"ช้าก่อน... ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะหลงลืมแขกผู้มีเกียรติอีกคนไปกระมัง, หลี่เฟยหลง"
สุ้มเสียงนั้นก้องกังวานดั่งอัสนีบาตฟาดผ่าลงกลางลานพิธี บรรยากาศรอบด้านที่เดิมทีตึงเครียดอยู่แล้วกลับพลันดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งในพริบตา ความกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านกดทับจนเหล่าศิษย์สำนักน้อยใหญ่ต่างพากันหายใจติดขัด
หลี่เฟยหลงไม่แม้แต่จะชายตามองผู้มาใหม่ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีหมอกยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงดั่งขุนเขา สายตาของเขาทอดมองไปยังรอยแยกของแผ่นหินศิลาจารึกประจำสำนักที่แตกละเอียดเบื้องหน้า ที่แห่งนี้... ในอดีตเคยเป็นลานฝึกยุทธ์ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงตวัดกระบี่ของเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องนับร้อยชีวิต บัดนี้กลับเหลือเพียงซากปรักหักพังและกลิ่นคาวเลือดที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในสายลม
"สิบปี..." หลี่เฟยหลงเอמהพพำออกมาเบาๆ น้ำเสียงของเขาราบเรียบจนน่ากลัว แต่แฝงไว้ด้วยกระแสคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใจ "สิบปีเต็มๆ ที่ข้าเฝ้าถามตัวเองว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นบนยอดเขาเทวะกระบี่ เหตุใดสำนักที่ยึดมั่นในคุณธรรมมานับร้อยปี จึงต้องมอดไหม้กลายเป็นจุลด้วยเพลิงโลกันตร์ของพวกมัน"
เซียนจื่อหยางที่ยืนเคียงข้างขยับกายเล็กน้อย นัยน์ตาคู่งามที่มักจะไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ บัดนี้กลับฉายแววห่วงใยยามเหลือบมองแผ่นหลังของบุรุษผู้แบกรับโลกทั้งใบไว้ด้วยสองบ่า นางรู้ดีว่าบาดแผลในใจของหลี่เฟยหลงไม่ได้เกิดจากรอยกระบี่บนเรือนร่าง แต่มันคือตราบาปและความแค้นที่ฝังรากลึกอยู่ในดวงวิญญาณ
"เฟยหลง..." เสียงหวานใสแต่เย็นชาเอ่ยขึ้นแผ่วเบา "อดีตผ่านไปดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก ผู้ที่จมปลักอยู่กับความแค้น ย่อมไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายไปแล้วครึ่งตัว"
"จื่อหยาง เจ้าเข้าใจผิดแล้ว" หลี่เฟยหลงส่ายหน้าช้าๆ เขายกมือขึ้นแตะรอยแผลเป็นทางยาวบริเวณหัวไหล่ขวา ซึ่งเป็นรอยแผลที่ได้รับในคืนวันล่มสลาย "นี่ไม่ใช่ความแค้น... แต่มันคือ 'หนี้ชีวิต' ข้ามีชีวิตรอดมาได้ ไม่ใช่เพื่อให้มาเสวยสุขในยุทธภพ แต่เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณนับร้อยที่ตายตาไม่หลับ!"
เงาร่างของผู้มาใหม่ค่อยๆ ก้าวพ้นจากม่านหมอกหนาทึบ ปรากฏเป็นชายชราในชุดคลุมสีทองปักลายพยัคฆ์เหินเวหา ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาและรอยแผลเป็นน่าเกลียดที่ลากผ่านดวงตาข้างซ้าย แววตาของมันเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยความดูแคลน
"ฮ่าๆๆ ช่างเป็นวาทศิลป์ที่น่าประทับใจยิ่งนัก เจ้าเด็กน้อย หลี่เฟยหลง... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการถือครองกระบี่เล่มนั้น จะทำให้เจ้าล้างแค้นให้สำนักสวะๆ ของเจ้าได้?" ชายชราหัวเราะลั่น ปราณสีทองอร่ามระเบิดออกจากร่างจนพื้นศิลาใต้เท้าแหลกละเอียดเป็นผุยผง "สิบปี0ก่อน ข้าเป็นคนใช้กระบี่เล่มเดียวกันนี้ปลิดชีพเจ้าสำนักผู้พ่อของเจ้ากับมือ! รสชาติของกระบี่ที่ทะลวงผ่านหัวใจ... เจ้ายังจำมันได้อยู่หรือไม่?"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ ภาพความทรงจำในอดีตไหลทะลักย้อนกลับมาดั่งกระแสน้ำวน หลี่เฟยหลงเห็นภาพบิดาของตนกระอักโลหิตสีดำ ยื่นกระบี่ประจำสำนักมาให้ด้วยมือที่สั่นเทา พร้อมกับเสียงกระซิบสุดท้ายที่ก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึก— *'หนีไป... มีชีวิตอยู่ต่อไป...'*
