เสียงหัวเราะแหบพร่าคล้ายนกแสกบาดลึกโสตประสาท ดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงใหญ่สำนักพยัคฆ์เมฆา ป้ายไม้กฤษณาเก่าคร่ำคร่าสลักอักษร 'คุนหลุน' กลิ้งคลุกฝุ่นอยู่แทบปลายรองเท้าหนังของหลี่เฟยหลง มันไม่ใช่เพียงแค่เศษไม้ผุพัง แต่มันคือหลักฐานชิ้นเป็นอันที่ประกาศก้องว่า ความลับที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังเมื่อสิบปีก่อน บัดนี้ได้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมากลางแสงตะวันแล้ว
ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มทอประกายวับวับ เงาร่างในชุดคลุมสีเทาเข้มของบุคคลปริศนายืนอยู่ตรงธรณีประตู แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกที่มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัว ลากยาวจากโหนกแก้มลงถึงลำคอ ทว่าสิ่งที่ทำให้หลี่เฟยหลงต้องสะท้านเฮือก มิใช่รอยแผลนั้น หากเป็นประกายแสงสีเขียวมรกตที่วาบผ่านนัยน์ตาคู่พิมพ์เดียวกันกับเขา
"ศิษย์พี่ใหญ่... ไฉนท่านจึงทำหน้าตาตื่นตระหนกเช่นนั้นเล่า?" น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นอีกครา พร้อมกับร่างนั้นที่ก้าวล่วงล้ำเข้ามาในเขตอาคมคุ้มกันอย่างง่ายดายราวกับเดินเล่นในสวนหลังบ้าน
ภายในห้องโถงเวลานี้ หาได้มีเพียงหลี่เฟยหลงและเซียนจื่อหยางเท่านั้น หากแต่ยังมีเหล่าผูอาวุโสและตัวแทนจากสำนักใหญ่ในยุทธภพที่มาร่วมประชุมหารือเพื่อจัดตั้ง 'พันธมิตรพรรคธรรมะ' นั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมแปดทิศ รัศมีพลังปราณอันกล้าแกร่งนับสิบสายพลันปั่นป่วนขึ้นมาทันที ราวกับผิวน้ำที่ถูกโยนก้อนหินลงไป
เซียนจื่อหยางขยับกายอย่างแผ่วเบา ร่างระหงในชุดขาวบริสุทธิ์เคลื่อนตัวมาประชิดเบื้องหลังหลี่เฟยหลงราวกับภูตพราย ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าแต่มั่นคงดั่งขุนเขา ปลายนิ้วเรียวยาวดุจลำหยกกุมด้ามกระบี่น้ำแข็งที่เหน็บอยู่ข้างเอวไว้มั่น นัยน์ตาสีรัตติกาลกวาดมองผู้มาเยือนอย่างเย็นชา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความระแวดระวังระดับสูงสุด
"เจ้าเป็นใครกันแน่?" หลี่เฟยหลงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบสนิท ทว่าซ่อนคลื่นพลังปราณมังกรฟ้าที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ "ศิษย์แห่งสำนักคุนหลุนล้วนดับสูญในคืนเพลิงโลหิตเมื่อสิบปีก่อนแล้ว แม้แต่ศากยะวิญญาณของพวกเขาก็ยังมลายสิ้น เหตุใดจึงมีเจ้าที่อ้างตัวว่าเป็นศิษย์พี่ใหญ่อย่างนั้นหรือ?"
บุคคลปริศนาหัวเราะหึๆ ในลำคอ หยัดกายตรงอย่างอุกอาจ ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่เฟยหลง "สูญสิ้นกระนั้นหรือ? ช่างเป็นคำพูดที่ออกจะเห็นแก่ตัวเกินไปหน่อยกระมัง... ในขณะที่ท่านหลบหนีไปพร้อมกับเคล็ดวิชากระบี่สุริยันจันทราและตบะอันล้ำเลิศ ข้ากลับต้องถูกฝังกลบอยู่ใต้ซากศพของอาจารย์และพี่น้องร่วมสำนักนับร้อยชีวิต นั่งทนทรมานอยู่ใต้ทะเลเพลิงที่แผดเผากระดูกให้กลายเป็นผงถ่าน... เจ้าจำความรู้สึกของการถูกเผาทั้งเป็นไม่ได้แล้วหรือ หลี่เฟยหลง!"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเยือกเย็นลงจนถึงขีดสุด แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายแปลกหน้า ปราณสีดำสนิทพวยพุ่งขึ้นจากฝ่าเท้า ก่อตัวเป็นรูปเงากรงเล็บมารอคอยการจู่โจม
"เหลวไหล!"
เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหว ผู้อาวุโส 'เผิงไห่' แห่งสำนักกระบี่ไท่จี๋ ผู้มีศักดิ์เป็นหนึ่งในแกนนำจัดตั้งพันธมิตรพรรคธรรมะลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าแดงก่ำ หนวดเคราสีดอกเลาพองฟูด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาดุดันจ้องมองผู้มาใหม่เขม็ง "เจ้าเด็กเดียรัจฉานบังอาจกล่าววาจาเหลวไหลอันใดต่อหน้าเหล่าผู้กล้าแห่งยุทธภพ! สำนักคุนหลุนล่มสลายเพราะถูกพวกมารนอกรีตโจมตีเมื่อสิบปีก่อน เป็นเรื่องที่ชาวยุทธ์ทั่วหล้าต่างรู้ประจักษ์ชัด แล้วไฉนเจ้าจึงกล่าวหาว่าศิษย์หลี่หลบหนี หรือว่าเจ้าคือสายลับจากพรรคอสูรโลหิตที่ปลอมตัวมาเพื่อสร้างความร้าวฉานในหมู่พวกเรากันแน่!"
คำพูดของผู้อาวุโสเผิงไห่เปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองเพลิง สายตานับสิบคู่ที่เคยทอดมองหลี่เฟยหลงด้วยความเคารพยกย่อง เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความระแวงแคลงใจ
จอมยุทธ์จากสำนักพยัคฆ์เหินผู้หนึ่งส่งเสียงแค่นฮึดฮัดในลำคอ "นั่นสิ... หลี่เฟยหลง แม้ว่าเจ้าจะนำพากลุ่มเราฝ่าฟันอุปสรรคมาได้หลายครั้ง แต่ปมเบื้องหลังของเจ้ายังคงเป็นปริศนา วันนี้จู่ๆ ก็มีบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นศิษย์ร่วมสำนักโผล่มาพร้อมกับหลักฐานชิ้นนี้ มันไม่บังเอิญเกินไปหน่อยหรือ?"
ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง ไม่มีใครเอ่ยคำใดต่อ แต่สายตาทุกคู่ที่มองมายังหลี่เฟยหลงเต็มไปด้วยคำถามและความไม่ไว้วางใจ ความสามัคคีที่เพิ่งก่อตัวขึ้นท่ามกลางพรรคธรรมะ บัดนี้กำลังปริร้าวลงอย่างช้าๆ จากรอยร้าวแห่งความระแวงที่ถูกสะกิดขึ้นด้วยมือของคนนอก
หลี่เฟยหลงนิ่งงั้น เขาไม่ได้หันไปมองเหล่าผู้กล้าที่กำลังส่งเสียงซุบซิบกันด้านหลัง สายตาของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของชายแปลกหน้าผู้มีรอยแผลเป็น ประกายความเจ็บปวดวูบผ่านนัยน์ตาของยอดกระบี่หนุ่มชั่วพริบตาเดียว ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี
"หากเจ้าคือศิษย์พี่ใหญ่ 'จ้าวหลง' จริง... เหตุใดร่องรอยพลังปราณในร่างของเจ้าจึงมิใช่เคล็ดวิชาคุนหลุนแท้ แต่มันกลับเป็น 'วิชามารกลืนกินโลหิต' ของพรรคอสูรโลหิตที่สาบสูญไปเล่า?" หลี่เฟยหลงเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่น่าเกรงขาม "คนตายย่อมไม่ฟื้นคืน แต่คนเป็นที่ยอมขายวิญญาณให้แก่มารร้าย... สมควรต้องถูกกำจัดด้วยกระบี่ในมือข้า!"
*เคร้ง!*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังสะท้านแก้วหู ปราณกระบี่สีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งทะยานขึ้นสู่เพดานห้องโถงจนกระเบื้องเคลือบแตกกระจาย หลี่เฟยหลงก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ร่างกายแผ่รังสีการฆ่าฟันอันหนักหน่วงออกมาจนผู้อาวุโสหลายท่านต้องถอยหลังไปคนละก้าวด้วยความตื่นตระหนก
ทว่า จ้าวหลงกลับแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อคมกระบี่ที่จ่อตรงมายังหว่างอก เขาประสานมือคารวะหลี่เฟยหลงอย่างประชดประชัน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ทุกคนได้ยินชัดเจน
"ศิษย์น้อง... เจ้าคิดจะฆ่าปิดปากข้า เพื่อไม่ให้ความจริงเรื่องที่ท่านอาจารย์ตายด้วยน้ำมือของใครบางคนต้องแพร่งพรายออกไปอย่างนั้นหรือ?"
