"ข้ามิได้มาเพื่อต่อรองกับสุนัขรับใช้ที่รอเศษกระดูกจากโต๊ะเสวย... แต่ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่พวกท่านบังอาจหยิบยืมจากท้องพระคลังแผ่นดิน"
สุ้มเสียงของไป๋จินเฉิงกังวานก้องกังวานและเยียบเย็นดุจสายน้ำในเหมันตฤดู ร่างระหงในอาภรณ์ปักลายหงส์เหมันต์สีขาวบริสุทธิ์ก้าวล่วงผ่านธรณีประตูเรือนรับรองของจวนมหาเสนาบดีหลี่อย่างไม่เกรงกลัว สายตาของนางกวาดมองขุนนางฝ่ายอัครมหาเสนาบดีทั้งเจ็ดคนที่กำลังล้อมวงปรึกษาหารือกันหน้าโต๊ะลายมังกรจำลอง แผนการทุจริตเงินเยียวยาทัพชายแดนที่พวกเขาอุตส่าห์ซ่อนเร้นมานานนับปี บัดนี้กลับถูกคลี่คลายวางอยู่บนโต๊ะของนางอย่างหมดเปลือก
หลี่เทียนเฉิง ขุนนางเฒ่าผู้เรืองอำนาจ ขบกรามจนกล้ามเนื้อข้างแก้มกระตุก ดวงตาหรี่แคบมองสตรีตรงหน้าด้วยความชิงชังระคนหวาดหวั่น "บังอาจนัก! เจ้าเป็นเพียงที่ปรึกษาในกองทัพของอ๋องเซียวจิ่งเหยียน มีสิทธิอันใดก้าวก่ายกิจการของขุนนางฝ่ายพลเรือน บัญชีฉบับนี้... เจ้าได้มาอย่างไร!"
ไป๋จินเฉิงแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามทว่ากลับอาบยาพิษ นางปรายตามองพัดหยกขาวในมือ ก่อนจะเคาะมันลงเบา ๆ บนขอบโต๊ะ เกิดเสียงก้องกังวานชวนอึดอัด
"บัญชีนี้จะได้มาจากที่ใด มิสำคัญเท่ากับว่า... หากข้าส่งมอบมันให้ฮ่องเต้ในยามเช้าพรุ่งนี้ ศีรษะบนบ่าของพวกท่านทั้งเจ็ดจะยังอยู่ประดับกายหรือไม่ต่างหากเล่า ใต้เท้าหลี่" นางทอดเสียงช้า ๆ เน้นย้ำทีละคำ "ท่านคงไม่ลืมกระมัง ว่าเสบียงสามแสนหานที่ท่านยักยอกไปเมื่อเดือนก่อน ทำให้ทหารกล้าใต้บัญชาของท่านอ๋องต้องอดอยากจนต้องกินหญ้าประทังชีวิต... ความแค้นของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ท่านคิดว่าจวนมหาเสนาบดีจะรับไหวสักกี่น้ำ?"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องโถงทันที อากาศราวกับถูกสูบออกจนหมดสิ้น ขุนนางบางคนถึงกับหน้าถอดสี มือที่ถือถ้วยน้ำชาสั่นเทาจนของเหลวสีอำพันกระฉอกเปื้อนเสื้อคลุมไหมชั้นดี พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า สตรีตัวเล็ก ๆ เพียงคนเดียวจะสามารถสืบสาวราวเรื่องจนถึงแก่นกระดูกดำที่ซ่อนเร้นที่สุดได้
"เจ้าต้องการอะไร... ว่ามา!" ขุนนางฝ่ายซ้ายผู้หนึ่งตบโต๊ะลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาดำขลับที่ฉายแววเฉียบคมดุจใบมีดของไป๋จินเฉิง เขาก็ต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ไป๋จินเฉิงมิได้ตอบทันที นางเดินทอดน่องอย่างใจเย็น สายตากวาดมองเครื่องเรือนล้ำค่าและภาพวาดโบราณภายในห้อง ก่อนจะหยุดยืนเบื้องหน้าภาพภูเขาพันลี้ "ข้ามิได้ต้องการทรัพย์สินเงินทองของพวกท่าน เพราะของพวกนั้นสกปรกเกินกว่าจะแปดเปื้อนมือข้า สิ่งที่ข้าต้องการมีเพียงสิ่งเดียว... ลายเซ็นสละสิทธิ์การครอบครองเหมืองเกลือมณฑลตะวันตก และคำสารภาพบาปที่จารึกด้วยลายมือของพวกท่านเองว่า สมคบคิดกันบ่อนทำลายความมั่นคงของแผ่นดิน"
"เหลวไหล! นั่นเท่ากับเป็นการส่งพวกเราไปลานประหารทั้งเป็น!" หลี่เทียนเฉิงคำรามลั่น ใบหน้าชราภาพบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น "คิดว่าข้าจะยอมจำนนต่อคำขู่ของนากปีศาจเช่นเจ้าหรือ! ข้างนอกมีทหารองครักษ์ของข้าอยู่ร้อยนาย เจ้าคิดว่าจะเดินออกจากจวนนี้ไปได้โดยมีลมหายใจงั้นหรือ!"
