ความมืดมิใช่สหายของชาวยุทธ แต่มันคือผืนผ้าใบที่ถูกแต้มด้วยสีเลือดและความเงียบงัน
"ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ด้วยกันนะครับ!"
เสียงลมหายใจของหลี่เฟยหลงผะแผ่วดั่งระลอกคลื่นใต้น้ำ เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนคานไม้เก่าคร่ำคร่าของหอคอยร้างประจำเมืองชายแดน นัยน์ตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บเพ่งมองผ่านรอยแตกของผนังดินปืนที่กะเทาะออก ความหนาวเหน็บยามราตรีแผ่ซ่านเข้ากระดูกดำ แต่จิตใจของเขากลับนิ่งสนิทดั่งผิวน้ำในบึงลึก ปราณกระบี่อัคคีเหมันต์หมุนวนอยู่ในตัน티องครักษ์อย่างเชื่องช้า ทว่าทรงพลังจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่นจางๆ
เบื้องล่าง ห่างออกไปสามสิบก้าว คือค่ายพักแรมของกลุ่ม "มือสังหารโลหิตทมิฬ" ศัตรูคู่อาฆาตที่ตามล่าล้างบางสำนักของเขาเมื่อหลายปีก่อน กองไฟกองใหญ่กำลังมอดดับลงทีละน้อย เหลือเพียงสะเก็ดไฟสีแดงเรื่อที่ปลิวว่อนไปตามสายลมยามวิกาล เงาร่างของพวกมันหกคนกำลังแยกย้ายกันลาดตระเวนอย่างหลวมๆ ความเย่อหยิ่งทำให้พวกมันคิดว่าไม่มีใครกล้าบุกเข้ามาในเขตอิทธิพลของพวกมันในยามวิกาลเช่นนี้
นี่คือช่องโหว่... และความตายมักเริ่มต้นจากความประมาทเสมอ
"พวกมันระวังตัวที่หน้าประตูใหญ่ แต่กลับละเลยหน้าต่างแห่งความตาย"
เสียงกระซิบอันแผ่วเบาดั่งเสียงถอนหายใจดังขึ้นข้างกาย หลี่เฟยหลงไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นเซียนจื่อหยาง นางยืนพิงเสาไม้เงียบเชียงดั่งเงาสะท้อนของจันทรา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางกลมกลืนไปกับความมืดและไอหมอกยามค่ำคืน นัยน์ตาคู่งามไร้ซึ่งความระส่ำระสาย มีเพียงความเย็นชาสง่างามที่ราวกับตัดขาดจากโลกหล้า นางไม่ได้พกพาศาสตราวุธใดยกเว้นกระบี่อ่อนที่พันไว้รอบเอว แต่วรยุทธ์สายธารน้ำแข็งของนางนั้นลึกล้ำจนน่าสะพรึงกลัว
"เจ้าพร้อมนะ" หลี่เฟยหลงกล่าวเสียงทุ้มต่ำ สายตาไม่ละไปจากเป้าหมายเบื้องล่าง
"ข้าพร้อมตั้งแต่อยู่บนเส้นทางนี้แล้ว... เฟยหลง" เซียนจื่อหยางตอบสั้นๆ สุ้มเสียงราบเรียบแต่มั่นคงดั่งหินผา นางขยับกายเล็กน้อย กลิ่นอายความเย็นเยือกแผ่กระจายออกรอบตัวจนหยาดน้ำค้างบนคานไม้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา
วูบ!
ร่างทั้งสองพุ่งทะยานลงจากหอคอยร้างดั่งภูตผี ไร้ซึ่งเสียงแหวกอากาศ ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งการมีตัวตน หลี่เฟยหลงใช้ "วิชาตัวเบาเก้าทิศย่างก้าว" เหยียบย่างบนยอดใบไม้แห้งโดยไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย ปราณกระบี่ในกายถูกกดไว้จนมิดชิดเพื่อรอเวลาปะทุในดาบเดียว
เป้าหมายแรกคือยามเฝ้าค่ายที่ยืนพิงเสากระโจม สัปหงกด้วยความง่วงงุน
หลี่เฟยหลงปรากฏกายเบื้องหน้ามันราวกับภูตพราย มือหนาดั่งกรงเล็บพยัคฆ์เอื้อมไปปิดปากมันไว้แน่นสนิทในคราเดียว นัยน์ตาสดใสของมือสังหารเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก มันพยายามดิ้นรนชักมีดสั้น แต่ช้าไปเสียแล้ว
ฉับ!
