เหล็กกล้าคมกริบย่อมอาบแสงจันทร์ยามวิกาลให้สะท้อนประกายวาวโรจน์ดุจเขี้ยวเล็บแห่งพญามัจจุราช ทว่าในยามนี้คมดาบที่จ่อแนบสนิทอยู่บนลำคอระหงของบุรุษผู้กุมชะตากรรมทั้งแผ่นดิน กลับมิได้สะท้อนเพียงแสงจันทร์ หากแต่สั่นไหวตามแรงกระพือของลมหายใจหอบกระชั้นของผู้ถือครอง
"ถอยไป! ทุกคนถอยไปให้หมด มิฉะนั้นหัวของท่านอ๋องจะหลุดจากบ่าภายในลมหายใจหน้านี้!"
เสียงตะโกนแหบพร่าด้วยความหวาดระแวงดังสะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรงใหญ่ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอายดินปืนและควันไฟจากการสู้รบยืดเยื้อตลอดราตรี อ๋องเซียวจิ่งเหยียนประทับยืนนิ่งสนิทดุจรูปสลักหินผา แม้ปลายดาบคมกริบจะจ่ออยู่ตรงชีพจรเต้นระรึกที่ลำคอหนา แต่นัยน์เนตรสีนิลคู่นั้นกลับมิได้ปรากฏร่องรอยของความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี และประกายอำมหิตที่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันล้ำลึก
ไป๋จินเฉิงก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัวของเสาศิลาเบื้องหลัง นางอยู่ในชุดคลุมยาวปักลายเมฆาด้วยด้ายสีเงินที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าควันและรอยเลือดกระเซ็น ใบหน้างดงามที่มักเรียบเฉยราวน้ำค้างแข็ง บัดนี้กลับตึงเครียดขึ้นทีละน้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยมันสมองที่หมุนวนคำนวณหมากทุกกระดานในเสี้ยววินาที
หมากตานี้... ฝ่ายกบฏใช้พระองค์เป็นเดิมพันเพื่อซื้อเส้นทางหนี
"ใต้เท้าหลี่ ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนักที่กล้าเอาคอของตนเองมาแขวนไว้บนเส้นด้ายเช่นนี้" สุ้มเสียงหวานกังวานเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัด นางมิได้เร่งร้อน ทว่าทุกถ้อยคำกลับทรงพลังกดดันจนแม่ทัพกบฏผู้ถือดาบถึงกับมือสั่นเทา
"หุบปาก! เจ้ากุนซือหญิงสารเลว! หากไม่มีเจ้าคอยชี้แนะกลยุทธ์ให้มัน แผ่นดินนี้คงตกเป็นของพวกเราไปนานแล้ว!" หลี่อี้หานคำรามลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้นชิงชัง เหงื่อกาฬไหลโทรมกรอบหน้า เม็ดใหญ่ร่วงหล่นกระทบพื้นศิลาเสียงดังชัดเจน "วางอาวุธลงแล้วเปิดทางให้ข้าออกไปเสีย มิฉะนั้น... ข้าจะกรีดคอท่านอ๋องให้เลือดสาดกระจายคาพระบาทพวกเจ้า!"
เซียวจิ่งเหยียนเหลือบสายตากลับมาเล็กน้อย ปลายหางตาคมกริบทอดมองสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหน้า ห้วงคำนึงของบุรุษผู้ไร้ใจมาตลอดชีวิตกลับระลึกถึงเพียงความห่วง
*‘นางจะแก้เกมนี้อย่างไร...’* นี่คือคำถามที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งงันของท่านอ๋อง
ไป๋จินเฉิงมิได้สะท้านสะเทือน นางก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวราดรดด้วยความกดดันอันหนักอึ้ง จนหลี่อี้หานต้องร้องตวาดลั่นด้วยความตื่นตระหนก "หยุดอยู่ตรงนั้น! อย่าเข้ามานะ มิฉะนั้นข้าจะลงมือจริงๆ ด้วย!"
"ท่านคิดจะลงมือหรือ?" ไป๋จินเฉิงแย้มยิ้ม มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่งดงามทว่าเย็นเยียบถึงขั้วหัวใจ "ท่านหลี่ ท่านเป็นถึงแม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชน ไฉนจึงปัญญาอ่อนถึงเพียงนี้ คิดจริงๆ หรือว่าการสังหารท่านอ๋องในยามนี้ จะทำให้ท่านรอดพ้นจากเงื้อมมือของกองทัพพิทักษ์ราชบัลลังก์ไปได้?"
"ข้า... ข้าแค่ต้องการตัวประกันเพื่อต่อรองเส้นทางถอยทัพ!"