สิ้นคำสั่งของมหาเสนาบดีหลี่ ประตูเรือนรับรองก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้ความปรานี ทหารองครักษ์ในชุดเกราะเหล็กนับร้อยนายพร้อมหอกปลายแหลมพรูเข้ามาล้อมรอบเรือนเอาไว้จนมิดชิด ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านเข้ามา ทว่าไป๋จินเฉิงกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางเพียงแต่ปรายตาไปยังกองทหารเหล่านั้น ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
"ทหารร้อยนายของท่านหรือ... เกรงว่าเวลานี้พวกมันคงไม่มีเวลามาสนใจเจ้านายของตนกระมังครับ ใต้เท้าหลี่"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงราวกับคลื่นพายุุซัดสาดก็ดังสะท้านสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากด้านนอกจวน เสียงเหล็กกระทบกันกึกก้องพร้อมเสียงตะโกนก้องกังวานของกองกำลังทหารม้าเกราะดำที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมที่สุดในแคว้น—กองพยัคฆ์ทมิฬ!
หลี่เทียนเฉิงหน้าถอดสีจนซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งสีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกยามเมื่อประตูใหญ่พังทลายลง พร้อมกับการปรากฏกายของบุรุษผู้หนึ่งในชุดเกราะสีนิลประดับลวดลายกิเลนทองคำ ร่างสูงสง่าราวดุจเทพสงครามผู้ลงมาจุติ แววตาคู่นั้นเย็นชาและดุดันดุจหินผา กวาดมองผู้คนในห้องด้วยรังสีสังหารที่แผ่พุ่งจนทุกคนต้องก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
เซียวจิ่งเหยียน ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างไป๋จินเฉิงอย่างแนบชิด มือหนาเอื้อมไปโอบเอวบางของนางไว้ด้วยความทะนุถนอม ทว่าสายตากลับจ้องมองมหาเสนาบดีหลี่ราวกับจะฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ
"ใครกล้าแตะต้องนาง... ข้าจะทำให้ตระกูลหลี่ไม่เหลือแม้แต่เศษซากฝุ่นธุลีกลบฝัง"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจนั้นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ก่อนที่เซียวจิ่งเหยียนจะก้มลงกระซิบข้างหูของยอดกุนซือสาวด้วยความอ่อนโยนที่สงวนไว้ให้นางผู้เดียว "เจ้าเล่นสนุกเกินไปแล้ว... กลับจวนกับข้าได้แล้วกระมัง ยอดดวงใจของข้า"
ไป๋จินเฉิงมิได้ปฏิเสธ นางเพียงซบกายลงเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณว่าเกมนี้ฝ่ายนางเป็นผู้กุมชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หลี่เทียนเฉิงทรุดฮวบลงนั่งคุกเข่ากับพื้นเมื่อตระหนักได้ว่าตนเองพ่ายแพ้ราบคาบและหมดหนทางดิ้นรนแล้ว
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังคลี่คลายลง เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของขันทีเฒ่าคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้น พร้อมกับม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามที่ถูกชูขึ้นสูงท่ามกลางกองทหาร
"มีพระราชโองการจากฝ่าบาท... ให้ยกเลิกการจับกุมตัวมหาเสนาบดีหลี่ และ... ให้ควบคุมตัวท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนกับไป๋จินเฉิงเข้าสู่คุกหลวงในทันที ข้อหา... สมคบคิดกับแคว้นศัตรู!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันนะครับ
เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 6
กลลวงซ้อนกล
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!