โลหิตหนึ่งหยดร่วงหล่นจากปลายกระบี่ สะท้อนเงาจันทรานับพันดวงที่บิดเบี้ยวอยู่ในหยาดน้ำค้างบนใบไม้
ป่าโบราณหมื่นอสูรยามนี้ หาใช่สถานที่ที่สิ่งมีชีวิตควรย่างกรายเข้ามา ทว่าหลี่เฟยหลงและเซียนจื่อหยางกลับต้องเดินลึกเข้ามาจนถึงเขตแดนต้องห้าม อากาศรอบกายหนתทึบและเย็นเยียบราวน้ำแข็งไสแทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูก ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นดินเปียกชื้นล้วนแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายสังหารอันเข้มข้นที่กดทับสติสัมปชัญญะจนแทบแหลกสลาย
"ระวัง"
เสียงกระซิบอันแผ่วเบาแต่เยือกเย็นดั่งสายน้ำค้างกลางฤดูหนาวของเซียนจื่อหยางดังขึ้น นางขยับกายถอยหลังเข้ามาชิดแผ่นหลังของหลี่เฟยหลงอย่างแนบเนียน นัยน์ตาคู่คมปลาบดุจกระบี่หยกกวาดตามองความมืดเบื้องหน้า ท่ามกลางหมู่ไม้สูงตระหง่านที่บิดเบี้ยวคล้ายภูตผีปีศาจ เงาร่างสีดำนับร้อยสายกำลังเคลื่อนไหววับๆ แวมๆ ปราณกระบี่ที่แผ่ออกมาจากตัวนางสะท้อนแสงจันทร์จนเกิดเป็นประกายระยิบระยับดั่งดวงดาวนับพัน
หลี่เฟยหลงไม่กล่าวคำใด เขาเพียงแต่กระชับด้ามกระบี่มังกรบูรพาในมือแน่นขึ้น ปราณแท้จริงสีครามเข้มไหลเวียนทะลักจากจุดตันเถียนเข้าสู่แขนขวา เส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปนขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกถึงพลังทำลายล้างที่ถูกกดเก็บไว้ภายใต้ความสุขุมเยือกเย็น
*"ฉับพลัน!"*
พื้นดินเบื้องหน้าแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ อักขระโบราณสีเลือดนับพันตัวผุดขึ้นจากใต้พื้นดิน ส่องแสงสว่างวาบจนแสบตา กลิ่นอายกดดันระดับค่ายกลโบราณแผ่พุ่งขึ้นสู่ท้องนภาราวกับมังกรคำราม นี่คือ "ค่ายกลพันจันทรา" ค่ายกลสังหารที่สูญหายไปจากยุทธภพมากว่าร้อยปี ผู้ใดที่เหยียบย่างเข้ามาล้วนต้องกลายเป็นเศษเนื้อบดละเอียดโดยไม่มีข้อยกเว้น
"ค่ายกลพันจันทรา... สมคำร่ำลือจริงๆ" หลี่เฟยหลงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาของยอดกระบี่หนุ่มไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความทะนงองอาจที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิง "คิดจะใช้ภาพลวงตานี้มากักขังข้า เกรงว่าพวกมันจะประเมินกระบี่ในมือข้าต่ำเกินไปแล้ว"
สิ้นเสียงคำรามก้องในใจ ร่างของหลี่เฟยหลงก็พุ่งทะยานออกไปราวกับสายฟ้าแลบ ปราณกระบี่สายหนึ่งถูกหวาดวัดออกเป็นวงโค้งกว้าง แหวกลมหนาวจนเกิดเสียงหวีดหิวบาดแก้วหู วิถีกระบี่เดียวดายที่เขาฝึกฝนมาเนิ่นนานถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไร้ความปรานี ทุกกระบวนท่าที่ตวัดออกไปล้วนสอดคล้องกับจังหวะการเต้นของหัวใจและกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน
*เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!*
ประกายไฟสาดกระเซ็นระยับไปทั่วผืนป่า เมื่อเงาดาบและคมหอกนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานออกมาจากความว่างเปล่าเพื่อขัดขวางการรุกคืบ เซียนจื่อหยางไม่ปล่อยให้สหายร่วมทางต้องเผชิญหน้าเพียงลำพัง ปลายเท้าของนางแตะกิ่งไม้เบาๆ ร่างระหงลอยคว้างกลางอากาศราวกับเทพธิดาไร้สังสารวัฏ นิ้วเรียวยาวดีดออกเบาๆ ปราณกระบี่วารีสวรรค์นับพันสายพรั่งพรูลงมาดั่งห่าฝน ทำลายค่ายกลภาพลวงตาที่ซ้อนทับกันอยู่ทีละชั้นจนเกิดเสียงระเบิดกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น
ทว่า ค่ายกลพันจันทราหาได้ง่ายดายเช่นนั้น เมื่ออักขระชุดแรกถูกทำลาย อักขระชุดที่สองและสามกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเท่าตัว แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต เงาร่างนับร้อยที่ซ่อนอยู่หลังม่านหมอกเริ่มปรากฏกายชัดเจนขึ้น พวกมันไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์อสูร แต่เป็น "หุ่นเชิดโลหิต" ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากยอดฝีมือในอดีตที่เคยสังเวยชีวิตให้กับค่ายกลแห่งนี้ ดวงตาสีแดงฉานไร้ซึ่งวิญญาณเต็มไปด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง
"ระวังตัวด้วย จื่อหยาง พวกมันมีพละกำลังมหาศาลและไม่รู้จักเจ็บปวด" หลี่เฟยหลงกล่าวเตือนเสียงทุ้มต่ำ ขณะที่ร่างของเขาหมุนวนกลางอากาศ หลบหลหมัดเหล็กที่พุ่งเข้าใส่หน้าอกได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนจะตวัดกระบี่ตัดร่างหุ่นเชิดขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว
"ท่านดูแลตัวเองให้ดีก่อนเถอะ เฟยหลง" เซียนจื่อหยางตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มุมปากของนางกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งนี้มีความงดงามเพียงพอที่จะทำให้สรรพสิ่งรอบกายหยุดนิ่ง นางสะบัดกระบี่ในมือสร้างเป็นม่านพายุหมุนหิมะสีขาวโพลนเข้าห่อหุ้มรอบกาย กวาดล้างหุ่นเชิดโลหิตที่ดาหน้าเข้ามาจนแหลละเอียดกลายเป็นผุยผง
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน หยาดเหงื่อและโลหิตผสมปนเปไปกับสายลมหนาว หลี่เฟยหลงรู้สึกได้ถึงพลังปราณในจุดตันเถียนที่เริ่มปั่นป่วนจากการหักโหมใช้พลังวิชาขั้นสูงติดต่อกัน ทว่าในความวิกฤตินั้น จิตใจของเขากลับยิ่งปลอดโปร่งและสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในยามวิกาล สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นในห้วงความคิด การฝืนลิขิตฟ้าดินไม่ใช่การต่อต้านด้วยกำลังภายนอก หากแต่เป็นการผสานจิตวิญญาณเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
*“หากฟ้าดินไร้ซึ่งความเมตตา ข้าก็จะใช้กระบี่นี้แหละแหวกสวรรค์เปิดทางเอง!”*
หลี่เฟยหลงแผדเสียงคำรามก้องฟ้า พลังปราณทั่วร่างระเบิดออกจนเสื้อคลุมขาดวิ่นเผยให้เห็นกล้ามเนื้อสมส่วนที่เต็มไปด้วยพละกำลังดั่งพยัคฆ์หนุ่ม เขาประสานกระบี่เข้ากับจิตวิญญาณ เกิดเป็นออร่ากระบี่สีทองอร่ามพุ่งทะยานเสียดฟ้า ทำลายเมฆหมอกหนาทึบจนกลุ่มดาวบนท้องฟ้าปรากฏเด่นชัด
*ตูมมมม!*
ใจกลางค่ายกลพันจันทราเกิดแรงระเบิดครั้งใหญ่ที่สุด อักขระโบราณทั้งหมดแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองปลิวว่อนไปทั่วผืนป่า หุ่นเชิดโลหิตที่เหลืออยู่แหลกสลายไม่เหลือซาก ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเงียบงันที่กลับคืนสู่ป่าโบราณอีกครั้ง
หลี่เฟยหลงหอบหายใจถี่เล็กน้อย เขายันกายยืนหยัดด้วยกระบี่ในมือ ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังใจกลางค่ายกลที่บัดนี้ปรากฏแท่นหินโบราณสีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่ บนแท่นหินนั้นมีกล่องไม้หยกโบราณวางอยู่เพียงลำพัง แผ่กลิ่นอายกระบี่อันเก่าแก่และทรงพลังยิ่งยวดออกมา ราวกับมันกำลังรอคอยการมาเยือนของใครบางคนมานับพันปี
"ในที่สุดก็มาถึง..." หลี่เฟยหลงพึมพำเบาๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้แท่นหินทีละก้าวโดยมีเซียนจื่อหยางคอยระวังหลังให้อย่างไม่ห่าง
ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขากำลังจะสัมผัสโดนกล่องไม้หยก ลมหนาวสายหนึ่งก็พัดวูบผ่านใบหูอย่างรวดเร็วกว่าสายฟ้าแลบ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นยิ่งกว่าเดิม เสียงหัวเราะแหบพร่าและเย็นเยียบราวนรกภูมิก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว
*“ฮ่าๆๆ... ขอบใจพวกเจ้ามากที่ช่วยทำลายค่ายกลเปิดทางให้ข้าได้สมใจอยาก... เด็กน้อย ส่งกระบี่และสมบัติชิ้นนั้นมา มิฉะนั้นศพของพวกเจ้าจะไม่เหลือแม้แต่กระดูกให้ฝัง!”*
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งโชคชะตานี้ด้วยกันครับ พยัคฆ์ขาวคำรามขอคารวะจากใจจริงครับ
วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด•ตอนที่ 5
ค่ายกลพันจันทรา
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!