"หากพระองค์ยังทรงก้าวล้ำเส้นแบ่งแห่งความเหมาะสมมามากกว่านี้ เกรงว่าหม่อมฉันคงต้องทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากฝ่าบาท เพื่อเดินทางกลับไปพักผ่อนยังจวนสกุลไป๋เป็นการถาวรแล้วกระมังเพคะ"
น้ำเสียงของไป๋จินเฉิงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ยามไร้ลมพัด ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบราวกับใบมีดที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษ นางมิได้เงยหน้าขึ้นจากกองฎีกาและแผนที่ยุทธศาสตร์ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์หอม แม้ว่าในยามนี้ ร่างสูงใหญ่ของอ๋องเซียวจิ่งเหยียนจะโน้มกายลงมาใกล้จนแทบจะกลืนกินพื้นที่หายใจของนางเข้าไปแล้วก็ตาม
ภายในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ยามวิกาล มีเพียงแสงสว่างจากเปลวเทียนเล่มใหญ่ที่ถูกปล่อยให้ละลายหยดลงบนเชิงเทียนทองสำริด บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะภายใต้อาภรณ์ปักดิ้นทองของบุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ
เซียวจิ่งเหยียนมิได้ถอยห่าง เขากลับทิ้งน้ำหนักลงบนแขนทั้งสองข้างที่ค้ำยันขอบโต๊ะไว้ กักตัวนางให้อยู่ในอาณาเขตของตน ดวงตาคมกราบดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นจดจ้องมองใบหน้างามที่สะท้อนเงาแสงเทียนอย่างพินิจพิเคราะห์ กลิ่นอายบุรุษอันทรงพลังผสมผสานกับกลิ่นอายสนธยาและจันทรานอกหน้าต่างแผ่ซ่านเข้ามาโอบล้อมเรือนร่างบอบบาง
"เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางเป็นผู้ใดกัน... จินเฉิง" สุ้มเสียงทุ้มต่ำรlอดไรฟัน เอ่ยออกมาด้วยความแหบพร่าเล็กน้อย "เจ้ากล้าขู่เปิ่นหวางด้วยการขอกลับจวนเช่นนั้นหรือ? แผ่นดินนี้ หากเปิ่นหวางไม่อนุญาต ต่อให้เจ้ามีปีกบินได้ ก็ไม่มีวันหนีพ้นเงื้อมมือของข้าไปได้หรอก"
ไป๋จินเฉิงชะงักปลายพู่กันในมือเล็กน้อย หมึกสีดำสนิทหยดลงบนกระดาษสาเนื้อดีจนเกิดเป็นรอยด่างพร้อย แต่นางก็มิได้แสดงความตื่นตระหนกออกมาแม้แต่น้อย นางค่อย ๆ วางพู่กันลงอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาบุกรุกรานคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว
"ท่านอ๋องทรงใช้อำนาจกดขี่ข้าราชการผู้หนึ่งมากเกินไปแล้วกระมังเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงกุนซือ มิใช่... อนุภรรยาในเรือนหลังของพระองค์ เหตุใดจึงทรงล่วงเกินข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
คำว่า 'อนุภรรยา' กระแทกเข้าโสตประสาทของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุจหินผาจนทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ นัยน์ตาคมกริบฉายแวววาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง ความดุดันที่เคยใช้สยบแม่ทัพศึกนับแสนบัดนี้กลับถูกหลอมละลายเหลือเพียงความรุ่มร้อนที่ยากจะควบคุม เมื่ออยู่เบื้องหน้าสตรีผู้ฉลาดเป็นกรดผู้นี้
"อนุภรรยา?" เซียวจิ่งเหยียนทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอของเขาต่ำทุ้งและเต็มไปด้วยความเย้ยหยันในโชคชะตา "ในสายตาเจ้า เปิ่นหวางเป็นบุรุษมักมากในกามารมณ์เช่นนั้นหรือ? หากข้าต้องการสตรีมาประดับจวน ข้าคงตบแต่งคุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วเมืองหลวงมานานแล้ว... ไฉนเลยจะต้องมาคอยทนฟังวาจาเชือดเฉือนจากยอดกุนซือเช่นเจ้าจนดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้เล่า"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ลมหนาวระลอกหนึ่งพัดผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลักเข้ามา ทำให้เปลวเทียนไหววูบ เงาทอดทับร่างทั้งสองให้แนบชิดกันยิ่งขึ้นในความรู้สึก ไป๋จินเฉิงเม้มริมฝีปากบางเฉียบของตนเองเล็กน้อย นางรู้ดีว่าเกมการเมืองในราชสำนักกำลังบีบคั้น และความใกล้ชิดในยามวิกาลเช่นนี้อันตรายต่อหัวใจยิ่งกว่ากองทัพทหารนับหมื่น
