กลิ่นคาวสนิมเหล็กตีรวนขึ้นมาจู่โจมประสาทสัมผัส จนมิ่งขวัญต้องกะพริบตาถี่เพื่อขับไล่ภาพความจริงในห้องสี่เหลี่ยมอันทันสมัยให้เลือนหายไป กระบี่เหล็กกล้าในมือของท่านอ๋องจางอี้เหวินยังคงสั่นระริก ปลายคมกริบสะท้อนแสงไฟนีออนสลัวจนเกิดประกายวาบ ทว่าสิ่งกีดขวางเบื้องหน้าหาใช่เพียงภาพหลอนของภูตผีไร้ญาติ หากแต่เป็นมิติเวลาอันบิดเบี้ยวที่กำลังฉีกกระชากสติสัมปชัญญะของคนทั้งคู่ให้ขาดออกจากกัน
รอยยิ้มกว้างจนถึงใบหูของสตรีในชุดอาภรณ์จีนโบราณชุ่มเลือดนางนั้น ขยับย้ายเข้าใกล้ร่างของท่านอ๋องทีละน้อย ถ้วยชาเคลือบกระเบื้องลายครามในมือสั่นไหวระริก น้ำชาสีชาดส่งกลิ่นหอมหวลประหลาด คล้ายกลิ่นอายของดอกเหมยยามเหมันต์ฤดูที่ถูกย้อมด้วยหยาดโลหิตสดๆ
"ถอยไปซะ!" จางอี้เหวินคำรามต่ำในลำคอ ดวงตาคมกราบดุจพญาเหยี่ยวหรี่แคบลงอย่างระแวดระวัง แม้เขาจะเป็นผู้ชายที่เชื่อมั่นในคมกระบี่และอำนาจแห่งกองทัพมากกว่าสิ่งงมงายใดๆ ในใต้หล้า แต่ความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างตรงหน้า กลับทำให้สัญชาตญาณนักรบกรกตเตือนภัยอย่างรุนแรง
ทว่า มิ่งขวัญกลับไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้แม้แต่น้อย ปลายเท้าของเธอราวกับถูกตรึงไว้ด้วยรากไม้โบราณที่มองไม่เห็น ลมหายใจติดขัดเมื่อเงาสีดำทมิฬจากกล่องดนตรีระเบิดตัวออกเป็นกลุ่มควันหนาทึบ โอบล้อมร่างของเธอและท่านอ๋องเอาไว้ในวงโคจรเดียวกัน รอบกายพลันแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดอันเวิ้งว้าง ก่อนที่เสียงกระซิบแหบพร่าหลายร้อยสายจะดังระงมขึ้นข้างใบหู
*“ยินดีต้อนรับกลับสู่ตำหนักหลัง... นายหญิงน้อย”*
สิ้นเสียงนั้น พื้นเบื้องล่างก็ยุบตัวลงทันที!
ความรู้สึกดิ่งวูบราวกับตกลงมาจากหน้าผาสูงชันทำให้มิ่งขวัญต้องหลับตาปี๋ มือเรียวคว้าสะเปะสะปะในอากาศจนกระทั่งปลายนิ้วไปสัมผัสโดนเนื้อผ้าแพรหนาหนักของใครบางคน แรงกระชากอย่างแรงดึงเธอเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายบุรุษและกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ
"เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้าอีก!" เสียงทุ้มต่ำตวาดก้องท่ามกลางเสียงลมหวีดหวิว แม้จะเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด แต่ท่อนแขนแข็งแรงของจางอี้เหวินกลับกระชับเอวบางของเธอไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างของเธอกระแทกกับสิ่งใดในความมืดมิดนี้
เมื่อแรงเหวี่ยงสงบลง มิ่งขวัญค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่ห้องพักอันคุ้นเคยในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอีกต่อไปแล้ว กลิ่นอายของความทันสมัยถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของกำยานไม้กฤษณาและกลิ่นอับชื้นของอิฐเผาโบราณ
แสงสว่างสลัวจากตะเกียงสำริดนับสิบดวงเผยให้เห็นห้องโถงกว้างขวางสไตล์วังหลวงจีนโบราณ เสาไม้สีแดงชาดขนาดใหญ่หลายคนโอบถูกสลักลวดลายมังกรทองทะยานฟ้า พื้นปูด้วยหินหยกขาวเย็นเฉียบสะท้อนเงาร่างของพวกเขาทั้งสองคนไว้อย่างชัดเจน
มิ่งขวัญเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อก้มลงมองสำรวจตนเอง อาภรณ์ทันสมัยถูกเปลี่ยนเป็นชุดนางในฝึกหัดสีเขียวอ่อนปักลายดอกท้อที่ชายกระโปรง เนื้อผ้าหยาบกระด้างเล็กน้อยตามธรรมเนียมของบ่าวไพร่ในวังหลัง เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย น้ำหนักของความฝันหรือนิมิตนี้ช่างสมจริงเสียจนหัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น
"ที่นี่... ที่ไหนกัน" มิ่งขวัญพึมพำกับตัวเอง พลางดันร่างออกจากอ้อมอกของท่านอ๋องที่ตอนนี้กำลังกวาดสายตาคมกริบสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความเยือกเย็นเป็นเลิศ
จางอี้เหวินในยามนี้ไม่ได้สวมชุดสูทสากลอีกต่อไปแล้ว หากแต่สวมอาภรณ์นักรบสีดำสนิทปักดิ้นเงินลายพยัคฆ์ทะยานเมฆ เส้นผมยาวถูกรวบตึงด้วยกาน้ำรัดเกล้าหยกเขียวเข้ม รัศมีความน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนแม้แต่doesอากาศรอบข้างยังดูเบาบางลงไปถนัดตา เขาก้มลงมองชุดในกายของตนเองครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองหญิงสาวที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างกาย
"ชุดนี้... ตำแหน่งนางในฝึกหัดขั้นต่ำสุด?" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างขบขันแกแกมเย้ยหยัน "ดูท่าทางแล้ว แม่นางมิ่งขวัญ ดูเหมือนว่าวิญญาณอาฆาตตนนั้นจะพาเราย้อนกลับมาในจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด... หรืออาจจะเป็นสุสานกาลเวลาที่นางสร้างขึ้นเพื่อล้างแค้น"
"มันไม่ใช่แค่เรื่องล้างแค้นธรรมดาหรอกค่ะ... เอ๊ย! ค่ะ... ไม่ใช่สิ..." มิ่งขวัญเกือบเผลอหลุดปากอุทานตามความคุ้นเคย แต่เมื่อนึกได้ว่าสถานการณ์นี้อันตรายเพียงใด เธอจึงรีบเปลี่ยนสรรพนามและตั้งสติ "ท่านอ๋อง... ดูนั่นสิเพคะ!"
