กลิ่นอายจางๆ ของไม้กฤษณาและชาผู่เอ่อร์หมักบ่มข้ามปีอบอวลอยู่ภายในห้องหนังสือลับใต้ตำหนักอ๋อง แสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันสำริดโบราณไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านบานหน้าต่างแกะสลักลวดลายเมฆมงคล ไป๋จินเฉิงทรุดกายลงนั่งเบื้องหน้าโต๊ะเขียนหนังสือสลักลายหงส์เคียงมังกร นิ้วเรียวระหงดั่งลำหญ้าคาจับพู่กันขนกระต่ายป่าจรดลงบนกระดาษสาเนื้อดีอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง ทว่าห้วงความคิดของนางหาได้หยุดนิ่งอยู่กับตัวอักษรไม่
ยุทธศาสตร์การค้าเกลือและเหล็กที่นางเสนอต่อท้องพระโรงเมื่อรุ่งสาง กำลังสั่นคลอนรากฐานอำนาจของตระกูลขุนนางเก่าแก่จนเกิดเสียงสะท้อนระลอกใหญ่ในราชสำนัก... เสียงคัดค้านและแรงอาฆาตมาดร้ายที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มจอมปลอมของเหล่าเสนาบดีเฒ่า ล้วนอยู่ในแผนการที่นางคาดการณ์ไว้ทั้งหมดแล้ว
“เจ้ากำลังเล่นกับไฟ, จินเฉิง”
เสียงทุ้มต่ำดุจหินผาบดเบียดดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง อ๋องเซียวจิ่งเหยียนก้าวออกมาจากเงาสลัว อาภรณ์สีดำปักดิ้นลายพยัคฆ์ทะยานเมฆแนบไปกับพระวรกายสูงสง่า พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีทอดมองสตรีผู้เป็นเจ้าของดวงใจด้วยประกายความรู้สึกที่ซับซ้อน ระหว่างความหวาดหวั่นต่ออันตรายที่นางดึงเข้าหาตัว กับความหลงใหลในสติปัญญาอันหาญกล้าที่ยากจะหาผู้ใดเทียมทาน
ไป๋จินเฉิงมิได้สะดุ้งสะเทือน นางวางพู่กันลงในแท่นหินฝนหมึกอย่างใจเย็น เงยหน้าขึ้นสบพระเนตรของบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยືือกเย็น
“ไฟย่อมร้อนแรงพอที่จะเผาผลาญศัตรูให้เป็นจุล... ท่านอ๋องทรงกังวลว่าข้าจะถูกเปลวเพลิงนั้นแผดเผา หรือทรงกังวลว่าแผนการของข้าจะสำเร็จลุล่วงเร็วจนพระองค์ไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือกันแน่เพคะ?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความท้าทายในที
เซียวจิ่งเหยียนก้าวเข้าไปประชิด ร่างสูงใหญ่ทอดเงาทาบทับร่างระหง พระaniกหัตถ์หนายื่นออกไปสัมผัสปอยผมที่คลอเคลียอยู่ข้างแก้มเนียนอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เปี่ยมด้วยความทะนุถนอมขัดกับภาพลักษณ์แม่ทัพผู้โหดเหี้ยมในยามศึกสงครามโดยสิ้นเชิง
“เปิ่นหวางไม่เคยกลัวความตาย... แต่เปิ่นหวางไม่อาจทนเห็นรอยขีดข่วนแม้แต่น้อยบนเรือนร่างของเจ้า” สุรเสียงนั้นจริงจังและหนักแน่นดั่งคำสาบาน ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับสะท้อนภาพของนางเพียงผู้เดียว “หมากกระดานนี้ใหญ่เกินไป หากเจ้าพลาดเพียงก้าวเดียว เก้าอี้มังกรในท้องพระโรงอาจเปลี่ยนมือ แต่ชีวิตของเจ้าจะหาไม่... เจ้าเข้าใจความเสี่ยงนี้ดีเพียงใด”
“ข้าเข้าใจยิ่งกว่าผู้ใดเสียอีกเพคะ” จินเฉิงขยับตัวถอยห่างเล็กน้อยเพื่อรักษาช่องว่างแห่งความเหมาะสม แม้หัวใจจะไหววูบไปกับความห่วงใยที่อีกฝ่ายมอบให้ “ทว่าในแผ่นดินที่เน่าเฟะด้วยอำนาจฉ้อฉล หากไม่ยอมเดินหมากตาที่เสี่ยงที่สุด เราก็จะเป็นเพียงเบี้ยที่รอวันถูกเขี่ยทิ้งลงจากกระดาน... ความตายมิใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับข้า สิ่งที่น่ากลัวคือการมีชีวิตอยู่โดยไม่หลงเหลือสิ่งใดให้ปกป้องต่างหาก”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องหนังสือชั่วขณะ ทั้งสองยืนสบตากันเนิ่นนาน ราวกับกำลังอ่านความนึกคิดผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลา เคมีอันทรงพลังระหว่างแม่ทัพผู้เยือกเย็นและยอดกุนซือหญิงหลอมรวมบรรยากาศรอบตัวให้ตึงเครียดและลึกล้ำในคราเดียวกัน
ทันGนั้นเอง!
