วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด•ตอนที่ 9

น้ำมิตรกลางกองเพลิง

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"เผา! เผาให้ราบคาบ อย่าให้เหลือแม้แต่เด็กหรือคนแก่!" เสียงคำรามแหบพร่าดั่งสัตว์ร้ายป่าเถื่อนดังทะลุผ่านม่านราตรีและเปลวเพลิงสีชาดที่กำลังแผดเผาเรือนไม้ไผ่ของหมู่บ้านผาสุก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นไหม้เกรียมของมุงหลังคาฟาง ภาพของความอลหม่านปรากฏชัดเจน หญิงสาวชาวบ้านกอดบุตรน้อยวิ่งหนีตาย เสียงกรีดร้องระงมราวกับตกอยู่ในขุมนรกโลกันตร์ กลุ่มโจรเหี้ยมเกรียมกว่าร้อยชีวิตสังกัด ‘พรรคอัคคีทมิฬ’ ควบม้าศึกเหยียบย่ำแปลงนาและเรือกสวนจนพินาศสันตะโร พวกมันถือครองดาบยาวและกระบี่อาบยาพิษ ปล้นชิงและฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์อย่างไร้ความปรานี ท่ามกลางทะเลเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำ ณ ใจกลางลานหมู่บ้าน หลี่เฟยหลงยืนหยัดตระหง่านดั่งภูผาศิลา ร่างในชุดยาวสีหมึกสะท้อนแสงไฟสีแดงฉานจนคล้ายอาบด้วยโลหิต ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มจดจ้องมองหัวหน้ากลุ่มโจรที่กำลังเงื้อดาบฟันชายชราผู้ไร้ทางสู้ "พวกเจ้า... เกินไปแล้ว" น้ำเสียงของหลี่เฟยหลงราบเรียบ เยือกเย็น แต่กลับก้องกังวานเสียดแทงจิตใจของผู้ได้ยินทุกคน ประหนึ่งเสียงคำรามจากเบื้องลึกของขุนเขาที่ไร้ซึ่งความปรานี หัวหน้าโจรที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้าสะดุ้งสุดตัว มันหันขวับมามอง ก่อนจะหัวร่อร่าด้วยความเย้ยหยัน "ฮ่าๆๆ! ไอ้หนูหน้าอ่อน คิดจะเป็นวีรบุรุษช่วยชาวบ้านเรอะ? อยากตายนักใช่ไหม ถึงได้มาขวางทางสุนัขป่าแห่งพรรคอัคคีทมิฬ!" "สุนัขป่า... สมควรถูกกำจัดเพื่อคืนความสงบแก่แผ่นดิน" หลี่เฟยหลงกล่าวจบ ร่างของเขาก็หายวับไปจากจุดเดิมดั่งสายลมพายุ ทิ้งไว้เพียงรอยแยกของพื้นดินที่แตกระแหงจากการระเบิดพลังปราณอันรุนแรง ฉับพลัน! ประกายกระบี่สีเงินยวดยิ่งราวกับแสงจันทร์ในคืนฤดูหนาวก็วาดผ่านอากาศ เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว หัวหน้าโจรยังไม่ทันได้ตั้งตัว ท่อนแขนที่ถือดาบก็หลุดกระเด็นลอยละลิ่วไปกลางอากาศ ตามด้วยโลหิตพุ่งทะลักราวน้ำพุ "อ๊ากกก—! แขนข้า!" หัวหน้าโจรกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมาน มันถอยร่นกรูดด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "ฆ่ามัน! รุมฆ่ามันไอบ้าผู้นี้ซะ!" สิ้นคำสั่ง โจรชั่วกว่าสามสิบชีวิตต่างพุ่งเข้าใส่หลี่เฟยหลงจากทุกสารทิศ หอกดาบและอาวุธลับนับไม่ถ้วนถูกซัดเข้าใส่ราวกับห่าฝน หลี่เฟยหลงไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยง เขายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง มือขวาจับด้ามกระบี่มั่น ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อรวมสมาธิ พลังปราณคุ้มกายแผ่พุ่งออกมาเป็นระลอกคลื่นสีฟ้าคราม สกัดกั้นอาวุธทั้งหมดจนกระเด็นกระดอนออกไปอย่างไร้แรงปะทะ ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เงาร่างระหงดั่งเทพธิดาก็บินล่องลงมาจากหลังคาเรือน นางคือเซียนจื่อหยาง คู่ชีวิตผู้ร่วมเดินทาง นัยน์ตาคู่สวยไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ แต่กลับเปล่งประกายความเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี สองมือเรียวบางดีดด้ายปราณโลหิตออกไปเป็นเส้นสายระยิบระยับ *ฉับ! ฉับ! ฉับ!* เสียงเนื้อและกระดูกขาดออกจากกันดังระรัว ด้ายปราณของนางคมกริบยิ่งกว่าคมมีด เหล่าโจรชั่วที่พุ่งเข้ามาต่างล้มฟุบลงไปกองกับพื้นในชั่วพริบตา ร่างกายถูกตัดแบ่งเป็นท่อนๆ โดยที่พวกมันยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าความตายมาเยือนอย่างไร "จัดการพวกที่เหลือให้หมด อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว" เซียนจื่อหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึก แต่เต็มไปด้วยความเด็ดขาด นางปรายตามองหลี่เฟยหลงแวบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางเบาที่หาดูได้ยากยิ่ง "รับทราบครับ" หลี่เฟยหลงพยักหน้ารับ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นเล็กน้อย ความผูกพันระหว่างเขากับนางไม่ต้องเอ่ยวาจาใดให้มากความ เพียงแค่สายตาประสานกัน ก็รับรู้ถึงลมหายใจและจังหวะหัวใจของกันและกันในสมรภูมิเลือดแห่งนี้ การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด เลือดชะโลมผืนแผ่นดินจนกลายเป็นสีแดงฉาน เสียงดาบกระทบกันและเสียงร้องโหยหวนดังประสานกับเสียงเปลวเพลิงที่กำลังกัดกินหมู่บ้าน หลี่เฟยหลงร่ายรำกระบี่ด้วยกระบวนท่า ‘วิถีกระบี่เดียวดาย’ ทุกการตวัดกระบี่หมายถึงหนึ่งชีวิตที่ดับสูญ ความแม่นยำ เด็ดขาด และสง่างาม ทำให้เหล่าโจรชั่วต่างขวัญกระเจิง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ผ่านไปหนึ่งก้านธูป เสียงการต่อสู้ก็เริ่มเงียบสงบลง เหลือเพียงเสียงสะอื้นไห้ของชาวบ้านที่รอดชีวิต และเสียงไม้ที่กำลังแตกเปรี๊ยะจากการเผาไหม้ หลี่เฟยหลงเก็บกระบี่เข้าฝัก เสียงกริ๊กเบาๆ สะท้อนความเงียบงัน เขากวาดสายตามองความเสียหายโดยรอบด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก แม้จะปกป้องหมู่บ้านไว้ได้ส่วนหนึ่ง แต่ชีวิตและบ้านเรือนของผู้คนนับร้อยกลับมอดไหม้ไปกับกองเพลิงแล้ว "ท่านจอมยุทธ์... ขอบคุณท่านทั้งสองเหลือเกิน" ผู้ใหญ่บ้านเดินกะโผลกกะเพล็กลงมาจากเนินดิน น้ำตานองหน้าด้วยความซาบซึ้ง เขินอายและหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา พยายามจะคุกเข่าคำนับ หลี่เฟยหลงรีบก้าวเข้าไปประคองร่างของชายชราไว้ทันที ไม่ยอมให้คุกเข่าลงเด็ดขาด "ท่านผู้ใหญ่บ้าน โปรดลุกขึ้นเถอะครับ การช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์คือหน้าที่ของจอมยุทธ์ ข้าพเจ้ามิกล้ารับคำขอบคุณอันยิ่งใหญ่เช่นนี้" เซียนจื่อหยางเดินเข้ามาใกล้ นางยื่นขวดหยกบรรดายาฟื้นฟูบาดแผลให้แก่ชายชรา พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย "ทาแผลเสียเถอะ อีกไม่นานความช่วยเหลือจากสำนักใกล้เคียงคงจะมาถึง" ทว่า... ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงจากความตึงเครียด หลี่เฟยหลงกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่ลอยมาตามสายลม กลิ่นอายปราณอันชั่วร้ายและทรงพลังกดดันพุ่งตรงมาจากทิศทางของป่าทึบเบื้องหลังหมู่บ้าน มันไม่ใช่กลิ่นอายของโจรจกระจอกทั่วไป แต่เป็นพลังปราณระดับยอดฝีมือที่ฝึกฝนวิชาสายมารจนบรรลุขอบเขตขั้นสูง! หลี่เฟยหลงหันขวับไปมองความมืดมิดของป่าทึบ สีหน้าเคร่งขรึมลงทันที มือขวาเผลอกำด้ามกระบี่แน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ "นั่นใคร?" หลี่เฟยหลงเอ่ยถามเสียงต่ำ ท่าทางระแวดระวังถึงขีดสุด จากเงาไม้ที่ไหวระริก ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทและสวมหน้ากากรูปอสูรน่าเกลียดน่ากลัวค่อยๆ ก้าวออกมาอย่างช้าๆ ในมือของมันถือลูกแก้วสีดำสนิทที่กำลังส่งเสียงคำรามฮือฮาคล้ายวิญญาณนับร้อยกำลังกรีดร้องอยู่ภายใน และที่น่าตกใจที่สุดคือ... สัญลักษณ์บนหน้ากากนั้น เป็นรูป ‘พยัคฆ์เหินโลหิต’ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของสำนักปริศนาที่เคยสังหารอาจารย์ของหลี่เฟยหลงเมื่อสิบปีก่อน! "ไม่นึกเลยว่า... เจ้าจะตามสืบเรื่องนี้มาจนถึงที่นี่ หลี่เฟยหลง..." เสียงแหบพร่าดั่งมาจากขุมนรกดังลอดออกมาจากหน้ากากอสูร พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ปรากฏขึ้นที่มุมปากของมัน "สิบปีผ่านไป ฝีมือของเจ้าก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย... แต่น่าเสียดาย ที่วันนี้... จะเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งสองคน!" สิ้นคำพูดของชายหน้ากากอสูร ท้องนภากลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท สายฟ้าสีแดงฉานผ่าเปรี้ยงลงมากลางหมู่บ้าน แรงกดดันมหาศาลถาโถมใส่ร่างของหลี่เฟยหลงและเซียนจื่อหยางจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งโชคชะตานี้ด้วยกันครับ พยัคฆ์ขาวคำรามขอคารวะจากใจจริงครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%