เธอนิ้วชี้ไปยังเบื้องหน้า ซึ่งเป็นประตูบานเฟี้ยมไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรที่ปิดสนิท ทว่ากลับมีเงาร่างของผู้คนนับสิบกำลังเคลื่อนไหวอยู่หลังบานประตูนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารยามพร้อมเสียงเกราะกระทบกันดังขึ้นเป็นจังหวะใกล้เข้ามาทุกที
*เกราะ... เสียงดาบ... และกลิ่นไอการฆ่าฟัน*
ทันใดนั้น ประตูไม้บานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่ามืออันทรงพลัง แสงสว่างจ้าจากภายนอกสาดส่องเข้ามาจนมิ่งขวัญต้องยกมือขึ้นป้องดวงตา บุรุษในชุดเกราะทองคำอร่ามผู้มีใบหน้าคมคายดุจรูปสลัก ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและรอยยิ้มเยาะเย้ย ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขา พร้อมกับทหารองครักษ์นับร้อยที่ชักกระบี่ออกพร้อมเพรียงกันจนเกิดเสียงเสียดสีกันดังสนั่น
"บังอาจนัก! สองชู้สาวชาวบ้านใด บุกรุกเข้ามาในเขตหวงห้ามตำหนักบูรพาในยามวิกาลเช่นนี้ คิดจะมาก่อกบฏหรืออย่างไร!" เสียงประกาศก้องของแม่ทัพผู้มาใหม่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วตำหนัก
จางอี้เหวินแค่นหัวเราะในลำคออย่างไม่เกรงกลัว ร่างสูงใหญ่ก้าวขึ้นมาบังร่างของมิ่งขวัญไว้เบื้องหลังครึ่งก้าว มือหนาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอว แม้ในมิตินี้จะไม่มีกระบี่คู่ใจ แต่จิตวิญญาณนักรบของท่านอ๋องแห่งต้าฉีก็ไม่เคยลดทอนลงแม้แต่น้อย เขาสบตากับแม่ทัพผู้นั้นด้วยแววตาดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ
"ถ้าเจ้าคิดว่านี่คือการบุกรุก..." จางอี้เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นจนคนฟังต้องสันหลังวาบ "งั้นก็ลองเข้ามาดูสว่า ข้า... จางอี้เหวิน ผู้นี้ จะล้างบางพวกสุนัขรับใช้เช่นพวกเจ้าให้สิ้นซากได้อย่างไร"
ทว่า ก่อนที่คมดาบแรกจะเข้าปะทะกัน มิ่งขวัญกลับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างที่ข้อมือของแม่ทัพผู้นั้น สายสิญจน์สีแดงสดที่ถักทอด้วยอักขระโบราณเส้นเดียวกับที่เธอพบในกล่องดนตรี กำลังเปล่งแสงเรืองรองออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว... และที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น คือรอยยิ้มของแม่ทัพผู้นั้น ที่ค่อยๆ ฉีกกว้างขึ้นจนถึงใบหู ราวกับไม่ใช่ร่างของมนุษย์อีกต่อไป
...และในวินาทีที่คมกระบี่ของจางอี้เหวินชักออกจากฝักเพื่อพุ่งเข้าหาศัตรู เสียงกระซิบเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากด้านหลังของมิ่งขวัญโดยตรง
*“ยินดีต้อนรับสู่พิธีบูชา... หวังว่าเจ้าจะเลือกเครื่องเซ่นไหว้ได้ถูกคนนะ... นายหญิงน้อย”*
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านบทนี้ร่วมกันนะครับ
ศาลาริมน้ำโบราณ
เงาเรือนกระจกกลางวังหลวง: บันทึกอาถรรพ์วิญญาณสยบศึก•ตอนที่ 2
มิติคู่ขนานแห่งวังหลวง
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาเรือนกระจกกลางวังหลวง: บันทึกอาถรรพ์วิญญาณสยบศึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