"เส้นทางถอยทัพหรือ?" จังหวะก้าวของนางหยุดลง ห่างจากปลายดาบเพียงสามก้าว ดวงตาดั่งหงส์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของอีกฝ่าย "จวนสกุลไป๋และค่ายกลของข้าปิดล้อมเส้นทางหลบหนีทั้งแปดทิศไว้หมดสิ้นแล้ว ต่อให้ท่านมีปีกบินก็มิอาจเล็ดลอดออกไปได้ การมีท่านอ๋องอยู่ในมือ... ก็เป็นเพียงการแบกภูเขาไว้บนบ่ารอวันถูกทับตายเท่านั้น"
หลี่อี้หานกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ลมหายใจเริ่มติดขัด แรงกดดันจากทั้งบรรยากาศรอบตัวและคำพูดเชือดเฉือนของยอดกุนซือหญิงกัดกินความมั่นใจของมันทีละน้อย
ทว่า ในวินาทีที่ทุกคนคิดว่าสถานการณ์กำลังอยู่ในกำมือของฝ่ายราชสำนัก สายตาของเซียวจิ่งเหยียนก็พลันไหววับ
*‘นางกำลังหลอกล่อให้มันเผลอ... เพื่อเปิดช่องว่าง!’*
ดั่งใจคิด ในเสี้ยวลมหายใจที่หลี่อี้หานเบนสายตาไปมองไป๋จินเฉิงด้วยความลังเล อ๋องเซียวจิ่งเหยียนผู้เยือกเย็นดุจหินผาก็เคลื่อนไหว!
รวดเร็ว ปราศจากเสียง และเด็ดเดี่ยวราวสายฟ้าฟาด!
มือหนาที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกว้างคว้าหมับเข้าที่คมดาบด้วยมือเปล่า เลือดสีแดงฉานไหลทะลักอาบฝ่ามือหนา ทว่าท่านอ๋องกลับไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว แรงมหาศาลจากการฝึกยุทธขั้นสูงกดทับข้อมือของหลี่อี้หานจนกระดูกลั่นกรอบด้วยความเจ็บปวด
"อ๊ากกก!" เสียงร้องโหยหวนดังลั่น ทว่ายังไม่ทันที่หลี่อี้หานจะตวัดดาบสวนกลับ ส้นเท้าของเซียวจิ่งเหยียนก็ซัดเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ ร่างของแม่ทัพกบฏปลิวลิ่วกระแทกเสาศิลาเบื้องหลังกระอักเลือดคำโตออกมาทันที ดาบในมือร่วงหล่นกระทบพื้นเสียงดังสนั่น
ความเงียบสงบชั่วขณะเข้าปกคลุมท้องพระโรงอีกครั้ง ก่อนที่กองทหารพิทักษ์ราชบัลลังก์จะกรูเข้ามาควบคุมตัวกบฏที่เหลือทั้งหมดลงอย่างรวดเร็ว
ไป๋จินเฉิงรีบสาวเท้ายาวเข้าไปหาบุรุษผู้ยืนสง่านิ่ง ทว่าฝ่ามือข้างขวากลับชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสีสดที่หยดติ๋งลงสู่พื้นศิลา นางกวาดสายงามมองบาดแผลลึกที่ฝ่ามือของเขา แววตาที่มักแข็งกร้าวและเยือกเย็นมาตลอด บัดนี้กลับสั่นระริกด้วยความรู้สึกบางอย่างที่นางพยายามกดเก็บไว้มาเนิ่นนาน
"ท่านอ๋อง... ท่านบ้าไปแล้วหรือไร เหตุใดจึงใช้มือเปล่ารับคมดาบ!" สุ้มเสียงที่เคยราบเรียบเจือไปด้วยความร้อนรนอย่างปิดไม่มิด
เซียวจิ่งเหยียนหันมามองนาง นัยน์เนตรสีนิลอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัดริมฝีปากหยักแย้มยิ้มบางเบา ราวกับบาดแผลเหวอะหวะที่ฝ่ามือมิใช่เรื่องใหญ่โตอันใด
"หากข้าไม่ทำเช่นนั้น..." น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยแผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในหัวใจของนาง "แล้วเจ้าจะกล้าแสดงความห่วงใยออกมาให้ข้าเห็นเช่นนี้หรือ... จินเฉิง"
นางชะงักงัน เม้มริมฝีปากแน่นอย่างไม่รู้จะเอ่ยวาจาใดตอบโต้ ขณะที่นางกำลังจะหยิบผ้าแพรออกจากอกเสื้อเพื่อพันแผลให้เขา ทันใดนั้น ขันทีเฒ่าคนสนิทของฮ่องเต้ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความเร่งรีบ เนื้อตัวสั่นเทา ถือม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามที่ประทับตราหยกแท้เข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้า
"ท่านอ๋อง! กุนซือไป๋! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวจิ่งเหยียนขมวดคิ้วรับม้วนพระราชโองการมาคลี่ออกอ่าน สายตาคมกวาดมองตัวอักษรบนกระดาษเพียงไม่กี่บรรทัด ทว่าสีพระพักตร์ที่เคยเยือกเย็นมาตลอด กลับเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดดิ่งลึกราวกับมหาสมุทรไร้ก้นบึ้งในพริบตา
ไป๋จินเฉิงสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงระแวง "มีสิ่งใดในพระราชโองการพ่ะย่ะค่ะ?"
เซียวจิ่งเหยียนค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้น ทอดพระเนตรมองนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนยากหยั่งถึง ก่อนจะเอ่ยชื่อบุคคลที่ไม่ควรจะปรากฏตัวขึ้นในเมืองหลวงเวลานี้ออกมาเบาๆ
"เสด็จอา... เสด็จกลับมาจากชายแดนตอนเหนือแล้ว... พร้อมกับกองทัพพยัคฆ์ทมิฬสามแสนนาย และราชโองการปลดบัลลังก์ฉบับใหม่"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 30
ดาบที่จ่อตรงหัวใจ
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!