เสียงสะท้อนก้องกังวานของท่อนไม้หยกที่กระแทกลงบนพื้นหินอ่อนศิลาแกร่งภายในท้องพระโรงหลวง ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ ราวกับเสียงคำรามของพายุฝนก่อนฟ้าสว่าง
พระเนตรขององค์ฮ่องเต้หรี่แคบลงดั่งคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝัก ทอดพระเนตรมองร่างคุกเข่าของเสนาบดีกรมการคลังผู้กำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ทว่าเบื้องหลังความหวาดกลัวนั้น กลับซ่อนรอยยิ้มหยันอันชั่วร้ายไว้มุมปากอย่างมิดชิด
"ฎีกาฉบับนี้... เจ้ากล้ากล่าวหาว่ากองทัพพิทักษ์ประจิมยักยอกเสบียงหลวงไปเกือบครึ่งแสนตำลึง เพื่อใช้เป็นทุนสะสมกำลังพลก่อกบฏอย่างนั้นหรือ, หลี่กงกง?"
พระสุระเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายของอำนาจและการนองเลือดลอยคละคลุ้งปะปนไปกับกลิ่นกำยานราคาแพงที่จุดไว้รอบท้องพระโรง
เสนาบดีหลี่โขลกศีรษะลงกับพื้นจนเกิดเสียงดังทึบ รีบกราบทูลด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่แสร้งทำเป็นจงรักภักดี "กระหม่อมมีหลักฐานและพยานบุคคลยืนยันพ่ะย่ะค่ะ! ทุกตัวอักษรในฎีกานี้ล้วนเป็นความจริงอันน่าสลดใจ ยิ่งไปกว่านั้น... ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการจัดทำบัญชีเท็จเหล่านี้ หาใช่ใครอื่นไม่ หากแต่เป็น 'นาง' สตรีสามัญชนผู้กุมอำนาจเงาข้างกายท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียน ผู้ใช้วิชามารครอบงำจิตใจแม่ทัพใหญ่ จนหลงลืมราชบัลลังก์!"
สิ้นคำกล่าวหาอันร้ายกาจ ท้องพระโรงพลันเกิดเสียงฮือฮาขึ้นทันที เหล่าขุนนางฝ่ายตรงข้ามต่างลอบยิ้มกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะพวกเขารู้ดีว่า ในยามนี้ท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนกำลังติดพันศึกใหญ่อยู่ที่ชายแดนประจิม การส่งเทียบเชิญหรือแม้แต่เรียกตัวกลับมาในยามวิกฤตเช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ และเมื่อไม่มีเกราะกำบังอันแข็งแกร่ง สตรีที่ถูกกล่าวหาผู้นั้นย่อมตกเป็นลูกแกะน้อยที่รอวันถูกเชือดคอโดยไร้ทางสู้
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังดิ่งลงสู่จุดมืดมนที่สุดนั้นเอง
*ตึง!*
เสียงประตูบานใหญ่แกะสลักลายมังกรทองคู่ขนานของท้องพระโรงถูกผลักเปิดออกด้วยพลังภายในอันเยือกเย็นและหนักแน่น สายลมยามสายพัดผ่านธรณีประตูเข้ามา หอบเอาไอเย็นยะเยือกของเหมันต์ฤดูและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวเข้ามาด้วย
ทุกสายตานับร้อยคู่ภายในท้องพระโรงหันขวับไปมองยังเบื้องหลัง พร้อมกับลมหายใจที่สะดุดกักค้าง
ณ ที่นั้น... ท่ามกลางแสงอาทิตย์สาดส่องลงมากระทบกับชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงสีชาดสลับครามเข้ม ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาด้วยจังหวะจะโคนอันมั่นคงและสง่างาม ศีรษะเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างคนถือตัว ดวงหน้าเรียวรูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบวราDสายน้ำนิ่งสนิท ทว่ากลับซ่อนประกายตาดั่งคมมีดที่พร้อมจะกรีดเฉือนทุกผู้คนให้ขาดเป็นชิ้นๆ
ไป๋จินเฉิง... นางมาปรากฏกายอยู่ ณ ที่แห่งนี้แล้ว
ไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว ไม่มีแม้แต่ความลังเลในย่างก้าว นางเดินผ่านแถวขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่ต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ราวกับพวกเขากำลังเห็นภูตผีเดินได้ในเวลากลางวัน
"บังAญ!" ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความตกใจ "สตรีสามัญชนผู้ต่ำต้อย กล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาในท้องพระโรงโดยไม่ได้รับอนุญาต! ทหาร! ลากตัวนางออกไปโบยให้ตายเสีย!"
