เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 33

บัลลังก์ใหม่และความสงบสุข

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
เสียงสะท้อนก้องกังวานของหยกแผ่นยาวบนหมวกมงกุฎสิบสองแถว กระทบกันเป็นจังหวะหนักแน่น ท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้าของท้องพระโรงใหญ่ กลิ่นกำยานชั้นดีอบอวลผสมผสานกับคาวเลือดจางๆ ที่ยังคงตกค้างอยู่ในความทรงจำของผู้คน ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแผ่นดินกำลังถูกร้อยเรียงขึ้นด้วยปลายปากกาแห่งเลือดและหยาดน้ำตา เซียวจิ่งเหยียนยืนสงบนิ่งดั่งภูผาหินในชุดฉลององค์สีดำปักดิ้นทองลายมังกรห้ากรงเล็บ รัศมีความเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมารอบกายจนขุนนางน้อยใหญ่ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าหาญพอจะสบตากับแม่ทัพผู้กุมอำนาจทหารทั่วทั้งแผ่นดินผู้นี้ แม้กระทั่งองค์ชายรองผู้เคยผยองพاولในอดีต บัดนี้ยังต้องคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องล่าง รอคอยคำพิพากษาที่จะพลิกผันชะตาชีวิต "ราชโองการสวรรค์..." ขันทีเฒ่าผู้ถวายงานมาสามแผ่นดินเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ หยิบม้วนกระดาษสีเหลืองทองอร่ามขึ้นคลี่ออก สายตาทุกคู่ในท้องพระโรงต่างจับจ้องไปยังจุดเดียวกัน ไป๋จินเฉิงยืนอยู่เบื้องหลังม่านโปร่งสีมรกต ร่างระหงในอาภรณ์สีครามเข้มปักลายเมฆาและพัดจีบเล่มเล็กในมือขยับไหวอย่างเชื่องช้า ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองความอลหม่านเบื้องล่างด้วยความรู้สึกสมเพชเวทนา เกมการเมืองที่เดิมพันด้วยชีวิตและแผ่นดินใกล้จะปิดฉากลงแล้ว ทว่าความเหนื่อยล้ากลับกัดกินหัวใจนางลึกยิ่งกว่าสิ่งใด "ด้วยฟ้าดินเป็นพยาน... บัดนี้ราชบัลลังก์ว่างเว้นผู้นำ องค์ชายใหญ่ผู้เปี่ยมด้วยความกตัญญูและคุณธรรม สมควรแก่การรับมอบภาระอันยิ่งใหญ่... ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ นามรัชกาล 'หย่งอัน'!" เสียงประกาศก้องกังวานสิ้นสุดลง พร้อมกับเสียงคุกเข่าคำนับ "ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆ ปี" ดังระงมดั่งคลื่นซัดสาด ทว่าในสายตาของไป๋จินเฉิง ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่กำลังสวมมงกุฎด้วยมืออันสั่นเทานั้น เป็นเพียงหุ่นเชิดตัวใหม่บนกระดานหมากรุกที่นางและเซียวจิ่งเหยียนร่วมกันวางหมากเอาไว้เท่านั้น งานเลี้ยงฉลองการขึ้นครองราชย์และการปูนบำเหน็จความชอบถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในตำหนักโอบจันทร์ แสงเทียนสว่างไสวสะท้อนกับเครื่องทองอร่าม ขุนนางและแม่ทัพนายกองต่างผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาคารวะท่านอ๋องและกุนซือหญิงผู้สร้างวีรกรรมพลิกแผ่นดิน เซียวจิ่งเหยียนนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม สายตาคมกริบทอดมองไปยังสตรีผู้เลอโฉมที่กำลังยืนรับคำสรรเสริญอยู่ไม่ไกล "เหนื่อยแล้วกระมัง" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา เมื่อร่างบางเดินกลับมาทรุดกายลงนั่งข้างกายเขา ไป๋จินเฉิงเหลือบมองบุรุษผู้เป็นสามีในนามและในใจ นางรินสุราลงในจอกหยกขาวด้วยมือเรียวบาง ก่อนจะส่งยิ้มบางเบาที่ซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ภายใต้ความสมบูรณ์แบบ "เทียบกับความเหนื่อยยากในการชิงบัลลังก์แล้ว การยืนรับคำเสแสร้งเหล่านี้สบายกว่ามากเพคะ ท่านอ๋อง" เซียวจิ่งเหยียนยื่นมือหนาไปกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของนาง "เจ้าทำเพื่อเป้าหมายของเจ้าสำเร็จแล้ว จินเฉิง แผ่นดินสงบสุขตามที่เจ้าปรารถนา