เสียงจอกกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ที่กระทบลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมดัง *กริ๊ก* เบา ๆ ทว่าในความเงียบสงัดของห้องทรงอักษรบูรพา เสียงนั้นกลับก้องกังวานบาดลึกราวกับเสียงประกาศิตแห่งความตาย
ไป๋จินเฉิงชะืองานพู่กันในมือเล็กน้อย หมึกสีดำสนิทที่ปลายขนสัตว์ชุ่มฉ่ำจนหยดหนึ่งร่วงลงบนกระดาษสาเนื้อดี กลายเป็นรอยด่างสีดำขุ่นที่แผ่ขยายออกช้า ๆ ราวกับก้อนเมฆฝนที่กำลังกลืนกินผืนฟ้า แต่นางมิได้ใส่ใจรอยเปื้อนนั้น ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองไปยังบุรุษผู้ประทับนั่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะมังกร
"เจ้าพี่ทรงกังวลเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ ถึงได้ทรงตวัดพู่กันพลาดในฎีกาสำคัญเช่นนี้"
น้ำเสียงขององค์รัชทายาทเซียวอี้หรานราบเรียบ ทว่าแฝงกระแสความกดดันที่จงใจปล่อยออกมาอย่างไม่ปิดบัง รัชทายาทหนุ่มในฉลองพระองค์สีเหลืองทองปักลายมังกรห้ากรงเล็บทรงเงยพระพักตร์ขึ้น ชายหนุ่มรูปงามที่มีรอยยิ้มประดับพระโอษฐ์อยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับมีประกายความเย็นเยียบพาดผ่านดวงเนตรหงส์คู่นั้นอย่างชัดเจน
จินเฉิงวางพู่กันลงอย่างช้า ๆ นางประสานมือคารวะตามธรรมเนียมราชสำนักด้วยท่าทีสง่างามไร้ที่ติ แม้ในยามเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจสูงสุดรองจากองค์ฮ่องเต้ นางก็ยังคงไว้ซึ่งความเยือกเย็นดุจสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง
"ทูลองค์รัชทายาท หม่อมฉันเพียงแต่คิดถึงยุทธศาสตร์การลำเลียงเสบียงชายแดนเหนือที่ท่านอ๋องเพิ่งทรงมีใบบอกด่วนเข้ามาพ่ะย่ะค่ะ กองทัพพยัคฆ์ทมิฬภายใต้การนำของท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนเวลานี้ มีไพร่พลอยู่ในมือร่วมสามแสนนาย ทั้งยังชนะศึกติดต่อกันสามครา ประชาชนทั่วหล้าต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ บารมีแผ่ไพศาลยิ่งนัก... เป็นธรรมดาที่ผู้ดูแลคลังหลวงอย่างหม่อมฉันจะต้องรอบคอบเป็นพิเศษ เพื่อมิให้เสบียงขาดตกบกพร่องพ่ะย่ะค่ะ"
คำพูดของนางดูผิวเผินเป็นการรายงานราชการตามหน้าที่ แต่ทว่าในหูของรัชทายาท มันกลับเป็นการตอกย้ำถึง "อำนาจอันล้นฟ้า" ของท่านอ๋องผู้เป็นพระอนุชาต่างพระมารดาอย่างเจ็บแสบ
เซียวอี้หรานแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ พระหัตถ์เรียวยาวเอื้อมไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาหมุนเล่น ทว่าสายพระเนตรยังคงจ้องมองกุนซือหญิงผู้นี้ไม่วางตา
"ท่านอ๋องทรงเก่งกาจสามารถ สมเป็นเสาหลักแห่งต้าเซี่ย... แต่น่าเสียดายนะท่านกุนซือ เสาหลักต้นนี้ใหญ่โตเกินไป จนบางครั้งคานตำหนักหลังนี้เริ่มสั่นคลอนแล้ว เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทรงอักษรอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าไป๋จินเฉิงกลับมิได้แสดงอาการหวาดกลัว นางเพียงเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ แววตาของนางนิ่งสงบ ดุจผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น
"ใต้หล้านี้เป็นของฝ่าบาท อำนาจทั้งปวงย่อมรวมศูนย์ที่บัลลังก์มังกร ท่านอ๋องทรงเป็นเพียงพระราชโอรสผู้กตัญญูและแม่ทัพผู้จงรักภักดี รัชทายาททรงคิดมากไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ" นางตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่นทุกถ้อยคำ "อีกอย่าง... คนเช่นท่านอ๋อง หาได้มีความทะเยอทะยานในสิ่งที่มิใช่ของตนไม่ สิ่งที่พระองค์ทรงปกป้องมิใช่บัลลังก์ แต่คือแผ่นดินและรอยยิ้มของราษฎร์ต่างหาก"
คิ้วขององค์รัชทายาทกระตุกวูบ รอยยิ้มบนพระโอษฐ์เลือนหายไปในพริบตา พระเนตรคมกริววาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจ ทว่าก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสสิ่งใดต่อ เสียงขันทีหน้าตำหนักก็ขานรับดังลั่น
"ท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนเสด็จ—!"