ลมหายใจของหลี่เฟยหลงติดขัด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน นัยน์ตาสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานด้วยเพลิงโทสะ พลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดทะลักออกจากร่างอย่างไร้การควบคุม สร้างแรงกดดันมหาศาลจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยว
เซียนจื่อหยางขยับกายเข้ามาขวางหน้าเขาไว้ครึ่งก้าว กระบี่เยือกแข็งในมือถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง ไอความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเพื่อช่วยระงับธาตุไฟที่กำลังเข้าแทรกในร่างของชายหนุ่ม "ตั้งสติไว้ เฟยหลง! หากเจ้าปล่อยให้ความแค้นครอบงำ เจ้าก็จะกลายเป็นเพียงสัตว์ป่าที่รอวันถูกล่าเหมือนที่มันต้องการ"
คำพูดของนางเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชะโลมใจ หลี่เฟยหลงหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นคลื่นอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตากลับคืนสู่ความสุขุมเยือกเย็นดั่งบึงลึกอันไร้ก้นบึ้งอีกครั้ง
"เจ้าพูดถูก... การฆ่ามันให้ตายในทันที ย่อมง่ายดายเกินไปสำหรับความเจ็บปวดที่พวกมันมอบให้สำนักของเรา" หลี่เฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันกลับน่ากลัวยิ่งกว่ายามที่เขาแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมา
เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว เสียงฝันกระทบพื้นศิลาหนักแน่นดั่งเสียงกลองศึก ร่างของเขาเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาคนธรรมดาจะมองทัน ในพริบตาเดียว ปลายกระบี่ที่ยังอยู่ในฝักก็จ่ออยู่ตรงลำคอของชายชราชุดทองผู้นั้นแล้ว ความเร็วนี้น่าสะพรึงกลัวเสียจนชายชราผู้มีวรยุทธ์ระดับหลอมรวมวิญญาณถึงกับใบหน้าถอดสี ผงะถอยหลังไปสามก้าวโดยไม่รู้ตัว
"เจ้า..." ชายชราแค่นเสียงอย่างตื่นตระหนก ไม่คาดคิดว่าเวลาเพียงสิบปี เด็กหนุ่มที่มันเคยไล่ล่าราวกับสุนัขจนตรอกในวันนั้น จะเติบโตขึ้นมาจนน่ากลัวถึงเพียงนี้
"วันนี้... เรามาสะงัดบัญชีเลือดนี้ให้จบสิ้นกันเถอะ" หลี่เฟยหลงกล่าวพล้ำ มือขวาค่อยๆ เลื่อนมากุมด้ามกระบี่ รอยแผลเป็นที่หัวไหล่เต้นตุบๆ ราวกับมันกำลังเรียกร้องหาโลหิตเพื่อล้างมลทิน
ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะถูกชักออกจากฝักเพื่อสะบั้นศีรษะศัตรูคู่อาฆาต ทันใดนั้นเอง ท้องนภาที่เคยปลอดโปร่งกลับมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน เมฆดำทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องของอัสนีบาตสวรรค์ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งผืนแผ่นดิน
ไม่เพียงเท่านั้น... แรงกดดันระดับ "บรรพชน" ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าชายชราเบื้องหน้าหลายร้อยเท่า ก็พลันแผ่พุ่งลงมาจากยอดเขาสูงสุด ทับถมลงบนร่างของทุกคนจนแม้แต่เซียนจื่อหยางยังต้องหน้าถอดสี
เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ปรากฏกายขึ้นบนยอดเสาหินโบราณอย่างเงียบเชียบ ราวกับเขาอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ต้นแล้ว มือข้างหนึ่งถือขวดสุราเก่าคร่ำคร่า อีกมือหนึ่งหมุนป้ายคำสั่งประหลาดที่สลักลวดลายโบราณ
"ช้าก่อน... เจ้าหนูตระกูลหลี่" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังสะท้อนก้องกังวานในหัวของทุกคน "เจ้าคิดว่าความแค้นของสำนักเจ้า เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในยุทธภพนี้แล้วอย่างนั้นหรือ? หากเจ้ารู้ว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังแท้จริง... เจ้าจะยังกล้าชักกระบี่เล่มนี้ออกมาอยู่อีกหรือไม่?"
--------------------------------------------------
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด•ตอนที่ 15
แผลเป็นในความทรงจำ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!