กลิ่นคาวสนิมเหล็กเจือจางในอากาศยามราตรีที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ แสงจากคบเพลิงนับร้อยสะท้อนกับเกราะเหล็กกล้าของกองกำลังพิทักษ์นครหลวง ส่งประกายระยิบระยับดุจเกล็ดมังกรยามพายุคะคาน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับพันคู่หยุดลงพร้อมเพรียงกันที่หน้าตำหนักบูรพา ราวกับเสียงกรรโชกของคลื่นยักษ์ที่ซัดสาดเข้าสู่ฝั่งผาอันมั่นคง
ไป๋จินเฉิงยืนสงบนิ่งอยู่บนระเบียงชั้นสอง อาภรณ์สีขาวปักลายเมฆาด้วยดิ้นเงินสะท้อนแสงไฟวับแวม นางมิได้ถืออาたとดาบหรือคันธนู สิ่งเดียวที่อยู่ในมือคือพัดกระดาษปีกนกกระเรียนที่หุบสนิท ดวงตาคู่คมกริบดุจห้วงน้ำลึกกวาดมองลงไปยังเบื้องล่าง ที่ซึ่งองค์ชายรองผู้ทะเยอทะยานกำลังยืนยิ้มเยาะด้วยความลำพองใจ โดยมีขุนนางฝ่ายกังฉินนับสิบคนรายล้อมเป็นโล่มนุษย์
"ไป๋จินเฉิง เจ้าจนมุมแล้ว" เสียงหัวسเราะขององค์ชายรองก้องกังวาน ทำลายความเงียบงันของราตรี "หมากกระดานนี้ เจ้าเดินพลาดตานี้ตาเดียว ก็หมายถึงชีวิตของเจ้าและท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียน... ส่งตราประทับกองทัพพยัคฆ์มาเสีย แล้วข้าจะเมตตาประทานความตายที่ไร้ความเจ็บปวดให้แก่พวกเจ้า"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ไม่มีเสียงหวาดกลัว ไม่มีแม้แต่เสียงลมหายใจที่ติดขัดจากสตรีเบื้องบน นางเพียงแต่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำค้างกลางฤดูหนาว
"องค์ชายรองเพคะ..." น้ำเสียงของไป๋จินเฉิงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานกังวาลไปทั่วลานกว้าง "ท่านคิดจริงๆ หรือว่า... หมากกระดานนี้ ข้าเป็นผู้เดินฝ่ายเดียว"
ทันทีที่สิ้นคำพูด ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำสนิทของท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนก็ก้าวออกมาจากเงาไม้มืดเบื้องหลัง ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองผู้บุกรุกราวกับมองฝูงมดปลวก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความเยือกเย็นอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมารอบกาย รัศมีแห่งอำนาจที่สั่งสมมาจากการนองเลือดในสนามรบมานับทศวรรษกดทับจนเหล่าทหารองครักษ์ขององค์ชายรองถึงกับก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
"ท่าน... ท่านอ๋อง?" องค์ชายรองหน้าถอดสี รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่เลือนหายไปในพริบตา "เป็นไปได้อย่างไร เจ้าควรจะถูกพิษสลายกำลังพลอยู่ที่ตำหนักบูรพาแล้วนี่!"
เซียวจิ่งเหยียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอต่ำๆ "พิษรึ? พิษชนิดนั้น เกรงว่าจะใช้ได้ผลกับคนโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้น"
ย้อนกลับไปเมื่อสามั่วยามก่อน ในห้องทรงอักษรที่อบร่ำด้วยกลิ่นกำยาน ไป๋จินเฉิงเป็นผู้สังเกตเห็นความผิดปกติของจอกสุราที่ถูกส่งมานางจึงแกล้งทำเป็นดื่มมันลงไป แต่ด้วยความรู้ด้านเภสัชวิทยาและสมุนไพรโบราณที่นางศึกษามาอย่างแตกฉาน นางได้ใช้ยาถอนพิษเม็ดไข่มุกมังกรที่เตรียมไว้ล่วงหน้าสลายพิษร้ายนั้นได้อย่างแนบเนียน และใช้โอกาสนั้นเอง ในการตลบหลังศัตรูด้วยการส่งข่าวลวงผ่านสายลับสองหน้า ล่อให้กองกำลังกบฏทั้งหมดเคลื่อนพลมารวมกันที่ตำหนักบูรพาแห่งนี้ เพื่อรวบจับทีเดียวมิให้เหลือซาก
"พวกท่านคิดว่า การลอบสังกรราษฎร์และการสะสมกำลังพลนอกราชสำนัก เป็นความลับที่ฟ้าดินล่วงรู้ไม่ได้อย่างนั้นหรือ?" ไป๋จินเฉิงก้าวเดินช้าๆ ลงมาจากบันไดทีละขั้น เสียงรองเท้าผ้าปักกระทบกับพื้นไม้อย่างเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลังชีวิตของพวกมัน
นางสะบัดมือเบื้องขวา พลันมีเงาร่างขององครักษ์เงาหลายสิบนายพุ่งทะยานลงมาจากหลังคา ล้อมรอบกองกำลังกบฏไว้ทั้งหมดในพริบตา พร้อมกันนั้น ราชโองการฉบับจริงประทับตราหยกทองคำก็ถูกชูขึ้นโดยขันทีเอกแห่งท้องพระโรง
"ราชโองการจากองค์ฮ่องเต้!" เสียงแหลมสูงตะโกนก้อง "องค์ชายรองสมคบคิดกับขุนนางกังฉิน คิดก่อการกบฏ ล้มล้างราชบัลลังก์ มีความผิดมหันต์ โทษสถานเดียวคือประหารเจ็ดชั่วโคตร!"
