เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 9

พันธะสัญญาแห่งจันทรา

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
"เจ้ากล้าดียังไง... ถึงได้เอ่ยนามนั้นออกมา" ความเงียบงันภายในตำหนักบูรพาในยามนั้น หนักอึ้งเสียยิ่งกว่าขุนเขาทั้งลูก เซียวจิ่งเหยียนยังคงประทับนิ่งอยู่บนพระเก้าอี้ไม้จันทน์แดง พระเนตรคมกริบดุจเหยี่ยวทะเลทรายจ้องเขม็งไปยังร่างระหงที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องพระพักตร์ ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกจากพระวรกายของแม่ทัพผู้กุมอำนาจครึ่งแผ่นดิน ราวกับบรรยากาศรอบตัวกำลังถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างกลางฤดูเหมันต์ ไป๋จินเฉิงมิได้ถอยร่นแม้แต่ก้าวเดียว นางเชิดพักตร์ขึ้นเล็กน้อย แววตาคู่คมฉายประกายท้าทายที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเปรียบ อาภรณ์แพรไหมสีนวลปักลายเมฆาขอบดิ้นทองไหววูบตามจังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอ ในมือเรียวบางของนางถือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ที่บรรจุชาอุ่นกรุ่น กลิ่นหอมของใบชาอวี้เฉียนลอยกรุ่นตัดกับความตึงเครียดในอากาศได้อย่างน่าประหลาด "หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีสามัญผู้หนึ่ง ที่บังเอิญล่วงรู้ความลับที่แม้แต่เงาของท่านอ๋องก็ยังต้องเก็บซ่อนไว้... เหตุไฉนจึงจะไม่กล้าเล่าเพคะ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าก้องกังวานและบาดลึกถึงขั้วหัวใจ พระโอษฐ์ได้รูปของเซียวจิ่งเหยียนเหยียดยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง รอยยิ้มของนักล่าที่พบเหยื่ออันโอชะแต่กลับอันตรายถึงชีวิต พระองค์ค่อยๆ โน้มพระวรกายไปข้างหน้า ประสานพระหัตถ์เข้าหากันอย่างช้าๆ "เจ้าฉลาดมาก... ไป๋จินเฉิง" พระสุระเสียงทุ้มต่ำรlดรินผ่านพระโอษฐ์ "แต่ความฉลาดมักเป็นหลุมฝังศพของคนโง่ และบางที เจ้าอาจจะฉลาดเกินไปจนลืมไปว่า... ข้าสามารถเด็ดหัวเจ้าทิ้งได้ง่ายยิ่งกว่าดีดเศษผงบนฉลองพระองค์" "ท่านอ๋องทรงตรัสหนักเกินไปแล้วเพคะ" จินเฉิงแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็นไม่แพ้กัน นางก้าวเข้าไปใกล้พระองค์อีกหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากกาย "หากหม่อมฉันตายในตำหนักนี้ในคืนนี้ เกรงว่าราชโองการลับเรื่องการเคลื่อนกำลังพลห้าหมื่นนายที่ชายแดนประจิม... คงจะไปปรากฏอยู่บนโต๊ะทรงอักษรของฮ่องเต้ในยุ่งเช้าวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอนเพคะ" *กึก!* ถ้วยชาในพระหัตถ์ของเซียวจิ่งเหยียนหยุดชะงัก พระเนตรวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่งด้วยความตกตะลึงที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเยือกเย็น ความลับระดับคอขาดบาดตายเช่นนั้น แม้แต่บรรดาเสนาบดีเฒ่าในท้องพระโรงยังไม่ล่วงรู้เหตุไฉนสตรีผู้นี้จึง... "เจ้าขู่ข้า?" สุระเสียงนั้นต่ำลึกจนน่ากลัว "หม่อมฉันมิกล้าบังอาจ... หม่อมฉันเพียงแต่นำ 'ข้อเสนอ' ที่ท่านอ๋องปฏิเสธไม่ได้มามอบให้ต่างหากเพคะ" จินเฉิงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างแผ่วเบาราวกับขนนก เสียงกระทบเบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ นางกวาดสายตามองแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นดินใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะ "ท่านอ๋องทรงต้องการบัลลังก์เพื่อปกป้องแผ่นดินและล้างมลทินให้มารดา 12 