เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 10

แผนการในความมืด

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
คราบหมึกสีชาดบนกระดาษสาเนื้อดีแผ่นนั้นยังคงส่งกลิ่นจางๆ ของหญ้าทะเลทรายและยางสน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบัญชีลับสำนักราชเลขานุการ "เจ้ามั่นใจแค่ไหนว่าร่องรอยการยักยอกเสบียงคลังหลวงครั้งนี้ จะไม่สาวไปถึงตระกูลหลี่?" เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนศิลาบดเข้าหากันดังขึ้นในความมืดสลัวของห้องหนังสือลับ เซียวจิ่งเหยียน ประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงแกะสลักลวดลายพยัคฆ์ทะยาน อาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นทองลายเมฆาทำให้ร่างสูงใหญ่ดูราวกับกลืนหายไปกับความมืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากเปลวเทียนที่สะท้อนลงบนสันจมูกโด่งเป็นคมและดวงตาคู่นคมดุจเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองสตรีเบื้องหน้าอย่างไม่วางตา ไป๋จินเฉิง ไม่ได้ขยับกายหนีรัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์ นางอยู่ในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเหมันต์สีครามเข้ม เรือนผมสีดำขลับถูกรวบขึ้นด้วยปิ่นหยกขาวสลักลายหงส์เหิน ปลายนิ้วเรียวบางกำลังใช้วิธีกดกระดาษลอกลายลงบนสมุดบันทึกเล่มเล็กอย่างใจเย็น แววตาคู่คมกริบของนางฉายแววเยືือกเย็นและมั่นใจ ยามเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับท่านอ๋องผู้เยือกเย็น นางก็แย้มสรวลน้อยๆ ที่มุมปาก ดุจบุปผางามที่แย้มบานท่ามกลางเหมันตฤดูอันเหน็บหนาว "ทูลท่านอ๋อง... หากตระกูลหลี่ไม่โลภมากจนถึงขั้นลักลอบเปลี่ยนถ่ายตั๋วแลกเงินคลังทหารม้าพยัคฆ์ 20,000 ม้วน หม่อมฉันคงไม่มีทางลากหางเสือของพวกมันขึ้นมาบนผิวน้ำได้ง่ายดายเช่นนี้หรอกครับ" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดที่เคลือบด้วยน้ำผึ้ง เซียวจิ่งเหยียนแค่นเสียงหัวอกในลำคอแผ่วเบา ความพึงพอใจฉายวาบผ่านนัยน์ตาคู่คมเพียงเสี้ยววินาที สตรีผู้นี้ช่างน่ากลัวเสียจริง... นางไม่ได้ใช้กำลังแม้แต่น้อย ทว่ากลับใช้สมองอันปราดเปรื่องผูกปมเชือกให้ศัตรูค่อยๆ ดิ้นรนจนรัดคอตัวเองตายไปทีละน้อย ตั้งแต่ก้าวแรกที่นางเสนอตัวเข้ามาเป็นกุนซือเงาในจวนอ๋อง หมากทุกกระดานที่นางเดินล้วนคำนวณไว้ล่วงหน้าสามก้าวเสมอ "แต่เจ้าอย่าลืมว่า เบื้องหลังตระกูลหลี่คือไทเฮา และขุนนางฝ่ายในครึ่งหนึ่งของราชสำนัก" เซียวจิ่งเหยียนลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายบุรุษอันทรงอำนาจและกลิ่นจางๆ ของสนิมดาบและชาผู่เอ๋อร์ลอยเข้าแตะจมูก ไป๋จินเฉิงขยับถอยหลังเพียงครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับชั้นตำราไม้จันทน์หอมเสียแล้ว ท่านอ๋องโน้มตัวลงมา ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะไร้ความรู้สึกอยู่เป็นนิจอยู่ห่างจากนางเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับข้างแก้มเนียนนุ่ม ไป๋จินเฉิงชะงักไปเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ แต่นางยังคงฝืนสติบังคับริมฝีปากให้เหยียดยิ้มไว้อย่างมั่นคง "หากไทเฮาไม่ทรงตระหนักว่าอำนาจในมือเริ่มสั่นคลอน พระนางคงไม่รีบร้อนส่งองครักษ์เสื้อแพรมาค้นคลังหลวงเมื่อสามวันก่อนหรอเพคะ... อ๊ะ..." คำพูดของนางถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อเซียวจิ่งเหยียนยื่นมือหนาขึ้นมาโอบกระชับเอวบางของนางไว้แน่นด้วยความรวดเร็ว ดึงร่างของนางเข้าประชิดแผ่นอกกว้างที่แข็งแกร่งดุจหินผา ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง ราวกับต้องการจะอ่านความลับทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นนั้น "เจ้ากล้าดียังไง... ถึงเอาชีวิตของตัวเองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายเช่นนี้ ไป๋จินเฉิง" น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธเจือความห่วงใยที่ไม่อาจปิด จินเฉิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความท้าทายและประกายระยิบระยับของความผูกพันลึกล้ำที่ทั้งสองต่างรู้ดีแก่ใจ "ถ้าหม่อมฉันไม่ทำเช่นนี้ ท่านอ๋องผู้ทรงคุณธรรมจะยอมเอาตัวเข้าแลกกับหม่อมฉันในเกมการเมืองนี้หรือเพคะ?" คำถามนั้นทำให้เซียวจิ่งเหยียนนิ่งงันไป เขารู้ดีว่านางฉลาดรู้ทันความคิดของเขาไปเสียหมด การที่นางแอบลักIอบเข้าไปตรวจสอบบัญชีคลังหลวงด้วยตัวเองเมื่อคืนนี้ คือการบีบให้เขาต้องประกาศตัวเป็นศัตรูกับฝ่ายไทเฮาอย่างเปิดเผย ไม่มีทางถอยหลังกลับอีกต่อไปแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบงันและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย เสียงฝีเท้าเร่งรีบของมหาเล็กประจำ9วนก็ดังขึ้นทำลายความเงียบจากด้านนอกประตู "ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงตะโกนนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เซียวจิ่งเหยียนขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ เขาผละออกจากร่างบางอย่างเสียดาย ทว่าสายตายังคงทิ้งประกายความเร่าร้อนไว้เบื้องหลัง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อแล้วกล่าวเสียงเข้ม "เข้ามา!" ประตูห้องหนังสือถูกผลักเปิดออกอย่างแรง มหาเล็กผู้รับผิดชอบงานข่าวกรองก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด คุกเข่าลงกับพื้นจนตัวสั่นเทา "ทูลท่านอ๋อง... เกิดเพลิงไหม้ที่หอทะเบียนราษฎร์... บัญชีรายชื่อทาสและที่ดินทั้งหมด... ถูกเผาทำลายจนหมดสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และ..." "และอะไร?" เซียวจิ่งเหยียนถามเสียงเยือกเย็น "ในที่เกิดเหตุ... พบศพของใต้ tế ขุนนางผู้ตรวจการคลังหลวง ถูกฆ่าตัดคอเสียบประจานไว้ที่ประตูเมือง พร้อมกับ... สิ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ!" มหาเล็กประคองถาดไม้ลงลึกด้วยมือที่สั่นเทา บนถาดนั้นมีห่อผ้าแพรสีขาวเปื้อนคราบโลหิตสีแดงฉานส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง เมื่อเซียวจิ่งเหยียนสะบัดมือเปิดผ้าแพรออก สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้แม้แต่บุรุษผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนอย่างเขายังต้องนัยน์ตาหดแคบลง มันคือ "ป้ายหยกประจำตัว" ของแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพพยัคฆ์ทักษิณ... ผู้ซึ่งควรจะนำทัพอยู่ห่างจากเมืองหลวงออกไปนับพันลี้! ไป๋จินเฉิงก้าวเข้ามาใกล้ มองดูป้ายหยกนั้นด้วยแววตาที่เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น นางสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อตระหนักได้ทันทีว่า เกมการเมืองครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการทุจริตในคลังหลวงเสียแล้ว แต่มันคือ "แผนยืมดาบฆ่าคน" ที่ถูกวางหมากเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อทำลายล้างจวนอ๋องและกองทัพพยัคฆ์ให้สิ้นซากในคราเดียว เซียวจิ่งเหยียนหันกลับมามองนาง ชั่วขณะนั้นแววตาของทั้งคู่ประสานกันอีกครั้ง มันไม่ใช่ความตื่นตระหนก แต่เป็นประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวที่ลุกโชนขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาล "ดูท่า... มีคนอยากเล่นเกมส์ใหญ่กับเราถึงชีวิตจริงๆ สินะครับ" (ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์และกลเกมอันล้ำลึกนี้ไปด้วยกันนะครับ)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%