ความโกลาหลบังเกิดทันที ทหารกบฏที่เคยฮึกเหิมต่างพากันโยกกวาดอาวุธทิ้งเมื่อรู้ว่าตนตกเป็นเบี้ยล่างและถูกล้อมไว้หมดแล้ว องค์ชายรองหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัว เขาชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งหมายจะสังหารไป๋จินเฉิงให้ตายตกไปตามกัน
"ระวังเพคะ!" ขุนนางฝ่ายกังฉินบางคนร้องเตือน
ทว่า เร็วยิ่งกว่าความคิด เซียวจิ่งเหยียนหาได้ปล่อยให้ปลายกระบี่นั้นเข้าใกล้สตรีในดวงใจแม้แต่น้อย ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานดุจสายฟ้าฟาด มือหนาคว้าจับข้อมือขององค์ชายรองไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ก่อนจะบิดเพียงนิดเดียว เสียงกระดูกลั่นกรอบก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด กระบี่ในมือร่วงหล่นกระทบพื้นศิลา
"บังAอาจนัก!" เซียวจิ่งเหยียนตวาดก้อง พลังลมปราณอันรุนแรงแผ่ซ่านจนองค์ชายรองกระเด็นไปกระแทกกับเสาหินอย่างแรง กระอักเลือดออกมาคำโต
ไป๋จินเฉิงเดินเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างท่านอ๋อง นางมองดูภาพความพ่ายแพ้อย่างราบคาบเบื้องหน้าด้วยสายตาที่สงบนิ่ง ไร้ซึ่งความสมเพชเวทนา มีเพียงความเด็ดเดี่ยวของนักวางแผนผู้มองการณ์ไกล หมากตานี้ นางมิได้เพียงแค่ชนะ แต่เป็นการถอนรากถอนโคนเสี้ยนหนามของแผ่นดินอย่างแท้จริง
ทว่า... ในขณะที่ความเงียบสงบกำลังกลับคืนสู่ตำหนักบูรพา และเหล่าทหารกำลังควบคุมตัวนักโทษกังฉินทั้งหมดออกไป ขันทีชราผู้หนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบซีดเผือด ยื่นกล่องไม้ประทับตราลับสีแดงชาดถวายแก่ท่านอ๋อง
เซียวจิ่งเหยียนรับกล่องไม้นั้นมาเปิดออก ขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่เห็นม้วนกระดาษด้านใน เมื่อคลี่ออกอ่าน ดวงตาที่เคยเยือกเย็นดุจหินผากลับไหววูบเป็นครั้งแรก
ไป๋จินเฉิงสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "มีเรื่องอันใดหรือเพคะ?"
ท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนเงยหน้าขึ้นสบตานาง แววตาเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง ก่อนจะยื่นม้วนกระดาษนั้นให้นางอ่าน
ข้อความในราชโองการลับฉบับนั้น หาใช่มาจากฮ่องเต้ผู้ประชวร หากแต่เป็นลายพระhastของไทเฮาผู้ล่วงลับที่ถูกซ่อนไว้ในสุสานหลวง และเนื้อความด้านใน กลับพลิกกระดานประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่พวกเขาเพิ่งต่อสู้มา...
*ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตายของอดีตฮ่องเต้ และผู้ที่ถือครองตราประทับที่แท้จริงหาใช่ใครอื่น...*
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 31
เดิมพันด้วยลมหายใจ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!