คมดาบเบื้องหน้ามิได้น่าหวาดหวั่นเท่าประกายตาของความตายที่ทาบทับอยู่บนแผ่นฟ้าสีชาด ยามนี้กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นดินปืนและควันไฟจากค่ายกลค่ายทหารที่ถูกเผาทำลาย ปลายศัสตราวุธนับพันชี้ตรงมายังใจกลางวงล้อม ทว่าบุรุษผู้ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าสุดกลับมิได้สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย เกราะเหล็กนิลกาฬชุ่มโชกด้วยเลือดของศัตรูจนกลายเป็นสีดำสนิท แววตาของท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี ทว่าเบื้องหลังความนิ่งงันนั้น กลับแผ่รังสีสังหารที่พร้อมจะฉีกกระชากผู้ใดก็ตามที่บังอาจก้าวล้ำเข้ามา
"ท่านอ๋อง... ถอยไปเถอะพ่ะย่ะค่ะ เบื้องหน้านั้นคือค่ายกลมรณะแปดทิศ ฝ่ายกบฏระดมพลนับหมื่นตรึงกำลังไว้แน่นหนา การฝ่าออกไปในสภาพที่กำลังพลเราเหลือน้อยเช่นนี้ เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งชัดๆ!" นายกองผู้ภักดีเอ่ยทูลด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ บาดแผลฉกรรจ์ที่ต้นแขนยังคงมีเลือดไหลซึมผ่านผ้าพันแผล
เซียวจิ่งเหยียนไม่แม้แต่จะชายตามองผู้พูด สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีจับจ้องไปยังธงนำทัพของฝ่ายตรงข้ามที่โบกสะบัดอยู่บนเนินสูง ที่นั่น... คือจุดที่ไป๋จินเฉิงถูกควบคุมตัวไว้ ยอดกุนซือหญิงผู้เป็นดั่งดวงใจของเขา แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ เขารู้ดีว่านางมิได้รอคอยความช่วยเหลือด้วยความตื่นกลัว ทว่านางคงกำลังคำนวณหมากตานี้ร่วมกับเขาอยู่เป็นแน่
"ถอยหรือ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น แฝงไปด้วยอำนาจที่กดดันให้รอบกายตกอยู่ในความเงียบงัน "สำหรับเราแล้ว 'พ่ายแพ้' มิใช่คำในพจนานุกรม และสตรีผู้เป็นดั่งแผ่นดินในใจเรา นางมิได้เกิดมาเพื่อตกเป็นตัวประกันของใครหน้าไหนทั้งสิ้น"
สิ้นคำสั่ง ทรงยกกระบี่คู่กายขึ้นชี้ฟ้า ประกายคมดาบสะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดงเป็นประกายวาววับ "กองหน้าเตรียมพร้อม! เหยียบศพพวกมันให้ราบ แล้วไปพาพระชายากลับบ้านเรา!"
เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าผ่าจากทหารกล้าที่เหลือรอด ปลุกเร้าขวัญกำลังใจให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไร้ทางออก เซียวจิ่งเหยียนควบอาชาศึกพุ่งทะยานออกไปเป็นคนแรกดุจพายุหมุน ดาบในมือฟาดฟันออกไปอย่างไร้ความปรานี ทุกคราที่คมดาบตวัดผ่าน ร่างของศัตรูต่างล้มตายราวกับใบไม้ร่วง โลหิตสีแดงฉาดกระเซ็นย้อมผืนปฐพีจนกลายเป็นสีชาดสมดังนามแห่งสมรภูมิ
การต่อสู้ระยะประชิดดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ควันไฟตลบอบอวลจนแทบมองไม่เห็นทาง เซียวจิ่งเหยียนตกอยู่ในวงล้อมของยอดฝีมือฝ่ายกบฏนับสิบคนที่ถูกส่งมาเพื่อปลิดชีพเขาโดยเฉพาะ กระบวนท่าเพลงดาบอันร้ายกาจประสานเข้ากับการรุมเร้าทำให้อากาศรอบตัวแทบหยุดนิ่ง ทว่าความเยือกเย็นและความช่ำชองในสมรภูมิของท่านอ๋องกลับทำให้เขาสามารถอ่านขาดทุกการเคลื่อนไหว