คำกล่าวนี้เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนทั้งห้อง ผู้อาวุโสเผิงไห่หน้าถอดสี หันขวับมามองหลี่เฟยหลงทันที "หลี่เฟยหลง... นี่มันหมายความว่าอย่างไร? เจ้าจงอธิบายให้กระจ่างเดี๋ยวนี้!"
หลี่เฟยหลงนิ่งเงียบ กรามขบเข้าหากันจนสันนูนขึ้นมา ความโกรธแค้นและคับแค้นใจพวยพุ่งขึ้นสู่ขั้วหัวใจ เขารู้ดีว่านี่คือแผนการอันชั่วร้ายที่ต้องการทำลายชื่อเสียงและตัดทอนกำลังของพรรคธรรมะจากภายใน แต่วาจาของเขายามนี้กลับหนักอึ้งราวกับถูกหินผาทับถมจนพูดไม่ออก
เซียนจื่อหยางก้าวขึ้นมาขวางเบื้องหน้าหลี่เฟยหลง ปลายกระบี่น้ำแข็งในมือชี้ตรงไปยังหน้าอกของจ้าวหลง รังสีความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนน้ำค้างแข็งเกาะตามพื้นห้อง "วาจาสุนัข... หากผู้ใดกล้ากล่าวหาเขาอีกแม้แต่ครึ่งคำ อย่าหาว่ากระบี่ในมือข้าไร้ความปรานี!"
บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด ปราณของทั้งสองฝ่ายปะทะกันจนเกิดเสียงระเบิดดังเปรี๊ยะปร๊ะในอากาศ ราวกับสงครามภายในพรรคธรรมะกำลังจะปะทุขึ้น ณ วินาทีนั้นเอง
จ้าวหลงกลับหัวسเราะร่วนอย่างบ้าคลั่ง ถอยหลังทะยานร่างออกไปทางหน้าต่างพร้อมกับซัดควันพิษสีดำทึบเข้าใส่กลุ่มผู้กล้า "ฮ่าๆๆๆ... หลี่เฟยหลง ความจริงก็คือความจริง วันหน้าเจอกันในลานประลองยุทธภพ ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่านรกบนดินมีจริงอย่างไร!"
"อย่าหนี!" หลี่เฟยหลงคำรามลั่น พลังปราณมังกรฟ้าทะลวงทะยานออกจากร่างเตรียมไล่ล่า ทว่าก่อนที่ปลายกระบี่จะพ้นขอบหน้าต่าง ผู้อาวุโสเผิงไห่กลับพุ่งเข้ามายกฝ่ามือขวางหน้าเขาไว้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ช้าก่อน หลี่เฟยหลง!" ผู้อาวุโสเผิงไห่เอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาจ้องมองเขาอย่างระแวงระวัง "เจ้ายังไปไหนไม่ได้... จนกว่าเจ้าจะให้คำตอบแก่พวกเราทุกคนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับคนผู้นั้น และเหตุการณ์ในอดีตเมื่อสิบปีก่อน แท้จริงแล้วมีความลับอันใดซ่อนอยู่กันแน่!"
หลี่เฟยหลงชะงักงัน ปลายกระบี่ในมือสั่นระริกเล็กน้อย ขณะที่สายตาทุกคู่ภายในห้องโถงหันมาจ้องมองเขาเป็นตาเดียว เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนเป็นคมดาบเข้าทิ่มแทงเขาได้ทุกเมื่อ และในวินาทีที่ความไว้วางใจพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า เสียงหัวเราะปริศนาอีกสายหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องนอก... เป็นเสียงที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยิน ณ ที่แห่งนี้
"ไม่ต้องถามเขาหรอ... เพราะความจริงทั้งหมด ข้าเป็นคนเก็บรักษาไว้เอง!"
ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันสมรภูมิหิมะเลือดไปพร้อมกับข้าพเจ้าครับ
วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด•ตอนที่ 21
รอยร้าวในพรรคธรรมะ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!