วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด•ตอนที่ 13

จิตสัมผัสวิญญาณ

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"หากเจ้ายังก้าวเดินต่อด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความลังเล... ปลายทางเบื้องหน้าย่อมมิใช่ทางออก หากแต่เป็นหลุมศพที่ค่ายกลนี้ขุดรอไว้อย่างเงียบงันแล้ว" เสียงของเซียนจื่อหยางดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว เบื้องหน้าของทั้งสองคือทะเลหมอกสีเลือดที่แผ่ขยายไร้ขอบเขต ไอสังหารพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดินราวกับเสียงคำรามของภูตผีปีศาจ ค่ายกลภาพลวงตา "หมื่นวิญญาณวนเวียน" นี้ไม่ได้ใช้เพียงพลังปราณเพื่อปิดกั้นเส้นทาง หากแต่มันกัดกินจิตใจของผู้บำเพ็ญเพียรจากภายใน ดึงเอาความทรงจำอันเจ็บปวด ความผิดพลาดในอดีต และภาพการล่มสลายของสำนักกระบี่เมฆาอัคคีกลับมาหลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลี่เฟยหลงยืนนิ่งงัน ร่างกายสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทของเขายืนหยัดต้านทานแรงกดดันอันมหาศาล เม็ดเหงื่อกาฬไหลรินลงตามกรอบหน้าคมคาย แววตาของเขาทอประกายสีทองแห่งเคล็ดวิชาเนตรพยัคฆ์ แต่ทว่าภายในใจกลับกำลังสั่นคลอน ภาพของอาจารย์และเหล่าศิษย์พี่ที่ล้มตายอยู่กองเพลิงเมื่อหลายปีก่อนกำลังฉายชัดขึ้นมาในห้วงสำนึก เสียงกรีดร้องและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งราวกับเกิดขึ้นจริงในวินาทีนี้ "เฟยหลง..." สัมผัสเย็นเยียบแต่หนักแน่นดั่งหยกอุ่นแตะลงที่หัวไหล่ขวาของเขา เซียนจื่อหยางปรายตามองบุรุษข้างกาย นัยน์ตาคู่สวยที่เคยไร้ซึ่งความรู้สึกกลับฉายแววความห่วงใยอันลึกซึ้งที่นางมอบให้เขาเพียงผู้เดียว "ศัตรูที่แท้จริงมิได้อยู่เบื้องหน้า แต่มันฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเจ้าเอง จงใช้วิถีกระบี่เดียวดายตัดขาดความลวงนี้เสีย!" หลี่เฟยหลงสูดลมหายใจเข้าลึก, ปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ รวบรวมสมาธิที่กระจัดกระจายกลับคืนสู่ตันtian (จุดตันเถียน) ปราณกระบี่ในร่างกายไหลเวียนตีบตันดั่งสายน้ำที่ถูกแช่แข็ง เขารู้ดีว่าหากพึ่งพากำลังภายนอกเพื่อทำลายค่ายกลนี้ มีแต่จะติดอยู่ในวังวนไร้สิ้นสุด เพราะค่ายกลภาพลวงตานี้ถูกสร้างขึ้นด้วยจิตของปรมาจารย์มารในอดีต การจะ破阵 (ทำลายค่ายกล) ได้ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น... คือการใช้จิตสัมผัสวิญญาณ ทะลวงผ่านภาพลวงตาเข้าสู่แกแท้ที่ซ่อนอยู่ "วิถีกระบี่... คือการมุ่งไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับ" หลี่เฟยหลงพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดั่งเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่ม ทันใดนั้น กระบี่เหล็กนิลกาฬในฝักข้างกายก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างรุนแรง ส่งเสียง "ฮัม" คล้ายรับรู้ถึงเจตจำนงอันแน่วแน่ของผู้เป็นนาย ไอสังหารรอบกายที่เคยกดดันจนหายใจไม่ออกค่อยๆ ถูกขับไล่ออกไปด้วยรัศมีแห่งธรรมะอันบริสุทธิ์ เซียนจื่อหยางถอยหลังออกไปสามก้าว นางกางอาคมโล่ปักษาพิทักษ์ปกป้องคุ้มครองรอบตัวเขา เพื่อป้องกันไม่ให้เศษเสี้ยววิญญาณในค่ายกลเข้ามารบกวนในวินาทีชี้เป็นชี้ตายนี้ นางรู้ดีว่านี่คือเดิมพันครั้งใหญ่ หากหลี่เฟยหลงหลุดพ้นไม่ได้ ทั้งสองจะต้องติดอยู่ในภาพลวงตานี้ไปตลอดกาลจนกว่าร่างกายจะเน่าสลาย ภายในห้วงจิตสำนึกของหลี่เฟยหลง ทะเลหมอกสีเลือดแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดอนธการ ภาพเหตุการณ์วันสิ้นสำนักปรากฏขึ้นอีกครั้ง เงาร่างของศัตรูลึกลับที่ถือกระบี่โลหิตพุ่งเข้ามาหมายจะปลิดชีพเขา หลี่เฟยหลงในห้วงสมาธิยกมือขึ้นเตรียมชักกระบี่ ทว่า... เขากลับหยุดชะงัก *“หากข้ายังคงแบกรับความแค้นนี้ไว้ ข้าก็เป็นเพียงทาสของอดีต”* ประกายความคิดสว่างวาบขึ้นในหัวใจ ความโกรธเกรี้ยว ความเศร้าโศก และความเคียดแค้นที่สุมอกมานานปี ค่อยๆ มลายหายไปราวกับหมอกควันยามเช้าที่โดนแสงอาทิตย์แผดเผา เขาไม่ได้ลืมเลือนความแค้น แต่เขา "เข้าใจ" สัจธรรมแห่งความเป็นความตายแล้ว บรรพบุรุษและเหล่าศิษย์พี่ไม่ได้ต้องการให้เขามีชีวิตอยู่เพื่อแก้แค้นอย่างมืดบอด หากแต่ต้องการให้วิถีกระบี่ของสำนักสืบทอดต่อไปอย่างสง่างาม *ดวงตาของหลี่เฟยหลงลืมโพลงขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง!* นัยน์ตาสيดำสนิทเปลี่ยนเป็นประกายสีทองเจิดจ้า รัศมีปราณกระบี่ระเบิดออกจากร่างตูมใหญ่จนพื้นดินรอบกายแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ค่ายกลภาพลวงตากลุ่มหมอกสีเลือดกรีดร้องโหยหวนราวกับภูตผีที่กำลังจะสลายตัว อักขระโบราณนับพันที่เรืองแสงสีแดงฉานอยู่บนพื้นศิลาเริ่มปริร้าวและแตกสลายทีละตัว เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าดินกำลังจะล่มสลาย เซียนจื่อหยางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก มุมปากงดงามยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างหาได้ยากยิ่ง นางไม่เคยคาดคิดเลยว่าบุรุษผู้นี้จะสามารถบรรลุขอบเขต "จิตสัมผัสวิญญาณ" ได้อย่างรวดเร็วและเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ ทว่า ท่ามกลางเศษเสี้ยวของค่ายกลภาพลวงตาที่กำลังพังทลายลง ท้องนภากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ เมฆทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดยักษ์ สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมาตรงใจกลางที่ทั้งสองยืนอยู่ เสียงคำรามกึกก้องที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ดังสะท้อนก้องฟ้า ราวกับว่าการที่หลี่เฟยหลงทำลายค่ายกลนี้ได้ เป็นการไป "ท้าทาย" กฎเกณฑ์บางอย่างของสวรรค์เข้าอย่างจัง หลี่เฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แววตาของเขามีความเย้ยหยันปรากฏขึ้นชั่ววูบ มือหนากำด้ามกระบี่แน่นพร้อมที่จะชักมันออกจากฝักได้ทุกเมื่อ แต่แล้ว... เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ก็ดังขึ้นจากซากปรักหักพังของประตูค่ายกลที่ควรจะร้างผู้คน... "ช้าก่อน... ผู้สืบทอดกระบี่เดียวดาย เจ้าคิดว่าการก้าวข้ามค่ายกลนี้ได้ หมายความว่าเจ้ามีสิทธิรอดออกไปจากที่นี่แล้วอย่างนั้นหรือ?" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมติดตามและเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมานะครับ พยัคฆ์ขาวคำรามขอคารวะจากใจจริงครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%