สิ้นเสียงนั้น บานประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ลมหนาวนอกตำหนักพัดกรรโชกเข้ามาวูบหนึ่ง หอบเอาไอเย็นเยียบราวยอดเขาหิมะเข้ามาปกคลุมทั่วห้อง ร่างสูงสง่าในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิทปักดิ้นลายหมาป่าทมิฬก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าหนักแน่นมั่นคง ไอสังหารและรัศมีแห่งผู้กุมอำนาจกองทัพแผ่ซ่านออกมาจนข้าราชบริพารรอบด้านต้องรีบก้มหน้าหลบสายตา
เซียวจิ่งเหยียน... บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามผู้ไร้พ่าย
ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกแกะสลักไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงตาดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมององค์รัชทายาทก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบางของสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ ทันทีที่สายตาของเขาสบเข้ากับไป๋จินเฉิง แววตาที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งนับพันปีนั้นก็พลันอ่อนแสงลงวูบหนึ่งโดยไม่มีใครทันสังเกต
"ถวายบังคมองค์รัชทายาท" เซียวจิ่งเหยียนประสานมือคารวะตามพิธีการ น้ำเสียงทุ้มต่ำกังวานราวดนตรีโบราณ "ดูเหมือนกระหม่อมจะมาขัดจังหวะการสนทนาระหว่างรัชทายาทกับกุนซือไป๋สินะพ่ะย่ะค่ะ"
เซียวอี้หรานฝืนแย้มพระสรวล ปรับสีพระพักตร์ให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว แม้ในใจจะริษยาและหวาดระแวงอนุชาผู้นี้เพียงใด แต่ต่อหน้าธารกำนัล พระองค์ย่อมต้องรักษามารยาทแห่งความเป็นพี่
"เสด็จน้องมาก็ดีแล้ว เรากำลังพูดถึงเรื่องเสบียงและกำลังพลที่ชายแดนเหนือพอดี เจ้ากุมอำนาจทหารไว้ในมือถึงสามแสนนาย ฮ่องเต้ทรงพระราชทานตราพยัคฆ์ให้เจ้าไว้ใจ แต่ดูเหมือนขุนนางในราชสำนักเริ่มจะกังวลกันแล้วว่า เจ้าจะมีอำนาจล้นฟ้าจนเกินควบคุม"
คำพูดเชิงหยั่งเชิงและใส่ร้ายป้ายสีถูกพ่นออกมาอย่างไร้ความเกรงใจ ทว่าเซียวจิ่งเหยียนกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
"อำนาจในมือกระหม่อม มีไว้เพื่อปกป้องราชบัลลังก์และแผ่นดินต้าเซี่ย หาใช่เพื่อการอื่น หากผู้ใดในราชสำนักมีความกังวล... ให้ผู้นั้นมาถือกระบี่ออกรบแทนกระหม่อมที่ชายแดนเหนือก่อน แล้วค่อยมาพูดเรื่องอำนาจกับกระหม่อมก็ยังไม่สายพ่ะย่ะค่ะ"
น้ำเสียงของท่านอ๋องราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดุจใบมีดที่เคลือบยาพิษ ประโยคเดียวซัดกลับจนองค์รัชทายาทพระพักตร์ตึงเครียดขึ้นมาทันที
ไป๋จินเฉิงลอบถอนหายใจเบา ๆ ในใจ นางรู้ดีว่าสถานการณ์ในราชสำนักเวลานี้เปรียบเสมือนกองฟางที่รอเพียงประกายไฟเดียวเพื่อลุกโชน ความระแวงขององค์รัชทายาทไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากปล่อยให้ความขัดแย้งนี้ลุกลาม เกรงว่าราชสำนักคงนองเลือดก่อนที่ศึกนอกประเทศจะสงบลง
