เหล็กกล้าเมื่อผ่านการถลุงในเตาเพลิงอันร้อนระอุ ย่อมเผยให้เห็นเนื้อแท้ที่แกร่งกล้า ราชสำนักต้าเซี่ยในยามนี้ก็มิได้ต่างอันใดกับเหล็กกล้าชิ้นนั้น เลือดเนื้อของขุนนางกังฉินที่ถูกชำระล้างไหลนองท้องพระโรง แผ่นศิลาสีขาวนวลสะท้อนเงาโลหิตสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นธูปหอมหมื่นลี้ที่ถูกจุดขึ้นเพื่อกลบกลิ่นอายแห่งความตาย ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจแรง เสียงก้าวเดินของรองเท้าบูทหนังปักลายมังกรกระทบกับพื้นหินอ่อนดัง *กัป... กัป...* เป็นจังหวะที่มั่นคงและทรงพลัง ดึงสติของทุกคนให้กลับมาสู่ความเป็นจริง
"ใต้เท้าหลี่... ท่านยังมีสิ่งใดจะแก้ตัวต่อหน้าพระพักตร์อีกหรือไม่?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็นดุจสายน้ำจากยอดเขาหิมะเอ่ยขึ้น อ๋องเซียวจิ่งเหยียนประทับยืนสง่างามอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์มังกร ฉลองพระองค์ชุดคลุมสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เงินสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิง พระเนตรคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองขุนนางเฒ่าผู้ทรยศที่คุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องล่าง แผ่นหลังที่เคยผึ่งผายของอดีตราชaseนาบดีคลังบัดนี้โค้งงอจนแทบติดพื้น รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ของท่านอ๋อง ช่างเป็นภาพที่น่าสมเพชเสียจริงสำหรับผู้ที่เคยคิดจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
หลี่เหวินเจี้ยนโขกศีรษะลงกับพื้นจนเกิดเสียงดังทึบ ร่างกายสั่นเทาน้ำตานองหน้า "ท่านอ๋องโปรดไว้ชีวิต! กระหม่อมถูก... ถูกหลอกใช้ บัญชีลับเหล่านั้นล้วนเป็นฝีมือของตระกูลอู่! กระหม่อมเป็นเพียงเบี้ยล่าง..."
"เบี้ยล่างอย่างนั้นหรือ?"
เสียงใสราวกับกระดิ่งเงินท่ามกลางสายลมหนาวแทรกขึ้น ไป๋จินเฉิงก้าวออกมาจากแถวขุนนาง นางสวมชุดคลุมสตรีชั้นสูงสีครามเข้มปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงิน ท่าทางสง่างามเยือกเย็น ใบหน้างามล้ำเลิศไร้รอยยิ้ม แววตาคู่คมกวาดมองบัญชีลับในมือที่เปิดกางออก นางพลิกกระดาษแผ่นบางเบาในมืออย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังพลิกหน้าประวัติศาสตร์ที่กำลังจะเน่าเฟะลงหลุม
"ใต้เท้าหลี่ ในบัญชีลับเล่มนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า ท่านยักยอกเสบียงคลังหลวงถึงสามแสนตำลึงทองในช่วงภัยแล้งปีที่สี่แห่งรัชศก ตั๋วแลกเงินเหล่านี้ถูกส่งตรงไปยังตระกูลซูที่ชายแดนเหนือเพื่อซื้ออาวุธเถื่อน ท่านยังกล้ากล่าวอ้างว่าเป็นเบี้ยล่างอยู่อีกหรือ? หรือต้องให้ข้าอ่านรายชื่ออนุภรรยาและบุตรชายที่ท่านส่งไปซ่อนตัวที่เมืองกวางโจวด้วย ท่านจึงจะยอมหุบปากเน่าๆ ของท่านลง?"