ไป๋จินเฉิงมิได้สะดุ้งสะเทือน นางหยุดยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องพระพักตร์ ห่างจากแท่นประทับเพียงไม่กี่ก้าว ก่อนจะย่อกายทำความเคารพอย่างถูกต้องตามขนบธรรมเนียมโบราณทุกประการ ท่วงท่าอ่อนช้อยแต่มั่นคงไร้ที่ติ จนแม้แต่ขุนนางฝ่ายพิธีการยังหาข้อตำหนิไม่ได้
"ทูลฝ่าบาท..." สุระเสียงหวานใสแต่กังวานก้อง ก้องกังวานไปทั่วทุกมุมห้อง ราวกับเสียงพิณสายเอกที่ถูกดีดขึ้นกลางห้องโถง "หม่อมฉัน ไป๋จินเฉิง ได้รับหมายเรียกจากกรมอาญาให้มา 'ชี้แจง' ข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จ... ไฉนเลย ขุนนางผู้ใหญ่บางท่านจึงรีบร้อนอยากจะฆ่าปิดปากหม่อมฉันก่อนที่ความจริงจะปรากฏเล่าเพพะย่ะค่ะ หรือว่า... พวกท่านกำลังกลัวสิ่งใดอยู่?"
คำพูดประโยคเดียว ทำเอาเสนาบดีหลี่ถึงกับหน้าถอดสี ผุดลุกขึ้นชี้หน้าด้วยความโกรธเกรี้ยว "นังสารเลว! เจ้ากล้ากล่าวหาขุนนางขั้นหนึ่งอย่างข้าว่าใส่ร้ายป้ายสีอย่างนั้นหรือ! หลักฐานบัญชีเสบียงที่เจ้าทำขึ้นด้วยมือตัวเอง มีลายมือและตราประทับของเจ้าอยู่อย่างชัดเจน เจ้าจะแก้ตัวอย่างไร!"
ไป๋จินเฉิงปรายตามองบัญชีหนาทึบในมือของอีกฝ่ายด้วยแววตาสสมเพช นางมิได้รีบร้อนแก้ตัว ทว่ากลับยกมือขึ้นตบเบาๆ สามครั้ง
*แปะ... แปะ... แปะ...*
เสียงปรบมือราดรดลงบนความเงียบงัน ช่างบาดลึกเข้าไปในจิตใจของผู้ฟังยิ่งนัก นางก้าวเข้าไปใกล้เสนาบดีหลี่ทีละก้าว ทีละก้าว จนอีกฝ่ายต้องถอยหลังโดยไม่รู้ตัวด้วยแรงกดดันอันน่าประหลาดจากสตรีร่างบางผู้นี้
"เสนาบดีหลี่..." ไป๋จินเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกคำกลับคมกริบดั่งใบมีดโกน "ท่านบอกว่านี่คือลายมือของข้า? และนี่คือตราประทับประจำตัวของข้าอย่างนั้นหรือ?"
"ใช่! หากเจ้าปฏิเสธ ก็แสดงว่าเจ้า..."
