วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด•ตอนที่ 11

จุดเปลี่ยนแห่งชะตา

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"รอยแผลเป็นที่หัวไหล่ซ้ายของท่าน... ต่อให้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาสิบปี ย่อมมิอาจเลือนหายไปตามกาลเวลาใช่หรือไม่, *ผู้อาวุโสไป๋*?" น้ำเสียงของหลี่เฟยหลงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความโกรธเกี้ยว ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักหน่วงดั่งขุนเขาไท่ซานกดทับลงกลางห้องโถงมืดทึบ กลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นธูปที่มอดไหม้ใกล้หมดดอก แสงตะเกียงน้ำมันสั่นไหววับแวม สะท้อนเงาร่างของชายชราผู้หนึ่งที่กำลังยืนหันหลังให้อย่างสงบนิ่ง ไป๋ซาน... ผู้อาวุโสฝ่ายในแห่งสำนักกระบี่เมฆา ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนอาจารย์คนที่สองและเป็นผู้พิทักษ์ที่หลี่เฟยหลงให้ความเคารพรักยิ่งกว่าบิดาบังเกิดเกล้า ยามนี้กลับยืนแข็งทื่อดั่งรูปปั้นหิน ไร้ซึ่งคำแก้ตัวใดๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก ภายในห้องโถงลับใต้ดินของสำนักร้าง บรรยากาศกดดันจนแทบหยุดหายใจ เซียนจื่อหยางยืนพิงเสาหินอยู่เบื้องหลังนางพญากระบี่คู่กาย นัยน์ตาคู่สวยคมปลาบจับจ้องไปยังชายชราผู้นั้นด้วยประกายเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็ง นางมิได้เอ่ยสิ่งใด ทว่ากระบี่ในฝักสั่นระริกด้วยจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาโดยธรรมชาติ เพื่อเตือนภัยบุรุษหนุ่มผู้เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย หลี่เฟยหลงก้าวเท้าช้าๆ เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังก้องกังวาน ทุกก้าวคือการย่างเข้าสู่ความจริงอันโหดร้ายที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอดเส้นทางแห่งการล้างแค้น คืนวันพิฆาตสำนักกระบี่โลหิตเมื่อสิบปีก่อน ภาพจำที่เลือนรางแต่ฝังรากลึกในดวงจิต ภาพของยอดฝีมือลึกลับที่ใช้ "วิชาดาบเงาอัสนี" สังหารเจ้าสำนักผู้เป็นบิดing ทิ้งไว้เพียงรอยแผลเป็นรูปจันทร์เสี้ยวที่หัวไหล่ซ้ายของผู้ลงมือ หลี่เฟยหลงตามล่าผู้คนนับร้อย สังหารมารโลหิตไปก็มาก แต่ไม่เคยเฉียดใกล้คำตอบที่แท้จริงเลย จนกระทั่งคืนนี้... ในห้องลับที่เก็บรักษาคัมภีร์ต้องห้ามของสำนักตนเอง "เจ้า... รู้ตั้งแต่เมื่อใด?" ในที่สุด ไป๋ซานก็ยอมหมุนกายกลับมาเผชิญหน้า รอยยิ้มขื่นขมปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย แววตาที่เคยเปี่ยมด้วยความเมตตาและห่วงใย บัดนี้กลับว่างเปล่าและระคนด้วยความเหนื่อยล้าอันยาวนาน "ตั้งแต่ข้าพบ 'ก้อนหินอัสนีเพลิง' ที่ท่านมอบให้เป็นของขวัญวันเกิดปีที่สิบห้า" หลี่เฟยหลงหยุดยืนห่างจากชายชราเพียงสามก้าว ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย "แร่ชนิดนี้มีเพียงถ้ำอัสนีสวรรค์หลังหุบเขาเมฆาเท่านั้นที่ขุดพบได้ และผู้ที่มีสิทธิ์ครอบครองกุญแจเปิดคลังศิลาในยุคนั้น... มีเพียงท่านและบิดาของข้า" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง "ฮ่าๆๆๆ... ดี! ดีเยี่ยม!" ไป๋ซานแหงนหน้าหัวเราะรơiรัน น้ำตาไหลรินอาบแก้มเหี่ยวย่น "ข้าคิดว่าข้าปกปิดร่องรอยได้แนบเนียนที่สุดแล้ว ศิษย์เอก... เจ้าเติบโตขึ้นจริงๆ สมกับที่เป็นทายาทแท้จริงของมัน" *ฉับพลัน!