ทุกอย่างจบลงแล้ว..." "ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้นต่างหากเพคะ..." ไป๋จินเฉิงกระซิบตอบ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อมองเห็นเงาร่างคุ้นตาของขันทีคนสนิทของฮ่องเต้พระองค์ใหม่กำลังเดินตรงเข้ามา พร้อมกับถาดไม้รองจอกสุราทองคำที่ถูกคลุมด้วยผ้าแพรสีแดง ขันทีผู้นั้นคุกเข่าลงเบื้องหน้าโต๊ะเสวย โค้งคำนับด้วยความนอบน้อมเกินเหตุ "ทูลท่านอ๋อง ทูลกุนซือไป๋... ฝ่าพระบาททรงระลึกถึงคุณความดีอันใหญ่หลวงของท่านทั้งสอง จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้เชิญ 'สุรามงคลกระชับมิตร' จอกนี้ เพื่อเป็นสักขีพยานในความสงบสุขของแผ่นดินพ่ะย่ะค่ะ" บรรยากาศรอบโต๊ะเสวยพลันเย็นเยียบลงในพริบตา ขันทีเฒ่าผู้นั้นก้มหน้าต่ำจนคางชิดอก ซ่อนรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปากอย่างแนบเนียน เซียวจิ่งเหยียนแค่นEยิ้มเย็นชาในลำคอ มือข้างหนึ่งยังคงกุมมือของไป๋จินเฉิงไว้มั่น ราวกับต้องการถ่ายทอดความมั่นคงทั้งหมดที่มีให้แก่ing นัยน์ตาคู่นคมองจอกสุราในถาดด้วยความรู้สึกรู้ทันเกม ไป๋จินเฉิงยกพัดในมือขึ้นเคาะคางเบาๆ อย่างใช้ความคิด รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่ริมฝีปากบาง "ฮ่องเต้เพิ่งจะสวมหมวกมงกุฎได้ไม่ถึงชั่วยาม แต่กลับทรงร้อนพระทัยอยากมอบ 'ความสงบสุข' ให้แก่พวกเราถาวรเสียแล้วกระมัง..." นางค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบจอกสุราทองคำนั้นขึ้นมาด้วยท่าทางสง่างาม กลิ่นอายของความตายคละคลุ้งปะปนมากับกลิ่นหอมหวานของสุราหมักชั้นดี เป็นกลิ่นของ "ดอกบัวอัคนี" พิษร้ายแรงที่ไร้รสไร้กลิ่น ซึ่งนำเข้าจากดินแดนทางใต้ที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี เซียวจิ่งเหยียนไม่ได้ห้ามปราม เขากลับเป็นฝ่ายยื่นมือไปประคองข้อมือนางไว้ ปลายนิ้วแข็งแกร่งสัมผัสผิวเนียนนุ่มเพื่อส่งสัญญาณบางอย่างที่รู้กันเพียงสองคน ไป๋จินเฉิงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไพเราะดั่งเสียงระฆังแก้วแต่กลับสร้างความหวาดผัดให้กับขันทีผู้นั้นจนตัวสั่นเทิ้ม นางยกจอกสุราขึ้นจ่อริมฝีปาก ก่อนจะหยุดชะงักเพียงเสี้ยววินาที แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของคนส่งสารสะดุดกึ้ง "ทูลกลับฝ่าพระบาทด้วยว่า... สุราจอกนี้รสชาติดียิ่งนัก แต่เกรงว่า... คนที่จะไม่ได้เห็นตะวันรุ่งในวันพรุ่งนี้ คงจะไม่ใช่พวกเรา" สิ้นคำพูดนั้น ไป๋จินเฉิงก็เทสุราครึ่งหนึ่งลงบนพื้นหินอ่อนทันที! คราบสุราที่สัมผัสกับพื้นผิวหินส่งเสียงฟู่เบาๆ พร้อมกับกลุ่มควันสีดำสนิทที่พวยพุ่งขึ้นมา กลิ่นฉุนของกรดพิษแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ ขันทีผู้นั้นหน้าถอดสี ล้มลุกคลุกคลานถอยหลังด้วยความตกใจกลัวสุดขีด ทว่า ก่อนที่ขันทีผู้น้ำสารจะทันได้เปล่งเสียงร้องขอชีวิต ประตูบานใหญ่ของตำหนักโอบจันทร์ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยฝ่าเท้าของใครบางคน เงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเงินยวดยวงก้าวเข้ามาพร้อมกับกระบี่เปื้อนเลือดในมือ แสงไฟจากคบเพลิงส่องกระทบใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเยдяือกเย็น และดวงตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันคุ้นเคย "ฝ่าพระบาทไม่ได้ส่งแค่สุรามาหรอกนะ... แต่พระองค์ทรงส่ง 'ทหารองครักษ์เสื้อแพร' มาล้อมตำหนักนี้ไว้หมดแล้วต่างหาก" เสียงทุ้มต่ำของแม่ทัพหนุ่มตระกูลหลี่ผู้เป็นสหายสนิทของเซียวจิ่งเหยียนเอ่ยขึ้น พร้อมกับโยนหัวมนุษย์ชุ่มเลือดลงกลางโต๊ะเสวย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วงานเลี้ยงอันหรูหรา --- ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%