แต่ทว่า... หัวใจที่เคยด้านชาจากการผ่านความตายมาครั้งหนึ่งในโลกก่อน บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงทุกครั้งที่สบตากับบุรุษผู้นี้
"ถ้าเช่นนั้น... สิ่งที่ท่านอ๋องทรงต้องการจากหม่อมฉันคืออะไรกันแน่เพคะ?" ไป๋จินเฉิงถามเสียงแผ่วเบา ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววซับซ้อนที่ยากจะอ่านออก
เซียวจิ่งเหยียนนิ่งงันไปชั่วอึดใจ มือหนาที่เคยถือดาบสังหารศัตรูในสนามรบอย่างไม่ลังเล บัดนี้กลับยื่นออกไปอย่างช้า ๆ ปลายนิ้วอุ่นจัดเกลี่ยปอยผมที่หลุดรุ่ยลงมาเคลียข้างแก้มนวลของนางอย่างทะนุถนอม สัมผัสนั้นเบาราวกับปีกผีเสื้อ ทว่ากลับทำให้ลมหายใจของไป๋จินเฉิงสะดุดกึก
"สิ่งที่ข้าต้องการ..." เซียวจิ่งเหยียนโน้มใบหน้าลงกระซิบชิดริมใบหูของนาง เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความผูกพันล้ำลึกที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้ท่าทีเย็นชามาเนิ่นนาน "มิใช่แผ่นดิน มิใช่บัลลังก์มังกร... แต่เป็นหัวใจของเจ้า ไป๋จินเฉิง"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของแม่ทัพผู้ไร้พ่าย ทำให้โลกทั้งใบของยอดกุนซือหญิงหยุดหมุนไปชั่วขณะ นางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ทว่าในขณะเดียวกัน ความอบอุ่นสายหนึ่งก็ไหลซึมเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจที่หนาวเหน็บมาตลอดการต่อสู้ในวังหลวง
ทว่า ก่อนที่ไป๋จินเฉิงจะทันได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดเพื่อตั้งรับกับสถานการณ์อันน่าตื่นตะหนกนี้ เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบยามวิกาลก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบที่หน้าตำหนัก ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังรัวและน้ำเสียงหวาดวิตกของขันทีคนสนิท
"ทูลรายงานท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ... แย่แล้วเพคะท่านอ๋อง!"
เซียวจิ่งเฉยชะงัก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในพริบตา ความอ่อนโยนเมื่อครู่มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงรังสีอำมหิตของแม่ทัพผู้บัญชาการทหาร
"เข้ามา!" เขาเอ่ยเสียงกร้าว
ประถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ขันทีน้อยผู้หน้าตาซีดเผือดวิ่งล้มลุกคลานเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น ตัวสั่นเทายิ่งกว่าลูกนกตกน้ำ ใบหน้าอาบด้วยหยาดเหงื่อกาฬ
"เรียนท่านอ๋อง... ตราประทับพยัคฆ์ทองคำสามดวงที่เก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัยลับของกองทัพ... บัดนี้... บัดนี้ถูกสับเปลี่ยนเป็นของปลอมแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และผู้ที่ถือครองกุญแจดอกสุดท้ายในคืนนี้... คือราชองครักษ์เงาผู้รับใช้ใกล้ชิดขององค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ!"
ไป๋จินเฉิงผุดลุกขึ้นยืนทันที นัยน์ตาทอประกายความเฉียบคมวาวโรจน์ เกมการเมืองที่นางคาดการณ์ไว้ไม่ได้มาเยือนช้าอย่างที่คิด และศัตรูในเงาได้เคลื่อนไหวตัดหน้าพวกเขาก้าวหนึ่งเสียแล้ว
---
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์และกลเกมอันล้ำลึกนี้ไปด้วยกันนะครับ
เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 12
ความลับใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!