ฉับวะนั้น ปลายหอกยาวพุ่งตรงเข้ามาจากมุมอับ สายตาของเซียวจิ่งเหยียนหรี่ลงเล็กน้อย เขามิได้หลบเลี่ยง กลับเบี่ยงตัวหลบเพียงเล็กน้อยให้คมหอกเฉียดเกราะไหล่ ก่อนจะใช้มือเปล่าคว้าด้ามหอกนั้นไว้แน่น แรงมหาศาลกระชากจนทหารศัตรูเสียหลักพุ่งเข้ามาหา ก่อนที่กระบี่ในมือขวาจะตวัดผ่านลำคออย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
"อารักษ์ท่านอ๋อง!" เสียงตะโกนก้องของกองกำลังเสริมที่ตีโอบเข้ามาจากด้านหลังช่วยลดแรงกดดันลงไปได้บ้าง แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงวิกฤต จำนวนศัตรูที่หลั่งไหลเข้ามาประดุจคลื่นมหาสมุทร ไม่มีทีท่าว่าจะหมดสิ้น
ในขณะเดียวกัน ณ ค่ายบัญชาการของฝ่ายกบฏ ไป๋จินเฉิงถูกล่ามไว้ด้วยโซ่เงินบนเก้าอี้ไม้สลักลายวิจิตร แม้เรือนร่างจะถูกจำกัดอิสรภาพ ทว่าแววตาคู่สวยกลับฉายแววเยືือกเย็นและทระงดระทง นางมิได้แสดงความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยยามเมื่อได้ยินเสียงการต่อสู้ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
*จิ่งเหยียน... ท่านมาจริงๆ สินะ* นางรำพึงในใจ
"ท่านกุนซือไป๋ ดูท่าว่าสวามีของท่านคงจะร้อนใจจนเสียสติไปแล้วกระมัง ถึงได้นำทหารหยิบมือเดียวมาพุ่งชนค่ายกลมรณะเช่นนี้" แม่ทัพฝ่ายกบฏเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มหยัน มือหนายื่นออกไปหมายจะเชยคางนางขึ้นมาสบตา
ไป๋จินเฉิงเบือนหน้าหนีอย่างรังเกียจ ดวงตาคมกริบมองลอดผ่านช่องหน้าต่างไปยังทิศทางที่เสียงดาบปะทะกันดังสนั่น นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบราบแต่น่าเกรงขาม "คนที่กำลังจะสูญเสียสติและลมหายใจ... เกรงว่ามิใช่ท่านอ๋องหรอกกระมัง แต่เป็นพวกเจ้าต่างหากที่กำลังเดินเข้าสู่หลุมศพที่ขุดไว้รอท่า"
"ปากกล้าดีนัก! รอดูเถอะ ว่าหัวของสวามีเจ้าจะหลุดจากบ่าก่อน หรือเจ้าจะได้เห็นเขาตายต่อหน้าต่อตา!" แม่ทัพกบฏคำรามด้วยความโกรธ
ทว่า ก่อนที่สถานการณ์จะลุقามไปมากกว่านั้น เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากทิศประจิม กำแพงค่ายบัญชาการพังทลายลงมาฝุ่นตลบอบอวล แรงสั่นสะเทือนทำให้ทุกคนต้องชะงักงัน
ท่ามกลางกลุ่มควันหนาทึบและเศษซากปรักหักพัง ร่างของบุรุษในชุดเกราะชุ่มโชกด้วยโลหิตก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคง ดวงตาคู่นั้นดุดันและเยือกเย็นราวกับพญายมที่ก้าวออกมาจากขุมนรก ในมือถือกระบี่ที่หยดหยาดโลหิตลงสู่พื้นเป็นทางยาว เซียวจิ่งเหยียนกวาดสายตามองมายังจุดที่นางถูกคุมขัง รังสีสังหารแผ่ซ่านจนทหารรอบกายต่างผอยถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
เซียวจิ่งเหยียนสบตากับไป๋จินเฉิงเป็นจังหวะเดียวกับที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ และในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้านับร้อยที่ดังขึ้นจากด้านหลังของท่านอ๋อง ก็ทำให้สีหน้าของแม่ทัพฝ่ายกบฏถอดสีลงในพริบตา... เพราะธงนำทัพที่ชูขึ้นใหม่ มิใช่ธงของกองกำลังที่ควรจะอยู่ที่นี่
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 29
โลหิตย้อมแผ่นดิน
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!