาหนึบขึ้นมาตามเรียวแขน เลือดลมในกายปั่นป่วนจากการกดดันของเขตแดนพลังที่เหนือกว่า ทว่าแววตาของเขากลับยิ่งทอประกายเจิดจ้าและดุดันขึ้นไปอีก นี่คือการต่อสู้ที่ไร้ซึ่งหนทางถอยหลัง หากก้าวพลาดแม้เพียงครึ่งนิ้ว ร่างของเขาทั้งสองจะกลายเป็นเพียงเศษซากธุลีที่ถูกฝังกลบไว้ใต้หิมะสีเลือด เซียนจื่อหยางที่ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหลัง ขยับกายเพียงเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกสลักดีดกระบี่บินเล่มบางเฉียบในมือออกไป ราวกับแสงดาวตกที่แหวกผ่านความมืด พุ่งตรงเข้าจุดตายของเงาอสุรกายโลหิตอย่างแม่นยำไร้ที่ติ ความประสานสอดคล้องระหว่างพวกเขาทั้งสองดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ แต่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก "กระบี่ประสานใจ... ยอดเยี่ยม!" เงาอสุรกายโลหิตคำรามลั่นเมื่อถูกคมกระบี่ของเซียนจื่อหยางเฉือนเข้าที่หัวไหล่จนเลือดสีดำทะลักออกมา แต่มันกลับไม่แสดงอาการเจ็บปวดแม้แต่น้อย ร่างของมันสลายกลายเป็นหมอกโลหิตแล้วพุ่งกลับมารวมตัวกันใหม่ในระยะประชิดอย่างรวดเร็วจนเหลือเชื่อ "แต่พวกเจ้าคิดว่าพลังเพียงเท่านี้ จะต่อกรกับค่ายกลโลหิตหมื่นปีได้หรือ!" สิ้นเสียงคำราม ท้องนภาเบื้องบนซึ่งเคยมีเพียงหิมะโปรยปราย กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับถูกย้อมด้วยเลือดสดๆ เมฆหมอกจับตัวกันเป็นรูปอักขระโบราณขนาดมหมหึมา กดทับลงมาจากเบื้องบนจนลมหายใจของหลี่เฟยหลงและเซียนจื่อหยางติดขัด แรงกดดันระดับนี้หนักหน่วงเสียยิ่งกว่าขุนทั้งลูกทับลงมาบนบ่า หลี่เฟยหลงกัดฟันแน่นจนมุมปากปรากฏคราบโลหิตสีแดงสดไหลริน เขารู้สึกได้ว่าเส้นชีพจรลมปราณในกายกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ทว่ามือที่ถือกระบี่กลับไม่ได้สั่นเทาแม้แต่น้อย เขาสูดลมหายใจเข้าลึก, รวบรวมพลังปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดเข้าสู่จุดตันเถียน, ดวงตาสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นประกายสีทองเจิดจ้าดั่งพยัคฆ์คำรามฟ้า "จื่อหยาง..." หลี่เฟยหลงเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเบา ทว่ามั่นคงยิ่ง "ข้าอยู่ตรงนี้..." เซียนจื่อหยางก้าวเข้ามาประชิดแผ่นหลังของเขา มือเรียวบางแตะลงที่หัวไหล่ของชายหนุ่ม ส่งถ่ายลมปราณบริสุทธิ์ของนางเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกายที่ใกล้จะถึงขีดจำกัดของเขาอย่างไม่ลังเล นางแย้มยิ้มบางเบา นัยน์ตาที่เคยไร้ความอาลัยอาวรณ์บัดนี้กลับทอประกายความอบอุ่นล้ำลึกที่มอบให้แก่เขาเพียงผู้เดียว "ไม่ว่าจะรอดหรือตาย... ข้าจะเคียงข้างท่านไปจนถึงจุดสิ้นสุดของวิถีกระบี่นี้" หลี่เฟยหลงพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น พลังปราณของคนทั้งสองหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวจนเกิดรัศมีกระบี่สีทองและสีเงินเจิดจ้าพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า แหวกทะลวงกลุ่มเมฆโลหิตจนเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ ทว่า ในวินาทีที่พวกเขากำลังจะสะบัดกระบี่โจมตีครั้งสุดท้ายเพื่อทำลายค่ายกลเบื้องบนนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงปริศนาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง... บนหน้าผาที่ควรจะไม่มีผู้ใดสามารถขึ้นมาได้ นอกจากพวกเขาสองคน "ช้าก่อน... ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะหลงลืมแขกผู้มีเกียรติอีกคนไปกระมัง, หลี่เฟยหลง" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟันคมดาบและลมหนาวมาด้วยกันในทุกๆ ตอนนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%