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่เร่งรีบจนผิดปกติ พร้อมกับเสียงเคาะประตูสามครั้งตามรหัสลับดังขึ้นที่ด้านนอกห้องหนังสือ ขัดจังหวะบรรยากาศอันน่าหลงใหลนั้นลงอย่างกะทันหัน
เซียวจิ่งเหยียนขมวดพระขนงเข้าหากันทันที แววตาแปรเปลี่ยนเป็นคมกลาตันดั่งเตรียมพร้อมรับศึก “เข้ามา”
ประตูไม้แกะสลักถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ขันทีสนิทประจำพระองค์ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบทรุดลงกับพื้น ในมือประคองกล่องไม้จันทน์หอมปิดผนึกด้วยครั่งประทับตราพระราชลัญจกรสีชาด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราชโองการสูงสุดจากฮ่องเต้
“ทูลท่านอ๋อง... มีพระราชโองการด่วนจากห้องทรงพระอักษรในยามวิกาลพ่ะยะค่ะ!”
บรรยากาศภายในห้องลดฮวบลงจนเยือกเย็นราวน้ำแข็ง เซียวจิ่งเหยียนรับกล่องไม้จันทน์มาถือไว้ พระเนตรกวาดมองตราประทับสีชาดที่ยังคงสดใหม่ สัญชาตญาณนักรบเตือนภัยให้รู้ว่าเนื้อความภายในย่อมไม่ใช่เรื่องดีงามเป็นแน่
ไป๋จินเฉิงก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาคู่คมจ้องมองกล่องไม้ในพระหัตถ์ของท่านอ๋องอย่างพิจารณา สัญชาตญาณนักปราชญ์บอกนางว่า พายุลูกใหญ่กำลังจะโหมกระหน่ำซัดเข้าใส่พวกเขาก่อนที่แสงอรุณของวันใหม่จะมาถึงเสียอีก
เซียวจิ่งเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตึงเครียด พระหัตถ์หนาเอื้อมไปแกะสลักกล่องไม้จันทน์ออกอย่างระมัดระวัง แผ่นแพรไหมสีเหลืองทองอร่ามที่จารึกอักษรด้วยหมึกดำสนิทถูกดึงออกมา กวาดสายตาอ่านเพียงแวบเดียว พระพักตร์คมคายก็ปรากฏร่องรอยแห่งความตกตะลึงระคนโทสะอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“ท่านอ๋อง... มีพระราชเสาวนีย์ว่ากระไรหรือเพคะ?” จินเฉิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความสงบ ทว่าหัวใจกลับเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะเมื่อเห็นสีพระพักตร์ของชายหนุ่ม
เซียวจิ่งเหยียนค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้นช้าๆ พระเนตรที่ทอดมองนางในยามนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง ราวกับโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลงตรงหน้า พระโอษฐ์ขยับเอื้อนเอ่ยพระนามของนางออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาว
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์บทนี้ไปด้วยกันนะครับ
เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 8
พระราชโองการลับยามวิกาล
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!