โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นหิมะสีขาวโพลน ดุจดังพู่กันหมึกจีนที่แต้มลงบนกระดาษชวานอันว่างเปล่า
"ระวัง!"
เสียงคำรามของหลี่เฟยหลงยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ทว่าเวลานี้ คมดาบของมือสังหารเงาโลหิตที่หมายปลิดชีพเขากลับหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยาดโลหิตอุ่นร้อนไหลรินจากหัวไหล่แกร่งอาบย้อมอาภรณ์สีขาวจนชุ่มโชก แต่สีหน้าของยอดกระบี่หนุ่มหาได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นคมปลาบจับจ้องไปยังร่างของคู่ต่อสู้ที่ค่อยๆทรุดฮวบลง พร้อมกับรอยกระบี่สายหนึ่งที่พาดผ่านลำคออย่างแนบเนียน
ผู้ที่ลงมือหาใช่หลี่เฟยหลงไม่... แต่เป็นร่างระหงในชุดอาภรณ์สีม่วงอ่อนที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขาอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี เซียนจื่อหยางเก็บกระบี่สั้นเข้าฝักช้าๆ ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ นัยน์ตาคู่นั้นมองดูซากศพตรงหน้าด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี
"เจ้าบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว" สุ้มเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ยากจะซ่อนเร้น
หลี่เฟยหลงแค่นHuanเบาๆ ในลำคอ ขยับตัวเล็กน้อยจนบาดแผลที่หัวไหล่ตึงตัว เขาใช้กระบี่คู่กายค้ำยันพื้นดินไว้เพื่อพยุงร่าง "หากข้าไม่เอาตัวเข้าแลกเมื่อครู่ เจ้าคงต้องเสียพลังปราณไปไม่น้อยในการรับมือคมดาบไขว้คู่นั้น... ถือว่าเราหายกัน"
ยามเมื่อวิกฤตผ่านพ้น ความเงียบงันอันหน็บหนาวก็เข้าปกคลุมหุบเขาร้างอีกครา ไอเย็นจากหิมะโปรยปรายผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทั้งสองต่างยืนหยัดเผชิญหน้าท่ามกลางลมหนาวที่กรีดแท้ง่ามกระดูก ทว่าระยะห่างระหว่างคนทั้งสองกลับลดทอนลงจนเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น
เซียนจื่อหยางปรายตามองบาดแผลบนร่างของชายหนุ่ม นางยื่นมือเรียวบางออกไป ปราณอัคคีทิพย์สีครามสายหนึ่งก็พวยพุ่งออกจากปลายนิ้ว โคจรผ่านจุดชีพจรเพื่อสกัดกั้นเลือดและรักษาอาการบาดเจ็บให้อย่างรวดเร็ว
"ข้าไม่ชอบติดหนี้บุญคุณผู้ใด โดยเฉพาะบุญคุณที่แลกมาด้วยความโง่เขลาเช่นนี้" นางกล่าวเสียงเรียบ แต่กลับยอมยืนประชิดกายเขาเพื่อถ่าย1ทอดลมปราณให้อย่างไม่ลังเล
หลี่เฟยหลงมิได้ขัดขืน เขารับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่างกาย ปราณแท้ของนางบริสุทธิ์และล้ำลึกยิ่งนัก สมกับที่เป็นผู้สืบทอดสำนักกระบี่สวรรค์เร้นลับ "เช่นนั้น... เรามาแลกเปลี่ยนความจริงกันสักเรื่องดีกว่า"
นางเซียนสาวชะงักมือเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อคู่สวยหันกลับมามองเขาอย่างค้นหา "เรื่องอันใด?"