คมกระบี่ไร้ลักษณ์กรีดผ่านลำคออย่างรวดเร็วและสะอาดสะอ้าน ไร้ซึ่งเสียงร้อง ไร้ซึ่งหยดเลือดที่กระเซ็นกระสาย เพราะความเย็นยะเยือกของปราณได้แช่แข็งบาดแผลไว้ทันที หลี่เฟยหลงประคองร่างที่ไร้ลมหายใจให้นอนลงบนพื้นหญ้าอย่างนุ่มนวล ราวกับมันเพียงแค่ล้มตัวลงนอนหลับพักผ่อน
ในเวลาเดียวกัน ทางด้านทิศตะวันตกของค่าย พริบตาที่เซียนจื่อหยางก้าวเท้าลงพื้น ลมหนาวสายหนึ่งก็พัดวูบผ่านร่างของมือสังหารสองคนที่กำลังยืนสนทนากันอยู่ ร่างทั้งสองชะงักค้างทันที ดวงตาของพวกมันเบิกกว้างกลายเป็นสีขาวโพลน เกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าเข้มลามเลียจากปลายเท้าขึ้นสู่ศีรษะภายในเวลาไม่ถึงลมหายใจเดียว ร่างกายของพวกมันแข็งค้างกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง ก่อนที่แรงลมเบาๆ จะพัดร่างทั้งสองแตกสลายกลายเป็นผุยผงสีขาวปลิวไปกับสายลม ไร้ซึ่งร่องรอยการต่อสู้ ไร้ซึ่งคาวโลหิต มีเพียงความหนาวเหน็บที่ยังคงตกค้างอยู่ในบรรยากาศ
นี่คือ "วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด" ที่แท้จริง การฆ่าที่ไม่จำเป็นต้องมีเสียงกรีดร้อง การลงมือที่เด็ดขาดและงดงามราวกับงานศิลปะ
หลี่เฟยหลงกวาดสายตามองรอบค่าย เหลืออีกสามคน... และพวกมันกำลังนั่งล้อมวงดื่มสุราอยู่หน้ากองไฟกลางค่าย
กลิ่นสุราฉุนกานและเสียงหัวเราะแหבריมฝีปากดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้พวกมันประมาทถึงขีดสุด หลี่เฟยหลงส่ง1สัญญาณมือให้เซียนจื่อหยางแยกย้ายไปปิดล้อม นางพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะหายวับไปในเงาไม้อย่างไร้ร่องรอย
หลี่เฟยหลงสูดลมหายใจเข้าลึก ปลุกเร้าปราณกระบี่อัคคีเหมันต์ในตันหยงให้ไหลเวียนไปยังปลายนิ้ว เขาก้าวเดินเข้าไปหาพวกมันทีละก้าว ทีละก้าว... เสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนพื้นดินถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะของพวกมันเอง
"เฮ้ย... เจ้าว่าหัวหน้าจะส่งพวกเราไปบุกสำนักกระบี่เมฆาต่อเมื่อไหร่?" หนึ่งในมือสังหารเอ่ยขึ้นพร้อมกระดกไหสุราเข้าปาก
"ฮ่าๆๆ คงอีกไม่นานหรอกน่า แคว้นนี้ไม่มีใครกล้าขัดขวางพวกเราแล้ว..." อีกคนยังไม่ทันพูดจบประโยค
ฉับพลัน อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลดลงจนน่าใจหาย เปลวไฟกองใหญ่ที่กำลังลุกโชนพลันเปลี่ยนเป็นสีฟ้าคราม และดับวูบลงในพริบตา ความมืดสนิทเข้าปกคลุมพื้นที่ทันที
"เกิดอะไรขึ้นวะ!?" หัวหน้ากลุ่มมือสังหารผุดลุกขึ้นยืน มือขวาคว้าด้ามดาบใหญ่ที่ปักอยู่ข้างกายอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณดิบของยอดฝีมือเตือนภัยมันว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามา
"สายเกินไปแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำดั่งพยัคฆ์คำรามดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังมัน หลี่เฟยหลงปรากฏกายขึ้นราวกับภูตมรณะ กระบี่ในฝักถูกชักออกมาเพียงครึ่งนิ้ว ประกายแสงสีขาวเงินวาบขึ้นครั้งหนึ่งดั่งสายฟ้าฟาดในคืนเดือนมืด
ฉ๊วะ!
ลำคอของมือสังหารทั้งสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ หลุดกระเด็นออกจากบ่า เลือดสีแดงฉานพุ่งทะลักออกมาปะทะกับไอความเย็นจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีชาดร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน เสียงร้องโหยหวนยังไม่ทันเปล่งออกมาจากลำคอ ร่างทั้งสองก็ล้มฟุบลงจมกองเลือด
หัวหน้ามือสังหารหน้าถอดสี มันเป็นยอดฝีมือขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นสูง เหตุใดจึงถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ มันคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว สะบัดดาบใหญ่ฟันกวาดไปรอบทิศทาง ปราณดาบสีดำสนิทแผ่พุ่งออกไปทำลายต้นไม้รอบบริเวณจนหักโค่นเป็นแถบๆ
"ไอ้หนูสารเลว ออกมาโว้ย! แน่จริงก็ออกมาสู้กันซึ่งๆ หน้า!"
