ตะหลิวเหล็กกระทบกับกระทะเหล็กหล่อส่งเสียง *เคร้งคร่าง* เป็นจังหวะที่ฟังดูราวกับบทเพลงแห่งการเอาตัวรอด ในห้องครัวคับแคบของบ้านตระกูลจ้าวเวลานี้ ไอร้อนคุกรุ่นและกลิ่นหอมหวลของเครื่องเทศที่ถูกผัดจนน้ำมันแตกมันกำลังแผ่ขยายออกไปจนทะลุผ่านกรอบหน้าต่างไม้เก่าๆ
หลินเฟยเฟยตวัดปลายตามองหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่ยืนเท้าสะเอวอยู่ตรงธรณีประตู จ้าวชุนเหมยส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอด้วยความหมั่นไส้ ดวงตาตี่เล็กกวาดมองวัตถุดิบชั้นดีบนโต๊ะด้วยความริษยา
"นั่นมันเนื้อหมูสามชั้นที่ฉันเก็บไว้ทำบุญบรรพบุรุษนะเฟยเฟย เธอใช้มือเติบเกินไปแล้วกระมัง! ทำตัวราวกับบ้านเรามีเงินทองเหลือเฟือจากฟ้าประทานอย่างนั้นแหละ" จ้าวชุนเหมยเอ่ยเสียงแหลมสูง พยายามเดินเข้ามาใกล้เพื่อจะหยิบชิ้นเนื้อสดๆ ออกจากเขียง แต่กลับต้องชะงักเมื่อปลายมีดทำครัวคมกริบปักลงบนเนื้อไม้ห่างจากนิ้วมือของนางเพียงไม่กี่เซนติเมตร
เฟยเฟยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ นางเพียงแต่ใช้หลังมือปาดเหงื่อที่ผุดพรายตามกรอบหน้าต่าง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่นิ่งสนิทจนอีกฝ่ายต้องกลืนน้ำลายลงคอ
"ถ้าคุณแม่ยังไม่อยากให้นิ้วมือสวยๆ ของตัวเองต้องมีรอยแผลเป็น ก็กรุณาถอยออกไปยืนให้ห่างจากเขตพื้นที่ทำครัวของฉันค่ะ" เฟยเฟยเงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มที่มุมปากไม่ได้ไปถึงดวงตาคู่สวยนั้นเลยแม้แต่น้อย "เนื้อนี่ฉันแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและฝีมือการเย็บผ้าของฉันเอง ไม่ได้เบียดเบียนข้าวสารในยุ้งฉางของตระกูลจ้าวสักจินเดียว ถ้าไม่พอใจ เชิญไปฟ้องลูกชายที่คุณแม่รักนักรักหนาโน่นเถอะค่ะ"
จ้าวชุนเหมยหน้าดำคร่ำเครียด อ้าปากพะงาบๆ จะต่อ and แต่เมื่อหันไปเห็นเงาร่างสูงใหญ่ของบุตรชายที่เพิ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงลานบ้าน นางจึงเปลี่ยนเป็นปั้นหน้าบิดเบี้ยวแล้วทำทีเป็นปาดน้ำตาฟูมฟายทันที
"เหวินหลง ลูกดูเมียของลูกเถอะนะ! นางทั้งก้าวร้าวและไม่เคารพฉันผู้เป็นแม่เลยสักนิด..."
จ้าวเหวินหลงก้าวเข้ามาในห้องครัว กลิ่นหอมเข้มข้นของอาหารมื้อนี้ตีเข้าจมูกของเขาจนความเหนื่อยล้าจากการฝึกทหารตลอดทั้งวันคลายลงไปครึ่งหนึ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองมารดาที่กำลังแสดงละครตบตา ก่อนจะเบนมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าหวานละมุนของภรรยาที่กำลังง่วนอยู่กับการเคี่ยวซอส
เขารู้ดีว่ามารดาของตนมีนิสัยอย่างไร และยิ่งช่วงหลังมานี้ เขายิ่งสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเฟยเฟย—ความเด็ดเดี่ยว แววตาที่ฉลาดลึกซึ้ง และความสามารถในการเอาตัวรอดที่ทำให้เธอดูเปล่งประกายขึ้นอย่างประหลาด
"แม่ครับ ค่ำมืดแล้ว ไปรอที่โต๊ะอาหารเถอะครับ" เหวินหลงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิท ไร้ซึ่งความลังเลในการปกป้องภรรยา "เรื่องวัตถุดิบ เฟยเฟยหามาด้วยความสามารถของเธอเอง ผมอนุญาตแล้ว"
จ้าวชุนเหมยสะดุ้งโหยง ไม่คาดคิดว่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนจะเข้าข้างสะใภ้ที่เขาเคยประกาศกร้าวว่าจะหย่าร้าง นางสะบัดหน้าหนีด้วยความคับแค้นใจแล้วเดินกระแทកเท้าปึงปังออกไปจากห้องครัว
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงน้ำซุปเดือดปุดๆ ในหม้อดินเผา
เฟยเฟยไม่แม้แต่จะชายตามองสามี นางยังคงตั้งอกตั้งใจกับการปรุงรสชาติอาหารในกระทะ มือเรียวเล็กตักเครื่องปรุงจากมิติลับในห้วงความคิดมาเติมลงไปอย่างแม่นยำ กลิ่นหอมของพะโล้ตุ๋นยาจีนผสมผสานกับกลิ่นหอมของเนื้อหมูย่างซีอิ๊วเริ่มลอยฟุ้งกระจายออกไปนอกตัวบ้าน จนเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงต่างพากันสูดจมูกด้วยความอยากอาหาร
