เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 7

กลิ่นอายอำนาจที่แท้จริง

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
"เข็มเงินสามเล่มนี้ หากปักลงผิดตำแหน่งเพียงครึ่งชุ่น ชีวิตของใต้เท้าก็จะสลายกลายเป็นสายลมทันที... ท่านยังกล้าให้ข้าลงมืออยู่อีกหรือไม่" สุ้มเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานก้องกังสดาลของไป๋จินเฉิงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้าภายในตำหนักรับรอง แสงตะเกียงน้ำมันพฤกษชาติไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างแกะสลักลายโบตั๋น กลิ่นอายความกดดันแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว จนเหล่าหมอหลวงชราภาพทั้งห้าท่านที่ยืนอยู่เบื้องหลังต่างพากันกลั้นหายใจ เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับของพวกเขา บนเตียงไม้จันทน์หอมสลักลวดลายมังกรห้าเล็บ ใต้เท้าอัครมหาเสนาบดีผู้เรืองอำนาจ กำลังนอนหายใจรวยริน ใบหน้าเขียวคล้ำริมฝีปากม่วงคล้ำด้วยพิษลึกลับที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูก หมอหลวงผู้มีชื่อเสียงที่สุดในราชสำนักต่างจนปัญญา วินิจฉัยว่าเป็น "โรคโลหิตลมปราณตีกลับ" ตามตำราโบราณ และต่างพากันเตรียมเขียนใบสั่งยาเพื่อรอรับความตายอยู่รอมร่อ ทว่า ไป๋จินเฉิง ในอาภรณ์สตรีสีหมอกปักลายพฤกษาด้วยดิ้นเงินละเอียดอ่อน กลับแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามเยือกเย็นดั่งหิมะแรกบนยอดเขาหลงเหมิน แต่นัยน์ตากลับคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพรไหม "สามหาว! สตรีสามัญเช่นเจ้าบังอาจกล่าววาจาเหลวไหลอันใดต่อหน้าอัครมหาเสนาบดี! โรคนี้แม้แต่ราชสำนักยังจนปัญญา เจ้าเป็นใครกันถึงกล้าเอาชีวิตของใต้เท้ามาเดิมพัน!" หมอหลวงอาวุโสผู้หนึ่งตวาดขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว มือเหี่ยวย่นสั่นเทาด้วยความถือดีในวิชาชีพ ไป๋จินเฉิงมิได้สะดุ้งสะเทือน นางเพียงปรายตามองหมอหลวงผู้นั้นด้วยหางตา ราวกับกำลังมองดูตัวตลกที่กำลังแสดงงิ้วบนเวที "ความรู้ทางการแพทย์ไม่ได้วัดกันที่เคราที่ยาวขึ้น หรืออายุที่มากโขหรอกนะท่านหมอหลวง" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่นิ่มนวลเชือดเฉือน "อาการที่พวกท่านวินิจฉัยว่าเป็นลมปราณตีกลับ แท้จริงแล้วคือพิษจาก 'ดอกเหมันต์ราตรี' ที่ผสมผสานกับชาสมุนไพรบำรุงธาตุที่ใต้เท้าเสวยติดต่อกันเป็นเวลาเจ็ดวัน พิษนี้มิได้ทำลายเส้นชีพจรโดยตรง แต่ไปจับตัวกับธาตุหยินในตับ ทำให้เลือดลมหยุดนิ่ง หากพวกท่านยังคงใช้ยาขับลมปราณตามตำราเดิม เกรงว่าไม่เกินหนึ่งชั่วยามนี้ ใต้เท้าคงได้ไปเข้าเฝ้าบรรพบุรุษโดยไม่ต้องรอให้ข้าลงเข็มเป็นแน่" วาจานั้นดั่งสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน เหล่าหมอหลวงหน้าถอดสี ต่างอ้าปากค้างเถียงไม่ออก เมื่อหวนนึกถึงตำรับยาที่ตนเองเป็นผู้ถวาย ในมุมมืดของตำหนัก อ๋องเซียวจิ่งเหยียนประทับนั่งนิ่งสนิทอยู่บนเก้าอี้พนักสูงแกะสลักจากไม้พะยูงดำ พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดพระเนตรเรือนร่างระหงของสตรีตรงหน้าไม่วางตา พระองค์มิได้ตรัสสิ่งใดออกมาสักคำ ความเงียบงันของท่านอ๋องผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ประจิมสร้างแรงกดดันมหาศาลยิ่งกว่ากองทัพนับแสน ทว่าลึกๆ ในแววพระเนตรคู่นั้น กลับซ่อนประกายความชื่นชมและพึงใจไว้อย่างมิดชิด สตรีของเซียวจิ่งเหยียน... ย่อมไม่ใช่ดอกไม้บอบบางในเรือนกระจก แต่นางคือพยัคฆ์สาวผู้สง่างามที่พร้อมขย้ำศัตรูให้จมดินด้วยมันสมองและปลายเข็ม "หากเจ้ามั่นใจนัก... ก็จงลงมือ" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ ทว่าเด็ดขาดดั่งประกาศิตสวรรค์ ไป๋จินเฉิงโค้งศีรษะเล็กน้อยถวายความเคารพต่อท่านอ๋อง ก่อนจะหันกลับมายังร่างของอัครมหาเสนาบดี นางสะบัดข้อมือเบาๆ แพรไหมสีขาวที่พันธนาการกล่องเข็มเงินก็คลี่ออก เผยให้เห็นเข็มเรียวยาวระยิบระยับสะท้อนแสงไฟ ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครา ทุกสายตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของนาง ไป๋จินเฉิงหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อรวบรวมสมาธิ ปลายเรียวนิ้วอันงดงามราวกับลำหยกจับเข็มเงินเล่มแรกไว้มั่น ก่อนจะจรดลงที่จุด 'ไท่ชง' บนฝ่าเท้าของอัครมหาเสนาบดีอย่างแม่นยำไร้ที่ติ *วิ้ง* เสียงเข็มสั่นระริกด้วยแรงลมปราณที่นางถ่ายเทเข้าไป ตามด้วยเข็มที่สองและสามที่ปักลงที่จุดชีพจรสำคัญบริเวณหน้าอกและลำคออย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ท่วงท่าของนางพลิ้วไหวสง่างามราวกับการร่ายรำในราชสำนัก หาใช่การรักษาผู้ป่วยใกล้ตายไม่ ผ่านไปเพียงชั่วเคเคอร์ (ราวสิบห้านาที) อัครมหาเสนาบดีที่นอนแน่นิ่งไร้สติมาข้ามวัน ก็พล Lอสำลักเสียงดังเฮือกใหญ่ ลืมตาโพลงขึ้นพร้อมกับกระอักลิ่มเลือดสีดำคล้ำออกมาลงในอ่างทองสำฤทธิ์ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทว่าสีหน้าที่เคยเขียวคล้ำกลับเริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมา ลมหายใจที่เคยติดขัดกลับราบรื่นยาวนานขึ้น เหล่าหมอหลวงต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด คุกเข่าลงกับพื้นโดยพร้อมเพรียงกัน ใบหน้าซีดเผือดด้วยความละอายใจ "ทะ... เทพธิดาแพทย์... ฝีมือระดับนี้ ข้า... ข้าพเจ้าขอคารวะจากใจจริง!" ไป๋จินเฉิงเก็บเข็มเงินเข้ากล่องด้วยกิริยาสงบเยือกเย็น นางปัดชายแขนเสื้อเล็กน้อยก่อนจะหันไปประสานมือคารวต่ออ๋องเซียวจิ่งเหยียน "ทูลท่านอ๋อง อาการของใต้เท้าพ้นขีดอันตรายแล้ว เพียงแต่ต้องพัก1ฟื้นและดื่มยาขับพิษติดต่อกันเจ็ดวันก็จะหายเป็นปกติเพคะ" เซียวจิ่งเหยียนแย้มพระ o ลSรอยยิ้มบางเบาที่มุมพระโอษฐ์ เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและมีเพียงนางเท่านั้นที่ได้เห็น พระองค์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สาวพระบาทเข้ามาใกล้ร่างระหง กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงอำนาจและเย้ายวนแผ่ซ่านจนไป๋จินเฉิงต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ "เจ้าไม่เคยทำให้เปิ่นหวางผิดหวังเลยจริงๆ จินเฉิง..." ตรัสจบ พระองค์ก็ทรงยื่นพระหัตถ์มาแต้มรอยเปื้อนเขม่าหมึกที่ข้างแก้มเนียนนุ่มของนางแผ่วเบา เป็นการกระทำที่สนิทสนมเกินกว่าเขตจำกัดของบุรุษและสตรีทั่วไป ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าหมอหลวงและองครักษ์ ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลด้วยความสำเร็จและความลึกซึ้งนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบสายพร้อมกับเสียงเกราะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวจากนอกตำหนัก ขัดจังหวะเวลาอันเงียบสงบลงอย่างกะทันหัน ประตูไม้แกะสลักถูกถีบเปิดออกอย่างไร้ผู้นำทาง ขันทีเฒ่าคนสนิทประจำพระองค์ฮ่องเต้ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเซียว ในมือชูราชโองการสีทองอร่ามที่ประทับด้วยตราหยกแผ่นใหญ่ พร้อมกับประกาศเสียงดังลั่นจนสะท้านไปถึงหัวใจของทุกคนในที่นั้น "ราชโองการด่วนจากฮ่องเต้! ...มีรับสั่งให้อ๋องเซียวจิ่งเหยียนและแม่นางไป๋จินเฉิง เข้าเฝ้า ณ ตำหนักชิงหลิวในทันที ข้อหากบฏและใช้มนต์ดำปลิดชีพขุนนางใหญ่!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันนะครับ นักเล่าประวัติศาสตร์
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%