หลี่เฟยหลงก้าวเดินออกมาจากความมืด แสงจันทร์สาดส่องลงบนใบหน้าที่นิ่งสงบและแววตาที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งของเขา มือขือกุมด้ามกระบี่มั่น บรรยากาศรอบกายกดทับจนหัวหน้ามือสังหารรู้สึกหายใจไม่ออก
"เจ้าตามหาข้าอยู่หรือ..." หลี่เฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"เจ้า... เจ้าคือเด็กเหลือขอจากสำนักที่รอดวันนั้น!" หัวหน้ามือสังหารจำใบหน้านี้ได้ทันที นัยน์ตาของมันฉายแววหวาดกลัวระคนตกตะลึง "เป็นไปไม่ได้! เจ้าเด็กนี่มีวรยุทธ์ก้าวหน้าถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!"
"ความแค้นของคนตาย จำเป็นต้องใช้เลือดของคนเป็นมาสังเวย" หลี่เฟยหลงกล่าวจบ ร่างของเขาก็หายวับไปจากสายตา
ความเร็วนี้เหนือล้ำกว่าขอบเขตที่มันจะรับมือได้ หัวหน้ามือสังหารตื่นตระหนกสุดขีด มันรีบโคจรลมปราณทั่วร่าง สร้างเกราะป้องกันโลหิตขึ้นมาทันที
ทว่า... กระบี่เดียวดายหาได้สนใจเกราะป้องกันใดๆ
แกร็ก!
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด เซียนจื่อหยางยืนอยู่เบื้องหลังหัวหน้ามือสังหารตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ ปลายกระบี่อ่อนของนางจี้อยู่ที่จุดชีพจรสำคัญด้านหลังของมัน ขณะที่กระบี่ในมือของหลี่เฟยหลงจ่ออยู่ที่คอหอยด้านหน้า
การประสานงานอย่างไร้รอยต่อ การปิดตายทุกเส้นทางหนี นี่คือวิถีแห่งความตายที่ไร้เสียงอย่างแท้จริง
"เจ้า... พวกเจ้า..." หัวหน้ามือสังหารกระอึกเลือดออกมาคำโต ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"ก่อนตาย เจ้ามีสิ่งใดจะสั่งเสียหรือไม่" หลี่เฟยหลงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความว่างเปล่าดั่งผู้บรรลุสัจธรรม
มือสังหารหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เลือดไหลทะลักออกจากมุมปาก "ฮ่าๆๆ... พวกเจ้าคิดว่าฆ่าพวกข้าแล้วจะจบงั้นรอด? นายเหนือหัวของข้า... ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทำลายสำนักของเจ้า... เขากำลังรอพวกเจ้าอยู่ที่หุบเขาหมื่นอสูร! และที่นั่น... พวกเจ้าจะพบกับความจริงที่น่าสมเพชยิ่งกว่าความตาย!"
พูดจบ ร่างของหัวหน้ามือสังหารก็กระตุกเกร็ง ดวงตาเบิกโพลงค้าง ก่อนที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะดับวูบลง พร้อมกับที่ร่างทั้งร่างถูกแช่แข็งกลายเป็นน้ำแข็งในพริบตาด้วยพลังของเซียนจื่อหยาง
ความเงียบสงบกลับคืนสู่ค่ายพักแรมอีกครั้ง กลิ่นคาวเลือดจางลงเพราะความหนาวเย็น หลี่เฟยหลงยืนนิ่งงันอยู่เบื้องซากศพ คำพูดสุดท้ายของหัวหน้ามือสังหารยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท *หุบเขาหมื่นอสูร...*
เซียนจื่อหยางเดินเข้ามาใกล้ วางมือเรียวบางลงบนไหล่กว้างของเขา สัมผัสอันเย็นเยือกช่วยดึงสติของเขากลับมา นางมองลึกลงไปในนัยน์ตาของเขาด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าอันเยชา
"เจ้าเชื่อคำพูดมันหรือไม่" นางเอ่ยถามเสียงแผ่ว
หลี่เฟยหลงไม่ตอบทันที เขาสูดลมหายใจเข้าลึก เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรีที่หมู่ดาวเริ่มเลือนหาย ปรากฏเงาเมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมดวงจันทร์ ราวกับฟ้าดินกำลังส่งสัญญาณเตือนถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะมาเยือน
ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะหมุนตัวเพื่อออกเดินทางต่อ สายตากลับเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ร่างของหัวหน้ามือสังหาร—ป้ายคำสั่งทำจากหยกดำสลักลวดลายรูป "พยัคฆ์เหินหาว" ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ประจำตัวของ... สำนักคุณธรรมสูงสุด สำนักใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางยุทธภพและเป็นพันธมิตรกับสำนักของเขาในอดีต!
หัวใจของหลี่เฟยหลงกระตุกวูบ ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นมานานนับปีพังทลายลงในเสี้ยววินาที
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนที่ 23 นี้ด้วยใจระทึกนะครับ!
วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด•ตอนที่ 23
ความตายที่ไร้เสียง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่เดียวดายในสมรภูมิหิมะเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!