"ช้าก่อน..." นางยกมือขึ้นห้ามด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน "ท่านฉลาดนักที่ปลอมแปลงลายมือของข้าได้อย่างแนบเนียน... แต่ท่านคงหลงลืมไปอย่างหนึ่ง กระดาษที่ใช้ทำบัญชีเล่มนี้ คือ 'กระดาษซวนจื่อจากเมืองซูโจว' ผลิตพิเศษเฉพาะโรงกระดาษหลวงที่ส่งตรงให้แก่จวนเสนาบดีกรมการคลังเมื่อเดือนก่อนเท่านั้น... ในขณะที่จวนของท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียน ใช้ 'กระดาษไผ่เขียว' จากแดนใต้มาโดยตลอดสิأปีเต็ม ท่านเสนาบดีผู้รอบคอบ... ท่านเอาสมองส่วนไหนมาคิดว่าข้าจะใช้กระดาษของจวนท่านมาทำบัญชีทุจริตของจวนท่านอ๋องกันเล่า?"
สิ้นเสียงของนาง ท้องพระโรงพลันเงียบกริบลงชั่วพริบตา ก่อนจะตามมาด้วยเสียงสูดหายใจเข้าลึกๆ ของเหล่าขุนนางที่เริ่มตาสว่าง
เสนาบดีหลี่หน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลซกเต็มแผ่นหลัง "มะ... ไม่จริง! นั่นมันเรื่องเหลวไหล เจ้ากุเรื่องขึ้นมาเพื่อเอาตัวรอดต่างหาก!"
"กุเรื่องงั้นหรือ?" ไป๋จินเฉิงไม่ปล่อยให้ตั้งตัว นางพลิกมือขึ้น เผยให้เห็นม้วนกระดาษสีทองประทับตราหยกอีกฉบับหนึ่งในมือ ซึ่งถูกดึงออกมาจากแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว "และนี่... คือบัญชีรายรับรายจ่ายที่แท้จริง พร้อมตราประทับของกรมคลังและลายมือชื่อรับรองของรองเสนาบดีจาง ผู้ซึ่งตอนนี้... กำลังรอถวายฎีกาลับฟ้องร้องท่านในข้อหาคอร์รัปชันและสมรู้ร่วมคิดกับชนเผ่าต่างแดนอยู่ด้านนอกท้องพระโรงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
*เปรี้ยง!*
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางท้องพระโรง องค์ฮ่องเต้ทรงตบพระหัตถ์ลงบนที่ประทับด้วยความกริ้ว พระเนตรวาวโรจน์จ้องมองเสนาบดีหลี่ที่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ราวกับสุนัขจนตรอก
"หลี่กงกง... เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวอีกหรือไม่?" พระสุระเสียงเยือกเย็นจนน่ากลัวเอ่ยขึ้น
ไป๋จินเฉิงยืนตระหง่านอยู่กลางท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่มองมาด้วยความยำเกรงและหวาดกลัว นางมิใช่เพียงสตรีที่งดงามผู้คอยอยู่เบื้องหลังบุรุษอีกต่อไป แต่นางคือ 'คมปัญญา' ที่เฉียบคมที่สุดในแผ่นดินนี้ ที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจแตะต้องได้
ทว่า... ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยคำพิพากษาขั้นเด็ดขาดเพื่อปิดฉากเกมการเมืองในครั้งนี้ ขันทีเฝ้าประตูหน้าพระราชวังก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาด้วยเนื้อตัวสั่นเทา ล้มลุกคลานคลุกเข้ามาหมอบกราบแทบเบื้องพระพักตร์ พร้อมกับเสียงหอบหายใจอย่างรุนแรง
"ทูล... ทูลฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ขันทีผู้นั้นละล่ำละลักละลอกกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาดผวาจนลิ้นพันกัน "ม้าเร่งจากชายแดนประจิม... กองทัพของท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนถูก... ถูกซุ่มโจมตีในหุบเขาอัสดง! และ... และตอนนี้ท่านอ๋องทรง..."
หัวใจของไป๋จินเฉิงกระตุกวูบ รอยยิ้มมั่นใจบนใบหน้าแข็งค้างลงในทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจเป็นครั้งแรกในชีวิต ขณะที่ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งท้องพระโรงอีกครั้ง
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์และกลเกมอันล้ำลึกนี้ไปด้วยกันนะครับ
เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 11
ตบหน้ากลางท้องพระโรง
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!