* รังสีอำมหิตพวยพุ่งออกจากร่างของชายชราในพริบตา พลังปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ระเบิดออกจนเสื้อคลุมขาดวิ่น ฝ่ามือเหี่ยวย่นแปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บเหล็กพุ่งตรงเข้าใส่ทรวงอกของหลี่เฟยหลงด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ! ไม่มีคำเตือน ไม่มีไมตรีจิต มีเพียงความเด็ดขาดของผู้ฝึกยุทธที่รู้ว่าหนทางข้างหน้ามีเพียงความตายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น *เปรี้ยง!* ประกายไฟจากการปะทะของลมปราณสว่างวาบไปทั่วห้องโถง หลี่เฟยหลงมิได้ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว กระบี่วิญญาณพยัคฆ์คำรามถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง เสียงคำรามดั่งพยัคฆ์ผยองสะท้อนก้อง กวาดเอาคลื่นกระแทกของศัตรูถอยร่นไปสามก้าว "ท่านอาจารย์... เหตุใดจึงต้องเป็นท่าน?" หลี่เฟยหลงเอמהถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย ความเจ็บปวดร้าวลึกในอกรุนแรงยิ่งกว่าบาดแผลฉกรรจ์บนร่างกาย "เหตุผลรึ?" ไป๋ซานกระอักโลหิตคำโตออกมา แต่แววตากลับดุดันขึ้น "เพราะบิดาของเจ้ามันดื้อรั้น! มันต้องการเก็บบันทึกวิชาลับ 'วิถีฟ้าดินเดียวดาย' ไว้เพียงผู้เดียว ปิดกั้นเส้นทางทะลวงขอบเขตเซียนของพวกเราทุกคน! พวกเราต่างหากที่ร่วมกันสร้างสำนักขึ้นมา แต่มันกลับกุมอำนาจไว้ทั้งหมด เจ้าคิดว่าข้าอยากทำลายบ้านหลังนี้หรือ? ข้าเพียงแค่... ทวงสิ่งที่ควรจะเป็นของข้าคืน!" เซียนจื่อหยางขยับกายวาบ นางก้าวเข้ามาขวางเบื้องหน้าหลี่เฟยหลง ดาบในมือชี้ตรงไปยังคอหอยของไป๋ซาน น้ำเสียงเย็นชาไร้ความปรานีดังขึ้น "คนทรยศย่อมมีข้ออ้างร้อยแปดพันประการเสมอ ความโลภบังตาจนสิ้นสติ ย่อมไม่สมควรมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป" "ช้าก่อน, จื่อหยาง" หลี่เฟยหลงยกมือขึ้นห้ามหญิงสาว นัยน์ตาสحบลงชั่วครู่เพื่อสงบจิตใจที่กำลังคลุ้มคลั่งดั่งพายุ ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายตาคู่นั้นเด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งความลังเล "ในเมื่อท่านเลือกเส้นทางนี้ด้วยมือของท่านเอง..." หลี่เฟยหลงกระชับด้ามกระบี่ในมือแน่น ปราณกระบี่สีขาวบริสุทธิ์แผ่พุ่งปกคลุมทั่วร่าง ดั่งพยัคฆ์ขาวที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อผู้บังอาจ "วันนี้ข้า... หลี่เฟยหลง ในฐานะทายาทคนสุดท้ายของสำนักกระบี่เมฆา ขอใช้กระบี่นี้สะสางหนี้เลือด!" ย่างก้าวแรกถูกขับเคลื่อนด้วยความแค้น ย่างก้าวที่สองคือการตัดขาดจากอดีต และย่างก้าวที่สาม... กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้ายุทธภพไปตลอดกาล ทว่า ในวินาทีที่คมกระบี่ทั้งสองกำลังจะปะทะกันจนเกิดเป็นหายนะโลหิต เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก็พุ่งทะลุเพดานหินลงมาอย่างไร้สุ้มเสียง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "คิดไม่ถึงเลยว่า... ตระกูลหลี่จะเหลือเศษสวะที่ยังมีชีวิตรอดมาได้ถึงวันนี้ และแถมยังได้ชมฉากกตัญญูฆ่าล้างครูบาอาจารย์อย่างสนุกสนานอีกด้วย!" หลี่เฟยหลงชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังอันดำมืดและคุ้นเคยอย่างประหลาด... กลิ่นอายของคนที่ควรจะตายไปพร้อมกับเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อนอย่างไร้ร่องรอย! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันความมืดมิดนี้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาครับ พยัคฆ์ขาวคำรามขอคารวะจากใจจริงครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%