ปีแห่งการซ่อนคมเขี้ยวในกองทัพพายัพ... ท่านเหนื่อยล้ามามากพอแล้วเพคะ" คำว่า 'ล้างมลทินให้มารดา' ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของเซียวจิ่งเหยียน พระวรกายของแม่ทัพหนุ่มสะท้านเฮือก พระเนตรที่เคยแข็งกร้าวฉายแววเจ็บปวดรวดร้าวที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ก้นบึ้งของดวงหทัยมาเนิ่นนาน ภาพของพระมารดาที่ต้องสิ้นพระชนม์อย่างอยุติธรรมในตำหนักเย็นผุดขึ้นมาในห้วงนึก สตรีผู้นี้... รู้ลึกรู้จริงถึงเพียงนี้เชียวหรือ? นางเป็นใครกันแน่? ปีศาจหรือเทพเซียนที่จุติลงมาเพื่อปั่นป่วนชีวิตของพระองค์กันแน่! "เจ้าต้องการสิ่งใดเป็นสิ่งตอบแทน" เซียวจิ่งเหยียนเอ่ยถามในที่สุด พระสุระเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจัง ไร้ซึ่งการหยั่งเชิง ไป๋จินเฉิงเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมกริบนั้นอย่างไร้ความเกรงกลัว แววตาของนางเด็ดเดี่ยวและมั่นคงดั่งหินผาไม่แพ้บุรุษเบื้องหน้า "พันธะสัญญา... ด้วยเกียรติของท่านอ๋องและสติปัญญาของหม่อมฉัน" จินเฉิงยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกออกไปเบื้องพระพักตร์ "นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ไป๋จินเฉิงจักเป็นกونسือผู้ชี้ทางสว่างให้ท่านอ๋อง กวาดล้างศัตรูในราชสำนักให้ราบคาบ และส่งท่านขึ้นสู่จุดสูงสุดของแผ่นดิน... เพื่อแลกกับการที่ท่านต้องปกป้องตระกูลไป๋ และ... มอบความไว้วางใจทั้งหมดให้แก่หม่อมฉันแต่เพียงผู้เดียว" เซียวจิ่งเหยียนทอดพระเนตรพระหัตถ์เรียวที่ยื่นมาตรงหน้า นานนับอึดใจที่พระองค์มิได้ขยับเขยื้อน ท่ามกลางเกมการเมืองที่เต็มไปด้วยการหักหลังและหน้ากากจอมปลอม นี่คือครั้งแรกที่มีสตรีผู้หนึ่งกล้าก้าวเข้ามาจับมือกับพระองค์ ยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ในฐานะ 'ผู้ร่วมชะตากรรม' มิใช่เบี้ยบนกระดาน พระหัตถ์หนาหยาบกร้านจากการผ่านศึกสงครามมาแรมปีค่อยๆ ยกขึ้น และกุมมือเรียวบางนั้นไว้แน่น แรงบีบที่อบอุ่นและหนักแน่นสื่อความหมายชัดเจนว่า นี่คือพันธะสัญญาที่จะไม่มีวันแปรเปลี่ยนเป็นอื่น "ตกลง... ข้าให้สัญญา" เซียวจิ่งเหยียนตรัสด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและจริงจังที่สุดในชีวิต "นับแต่นี้ ชีวิตและหัวใจของเซียวจิ่งเหยียนผู้นี้... ผูกติดอยู่กับเจ้าแล้ว ไป๋จินเฉิง" บรรยากาศในตำหนักบูรพาเปลี่ยนผันในชั่วพริบตา จากความตึงเครียดราวน้ำแข็งขั้วโลก กลับกลายเป็นกระแสเคมีอันเร่าร้อนและทรงพลังที่อบอวลอยู่รอบตัวคนทั้งสอง ทว่า ในขณะที่พันธะสัญญาแห่งจันทราได้ถูกผนึกด้วยเกียรติและโลหิต เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวก็ทำลายบรรยากาศนั้นลงอย่างไม่ไว้หน้า *ปัง! ปัง! ปัง!* "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงขันทีคนสนิทตะโกนลั่นจากนอกประตูด้วยความตื่นตระหนก "ขันทีหลวง... ขันทีหลวงนำราชโองการลับจากฮ่องเต้มาถึงหน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ! รับสั่งให้ท่านอ๋อง... ดื่มยาพิษประทานทันทีในคืนนี้!" เซียวจิ่งเหยียนและไป๋จินเฉิงสบตากันนิ่งในเสี้ยววินาทีนั้น แววตาของทั้งคู่เปล่งประกายคมกริบขึ้นพร้อมกัน เกมการเมืองอันดุเดือดเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง... ติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึกนะครับ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "นักเล่าประวัติศาสตร์" มาโดยตลอดครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%