เหวินหลงยืนพิงกรอบประตู กอดอกมองแผ่นหลังบอบบางที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหาร แววตาคมปลาบของนายทหารหนุ่มทอประกายความอ่อนโยนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
นี่ไม่ใช่ภาพภรรยาที่เอาแต่ใจตัวเองและร้องไห้งอแงจะกลับบ้านเดิมเหมือนเมื่อก่อน... ผู้หญิงตรงหน้าเขาเวลานี้มีความมั่นใจ มีเสน่ห์ และทำให้อากาศรอบตัวอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
"ต้องการให้ผมช่วยอะไรไหมครับ?" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
เฟยเฟยหยุดมือชั่วครู่ นางเหลือบมองเขาผ่านหางตา รอยยิ้มเย้าหยอกปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด
"ถ้าคุณผู้กองจ้าวอยากช่วยจริงๆ ช่วยออกไปให้พ้นทางแล้วรอรับประทานอย่างสงบเสงี่ยมก็พอค่ะ อย่ามาเกะกะขวางทางแม่ครัวมือทองอย่างฉันเลย"
เหวินหลงมุมปากกระตุกเล็กน้อย ชายหนุ่มไม่โกรธเคือง กลับรู้สึกว่าท่าทีพยศของเธอน่ามองเสียยิ่งกว่ารอยยิ้มจอมปลอมในอดีตเสียอีก เขาก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นกายสะอาดสะอ้านผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษเพศทำให้เฟยเฟยต้องชะงัก
"ปากคอเราะาะห์เก่งขึ้นทุกวันนะครับ... แต่กลิ่นนี่ ชวนให้ท้องร้องเสียจริง" เหวินหลงโน้มใบหน้าลงมาใกล้ซอกคอขาวระหงโดยไม่ทันตั้งตัว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนเฟยเฟยขนลุกซู่ นางรีบหันขวับกลับมาเอาตะหลิวเคาะแขนเขาเบาๆ
"ถอยไปนะ! อย่ามาฉวยโอกาสตอนฉันกำลังถืออาวุธเชียวนะคะ!" เฟยเฟยตาดุใส่ ทว่าพวงแก้มกลับขึ้นสีแดงระเรื่อโดยธรรมชาติ สร้างความเอ็นดูให้ชายหนุ่มจนหัวใจแกร่งกระตุกวูบ
ไม่กี่นาทีต่อมา อาหารสี่จานถูกลำเลียงมาวางไว้บนโต๊ะไม้เก่าๆ กลางบ้าน หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วสีอำพันเงางามละลายในปาก ผัดผักกวางตุ้งกรอบสีเขียวสดใส ซุปไก่ตุ๋นโสมบำรุงกำลัง และข้าวสวยร้อนๆ ที่หอมกรุ่นจนคนทั้งบ้านต้องกลืนน้ำลาย
จ้าวชุนเหมยตักข้าวเข้าปากอย่างเงียบๆ แม้จะอยากติเตียนแค่ไหน แต่รสชาติอาหารที่อร่อยล้ำเกินกว่าฝีมือชาวบ้านทั่วไปทำได้ ก็ทำให้นางต้องยอมหุบปากสนิทและคีบเนื้อเข้าปากคำแล้วคำเล่า
ส่วนเหวินหลง เขาคีบชิ้นหมูสามชั้นที่ตุ๋นจนนุ่มละมุนใส่ลงในถ้วยของเฟยเฟยอย่างเงียบๆ สายตาที่เขามองเธอมันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยคำพูดใดออกมา
เฟยเฟยชะงัก นางเงยหน้าขึ้นมองสบตากับเขา ทว่าก่อนที่ใครจะได้เอ่ยอะไร เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นอย่างรุนแรงขัดจังหวะบรรยากาศอันอบอุ่น
*ปัง! ปัง! ปัง!*
"เปิดประตู! ทางการมาตรวจสอบเรื่องการค้าขายผิดกฎหมายในหมู่บ้าน!"
เสียงตะโกนหור่าเหี้ยมจากด้านนอกทำให้สีหน้าของจ้าวชุนเหมยซีดเผือดลงทันที ขณะที่เหวินหลงขมวดคิ้วมุ่น นัยน์ตาดำสนิทฉายแววอันตรายขึ้นวูบหนึ่ง
เฟยเฟยหลุบตาลงเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มเยือกเย็นออกมาทันทีเมื่อตระหนักได้ว่า ใครเป็นคนส่งข่าวพวกนี้มาในยามวิกาลเช่นนี้!
--------------------------------------------------------------
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับหลินเฟยเฟยในตอนที่เข้มข้นนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
คุณนายยุค 70: หย่าให้ตายแต่ดันติดมิติลับฉบับตัวแม่•ตอนที่ 15
ระยะห่างที่เริ่มลดลง
ผลงานโดย หลินฮวายุคปฏิรูป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลินฮวายุคปฏิรูป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณนายยุค 70: หย่าให้ตายแต่ดันติดมิติลับฉบับตัวแม่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!