จดหมายและหลักฐานนับสิบฉบับถูกโยนลงตรงหน้าขุนนางเฒ่าราวกับสายฝนแห่งความพินาศ หลี่เหวินเจี้ยนเบิกตากว้างด้วยความสิ้นหวัง หลักฐานทุกชิ้นไร้ช่องโหว่ มัดแน่นจนดิ้นไม่หลุด
เซียวจิ่งเหยียนปรายพระเนตรมองยอดกุนซือข้างกายแวบหนึ่ง แววตาเยือกเย็นที่เคยใช้พิฆาตศัตรูพลันอ่อนแสงลงชั่วขณะ เคมีอันทรงพลังระหว่างคนทั้งสองสะท้อนชัดเจนในความเงียบงัน ความสัมพันธ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านคมดาบและยาพิษมาด้วยกัน ทำให้พวกเขามีความเข้าใจกันเพียงแค่ปลายสายตา ไม่ต้องเอื้อMคำใดให้มากความ นางคือมันสมองที่เฉียบคมดุจเพชรตัดเพชร และเขาคือคมดาบที่พร้อมจะปกป้องนางจากทุกหย่อมหญ้าในใต้หล้า
"องครักษ์เสื้อแพร!" เซียวจิ่งเหยียนสะบัดพระหัตถ์อย่างเด็ดขาด "นำตัวหลี่เหวินเจี้ยนและพวกพ้องไปประหารชีวิต ณ ประตูผาชัน ประจานให้ทั่วทั้งเมืองหลวงได้ประจักษ์ว่า จุดจบของผู้ทรยศแผ่นดินเป็นเช่นไร!"
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงขานรับกึกก้องดุจฟ้าผ่า ร่างของหลี่เหวินเจี้ยนถูกลากถูไปกับพื้น ทิ้งรอยเลือดเป็นทางยาว ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ค่อยๆ เงียบหายไปตามระยะทาง ขุนนางที่เหลือต่างพากันหมอบกราบตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาผู้สำเร็จราชการหนุ่มและสตรีผู้กุมชะตากรรมของราชสำนักในยามนี้
การกวาดล้างครั้งใหญ่กินเวลาล่วงเลยจนเข้ายามจื่อ (23.00 - 00.59 น.)
ภายในตำหนักบูรพาอันเงียบสงบ แสงตะเกียงน้ำมันหอมระเหยทอประกายสีส้มอ่อนสาดส่องกระทบม่านไหมสีทอง ไป๋จินเฉิงยืนพิงขอบหน้าต่างไม้แกะสลัก ทอดสายตามองดวงจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้ายามราตรี ความเหนื่อยล้าจากการเดินหมากกระดานใหญ่เริ่มกัดกินเรียวแรง แต่จิตใจกลับโล่งโปร่งราวกับภูเขาที่ถูกยกออกจากอก
สัมผัสอบอุ่นจากอ้อมกอดคุ้นเคยโอบล้อมจากด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นอายบุรุษอันเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นเคย เซียวจิ่งเหยียนซบพระพักตร์ลงกับลาดไหล่บอบบางของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหง
"เจ้าเหนื่อยแล้ว..." กระแสเสียงทุ้มนุ่มเอמהแผ่วเบา ข้างหู ต่างจากยามออกคำสั่งในท้องพระโรงลิบลับ
"หม่อมฉันไม่เหนื่อยเพคะ... เพียงแต่รู้สึกว่า สงครามในครานี้ ช่างยาวนานเสียเหลือเกิน" ไป๋จินเฉิงพิงกายเข้าหาความอบอุ่นนั้นอย่างยอมจำนน มือเรียวยาวถูกกุมไว้ด้วยมือหนาที่ผ่านการจับดาบมาโชกโชน
"แต่บัดนี้... ไม่มีผู้ใดกล้าทำอันตรายเจ้าได้อีกแล้ว จินเฉิง" อ๋องหนุ่มกระซิบแนบชิดใบหู น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นคงและคำปฏิญาณที่สลักลึกดั่งหินผา "บัลลังก์นี้ แผ่นดินนี้ และชีวิตของเปิ่นหวาง ล้วนเป็นของเจ้าแต่วันวานจนนิรันดร์"
ท่ามกลางบรรยากาศอันลึกซึ้งและเปี่ยมด้วยความหมาย ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบราวกับเหยียบย่างอยู่บนเปลวไฟก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก
ขันทีคนสนิทพุ่งพรวดเข้ามาคุกเข่าด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ ชูราชโองการลับฉบับหนึ่งขึ้นเหนือศีรษะด้วยสองมือที่สั่นระริก
"ท... ท่านอ๋อง! พระชายา! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ราชโองการลับจากแดนเหนือ... ด่านกวนหลิงถูกกองทัพปริศนาของแคว้นหลี่ตีแตกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และคนที่นำทัพบุกเข้ามาในยามนี้ คือองค์ชายแปดผู้ที่ควรจะสิ้นพระชนม์ไปแล้วเมื่อสามปีก่อน!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 32
กวาดล้างกบฏสิ้นแผ่นดิน
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!