"องค์รัชทายาททรงตรัสหยอกเย้าไปเท่านั้นเองพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง" จินเฉิงรีบก้าวเข้าไปขนาบข้างเซียวจิ่งเหยียน นางเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อคลี่คลายบรรยากาศ พร้อมกับแอบส่งสายตาเตือนสติไปยังบุรุษร่างสูง
เซียวจิ่งเหยียนเหลือบมองสตรีข้างกาย กลิ่นกายหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยช่วยดับเพลิงโทสะในอกเขาลงได้สนิท มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวของนางไว้ใต้ชายแขนเสื้ออย่างแนบเนียน บีบเบา ๆ เป็นการส่งสัญญาณว่าเขาเข้าใจนางดี
"กระหม่อมยังมีราชกิจต้องหารือกับกุนซือไป๋เรื่องแผนที่ยุทธศาสตร์ ขอตัวก่อนพ่ะย่ะค่ะ"
เซียวจิ่งเหยียนไม่รอให้รัชทายาทอนุญาต เขาจับจูงข้อมือของไป๋จินเฉิงให้เดินตามออกมาจากห้องทรงอักษรทันท่ามกลางสายตางุนงงและขุ่นเคืองขององค์รัชทายาท
เมื่อเดินพ้นเขตตำหนักบูรพามาไกลพอสมควร จนกระทั่งถึงศาลาแปดเหลี่ยมกลางสวนท้อที่ปกคลุมด้วยหิมะโปรยปราย เซียวจิ่งเหยียนจึงยอมปล่อยมือ นางหันกลับมามองค้อนเขาเล็กน้อย
"ท่านอ๋องทรงทำเช่นนั้น ยิ่งเป็นการราดน้ำมันเข้ากองไฟนะพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาททรงระแวงท่านถึงขีดสุดแล้ว" จินเฉิงเอ่ยเสียงเบา
เซียวจิ่งเหยียนโน้มตัวลงมาใกล้ ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตานาง น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและจริงจังอย่างยิ่งยวด
"ปล่อยให้เขาหวาดระแวงไปเถอะจินเฉิง สิ่งเดียวในแผ่นดินนี้ที่ข้าต้องการครอบครองและปกป้องด้วยชีวิต... มิใช่บัลลังก์มังกรเน่าเฟะนั่น" เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "แต่คือเจ้า"
หัวใจของยอดกุนซือหญิงกระตุกวูบ ท่ามกลางพายุแห่งการแย่งชิงอำนาจและความตายที่รายล้อม ความมั่นคงในแววตาของเขานี่เองคือเกราะคุ้ม The only safe place ที่นางมี
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความลึกซึ้ง ขันทีประจำพระองค์ของฮ่องเต้ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบซีดเผือด
"ท่านอ๋อง! กุนซือไป๋! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... ฝ่าบาท... ฝ่าบาททรงมีรับสั่งด่วน! ให้ท่านอ๋องนำกำลังพลครึ่งหนึ่งเคลื่อนพลปิดล้อมประตูเมืองหลวงทันที อ้างว่า... อ้างว่าพบตราประทับลับของกบฏซุกซ่อนอยู่ในตำหนักของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวจิ่งเหยียนชะงัก รัศมีเยือกเย็นพุ่งทะยานขึ้นจากร่างเขาทันที ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงอย่างอันตราย
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคลื่นลมแห่งอำนาจนี้ด้วยกันนะครับ
เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 21
รอยร้าวในราชสำนัก
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!