"เบื้องหลังการล่มสลายของสำนักกระบี่เมฆาคาราวานของข้า... เจ้าคงรู้เบาะแสบางอย่างกระมัง?" หลี่เฟยหลงเอ่ยถามตรงๆ น้ำเสียงสุขุมเยือกเย็นแต่แฝงด้วยคลื่นอารมณ์อันซับซ้อนที่เก็บงำมาเนิ่นนาน
เซียนจื่อหยางถอนหายใจบางเบา นางถอนมือกลับ ปราณสีครามเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย นางหันหลังให้เขา ก้าวเท้าเดินไปยืนริมหน้าผาที่มองเห็นทะเลหมอกกว้างใหญ่เบื้องล่าง เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลม
"เจ้าคิดว่าสำนักของเจ้าถูกทำลายเพราะความโลภในคัมภีร์กระบี่เดียวดายกระนั้นหรือ?" น้ำเสียงของนางเยียบเย็นลงอีกหลายส่วน "นั่นเป็นเพียงเปลือกนอกที่พวกมันสร้างขึ้นเพื่อตบตายุทธภพ"
หลี่เฟยหลงขมวดคิ้วมุ่น "เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"แท้จริงแล้ว บรรพบุรุษของเจ้าไปล่วงรู้ 'ความลับ' บางอย่างเข้า... ความลับที่สลักอยู่บนศิลาโบราณ ณ ก้นเหวอสูรโลหิต ที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งฟ้าดิน" เซียนจื่อหยางหันกลับมาสบตาเขา แววตานั้นฉายประกายความหวาดกลัวที่ถูกเก็บงำไว้อย่างแนบเนียน "และผู้ที่กุมกำลังเบื้องหลังการกวาดล้างครั้งนั้น หาใช่พรรคมารโลหิตไม่... แต่เป็นหนึ่งในสามมหาสำนักฝ่ายธรรมะที่เจ้าเคารพศรัทธายิ่งนัก"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ หลี่เฟยหลงรู้สึกคล้ายลมหายใจสะดุดกะทันหัน ร่างกายชาด้านไปชั่วขณะ มือที่กุมด้ามกระบี่สั่นเทาด้วยแรงโทสะที่พรั่งพรูขึ้นมาดั่งคลื่นใต้น้ำ หนึ่งในสามมหาสำนักฝ่ายธรรมะงั้นหรือ? ผู้ที่ผดุงคุณธรรมค้ำจุนยุทธภพมาหลายร้อยปี แท้จริงแล้วคือสุนัขป่าหุ้มหนังแกะที่ซ่อนเขี้ยวเล็บอันแหลมคมไว้เบื้องหลังคราบนักบุญ!
"เจ้ามีหลักฐานอันใด?" หลี่เฟยหลงเค้นเสียงถาม นัยน์ตาดุจพยัคฆ์แดงก่ำด้วยเพลิงแค้น
"หลักฐานอยู่ที่นี่..." เซียนจื่อหยางชูหยกสื่อสารสีเลือดชิ้นหนึ่งขึ้นมา มันเปล่งแสงเรืองรองจางๆ ท่ามกลางหิมะโปรยปราย "และทางเดียวที่เจ้าจะได้มันมาครอบครองอย่างสมบูรณ์ คือการเดินทางร่วมกับข้า มุ่งหน้าสู่แดนต้องห้ามเก้าชั้นฟ้า"
หลี่เฟยหลงนิ่งงั้นไป เขามองหน้าหญิงสาวผู้ลึกลับตรงนี้ สติปัญญาและสัญชาตญาณบอกเขาว่า นางกำลังชักนำเขาเข้าสู่หุบเหวแห่งอันตรายที่อาจไม่มีวันได้หวนคืน ทว่า ในเมื่อเส้นทางเบื้องหน้าเหลือเพียงวิถีกระบี่เดียวดาย การปฏิเสธคำเชิญนี้ก็เท่ากับการยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ถูกขีดไว้
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก and ตัดสินใจเด็ดขาด แววตาที่เคยลังเลกลับมามั่นคงดั่งหินผาอีกครา "ดี... ข้าจะร่วมทางกับเจ้า"
เซียนจื่อหยางมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มแรกที่หาได้ยากยิ่งบนใบหน้านั้น "ยินดีต้อนรับสู่เส้นทางแห่งความตาย, หลี่เฟยหลง"
ทว่า ในวินาทีที่ทั้งสองกำลังจะก้าวเดิน ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินแยก! ท้องฟ้าที่เคยปรากฏหิมะโปรยกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เมฆหมอกม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นพายุหมุนขนาดมหึมาปกคลุมทั่วทั้งยอดเขา
เสียงระฆังโบราณดังขึ้นเก้าคราจากความว่างเปล่า กังวานบาดลึกถึงจิตวิญญาณ และพร้อมกันนั้นเอง เงาร่างนับร้อยในชุดเกราะทองคำโบราณก็ปรากฏกายขึ้นล้อมรอบพวกเขาไว้ทุกด้าน... พวกมันไม่ใช่คน แต่เป็นค่ายกลทหารสวรรค์ที่ถูกผนึกไว้ใต้หุบเขามานับพันปี และบัดนี้... ประตูแห่งทัณฑ์สวรรค์กำลังเปิดออกแล้ว!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งโชคชะตานี้ด้วยกันครับ พยัคฆ์ขาวคำรามขอคารวะจากใจจริงครับ
วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด•ตอนที่ 4
พันธสัญญาจากเถ้าถ่าน
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!