เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 20

พิษร้ายในจอกสุรา

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำขององค์ชายสามที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในท้องพระโรงใหญ่ เปรียบประดุจเสียงกรับไม้ไผ่ที่เคาะประกาศเปิดฉากมหรสพเลือด ซึ่งมีเดิมพันเป็นแผ่นดินต้าเซี่ยทั้งแผ่นดิน "กุนซือไป๋ช่างกล่าวได้คมคายยิ่งนัก สุราจอกนี้เป็นถึงสุรัตติกาลบรรณาการจากแคว้นซ่ง หาทานได้ยากยิ่งในรอบทศวรรษ หากท่านปฏิเสธน้ำใจจากเรา เกรงว่าจะเสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์พระองค์เสียแล้วกระมัง" ดวงตาเรียวรีขององค์ชายสามทอประกายระยิบระยับดั่งงูพิษที่ขดตัวรอจังหวะฉกฉุด นางกวาดสายตามองร่างเพรียวระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายเหมันต์สีครามเข้มของไป๋จินเฉิงด้วยรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษ ไหล่บอบบางของนางตั้งตรงอย่างสง่างาม ไม่สะทกสะท้านต่อบรรยากาศอันกดดันที่แผ่ซ่านมาจากเหล่าขุนนางฝ่ายตรงข้ามที่ต่างพากันกลั้นหายใจรอชมความพินาศ ไป๋จินเฉิงแย้มสรวลน้อยๆ รอยยิ้มนั้นงดงามราวดอกเหมันต์แรกแย้มท่ามกลางหิมะโปรราญ ทว่ากลับเยือกเย็นเสียจนผู้พบเห็นต้องหนีบชายเสื้อเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว นางมิได้รีบร้อนเอื้อมมือไปรับจอกสุราเงินลวดลายวิจิตรที่ขันทีเฒ่านำมาถวาย หากแต่ช้อนสายตาขึ้นสบประสานกับนัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวอินทรีย์ของอ๋องเซียวจิ่งเหยียนผู้ประทับอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะเสวย ท่ามกลางแสงเทียนที่ไหวระริก เคมีอันเงียบงันแต่ดุเดือดระหว่างคนทั้งสองพวยพุ่งขึ้นราวกับคลื่นใต้น้ำ แม่ทัพเซียวจิ่งเหยียนมิได้เอวาจาใดๆ พระองค์ยังคงประทับนิ่งดุจหินผาพันปี นิ้วพระหัตถ์แกร่งที่กุมจอกหยกขาวไว้แน่นจนข้อพระกรขึ้นสีขาวซีด นั่นคือสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุดจากบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพพยัคฆ์บูรพา... ทว่า ในแววตาคู่นั้นกลับปรากฏประกายความไว้วางใจอันลึกซึ้งที่มอบให้แก่นางแต่เพียงผู้เดียว "องค์ชายสามตรัสเกินไปแล้วกระมังเพคะ" เสียงหวานใสกังวานก้องกังสดาลกังฟู แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันอันบางเบาที่บาดลึกถึงกระดูก "สุราล้ำค่าเช่นนี้ ย่อมคู่ควรแก่ผู้มีบุญญาธิการ หรือผู้ที่มีความบริสุทธิ์ใจไร้ซึ่งมลทิน หม่อมฉันเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาตัวเล็กๆ เกรงว่าจะรับความหวังดีอันหนักหน่วงนี้ไม่ไหว" "หรือว่า... กุนซือไป๋จะทรงหวาดกลัวว่าสุราจอกนี้จะมีสิ่งเจือปนกันเล่า?" องค์ชายสามย้อนถามเสียงสูง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก "หม่อมฉันมิได้หวาดกลัวความตาย" ไป๋จินเฉิงกล่าวพร้อมกับค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ทรวดทรงระหงสะท้อนกับแสงเทียน ชายผ้าแพรไหวระรื่นตามจังหวะการก้าวเดิน "เพียงแต่... ชีวิตของหม่อมฉันในยามนี้ มิได้เป็นของหม่อมฉันผู้เดียวอีกต่อไปแล้ว" คำพูดนั้นสะท้อนก้องในโสตประสาทของเซียวจิ่งเหยียน หัวใจของแม่ทัพผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อคมดาบใดในใต้หล้า กระตุกวูบอย่างรุนแรง พระองค์ทรงรู้ดีว่านางหมายถึงสิ่งใด ความผูกพันที่ถักทอขึ้นท่ามกลางเล่ห์เหลี่ยมการเมืองและกลิ่นอายคาวเลือด ได้หลอมรวมดวงวิญญาณของคนทั้งสองเข้าไว้ด้วยกันอย่างไม่มีวันพรากจาก ไป๋จินเฉิงยื่นมือเรียวขาวราวหยกสลักออกไปรับจอกสุราเงินจากขันที ปลายนิ้วของนางสัมผัสกับผิวโลหะเย็นเฉียบ นางก้มลงสูดดมกลิ่นอายจางๆ ที่ลอยกรุ่นขึ้นมา ด้วยความรู้สมัยใหม่ทางเคมีและสมุนไพรที่ติดตัวมาจากการข้ามมิติ ทำให้จมูกอันเฉียบคมของนางแยกแยะส่วนผสมนับร้อยชนิดได้อย่างแม่นยำ *กลิ่นดอกอู๋ถงป่า... ผสมกับน้ำยางจากหนามอัคคีพิษ...* หางตาของนางเหลือบไปเห็นรอยยิ้มพึงพอใจที่ระบายอยู่บนใบหน้าของมหาเสนาบดีหลี่ผู้เป็นขั้วอำนาจเก่า แผนการชั่วร้ายถูกเปิดโปงขึ้นในสมองอันปราดเปรื่องของนางอย่างรวดเร็ว พิษชนิดนี้จะไม่ทำให้ตายทันที แต่จะค่อยๆ กัดกร่อนเส้นประสาทและพลังภายในทีละน้อย จนกระทั่งกระอักเลือดตายภายในเจ็ดวันโดยไร้ร่องรอยการถูกวางยา บรรยากาศในท้องพระโรงเงียบสงบลงจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเปลวไฟลุกไหม้ไส้เทียน ทุกสายตาจับจ้องมาที่นางเป็นตาเดียว ต่างลุ้นระทึกว่ายอดกุนซือหญิงผู้นี้จะหาทางหลีกเลี่ยงการดื่มสุราอาบยาพิษนี้อย่างไร หรือนางจะยอมดื่มมันลงไปเพื่อรักษาหน้าของราชสำนัก ไป๋จินเฉิงแย้มสรวลเยдя สร้อยระย้าบนปิ่นปักผมสั่นไหวเบาๆ นางยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปากอิ่มสีชาด "ช้าก่อน!" เสียงทรงอำนาจดังกังวานขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของอ๋องเซียวจิ่งเหยียนที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วท้องพระโรงราวกับพายุฤดูร้อนที่กำลังก่อตัว ขุนนางหลายคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว เซียวจิ่งเหยียนก้าวเท้าเดินยาวๆ ลงมาจากแท่นประทับ พระพักตร์เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งรอยยิ้มใดๆ ทว่าแววตากลับลุกโชนด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้เป็นจุล "สุราจอกนี้... เป่ยเฉิง... ข้าขอเป็นผู้ดื่มแทนเอง" สิ้นพระสุรเสียงของท่านอ๋อง องค์ชายสามถึงกับพระพักตร์ถอดสี ทรงคาดไม่ถึงว่าแม่ทัพผู้เยือกเย็นและรักตัวกลัวตายมาตลอดอย่างเซียวจิ่งเหยียน จะยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อสตรีเพียงคนเดียวเช่นนี้! ไป๋จินเฉิงเบิกตากว้างเล็กน้อย นางรีบเอื้อมมือไปคว้าแขนเสื้อของพระองค์ไว้ แน่นหนาและอบอุ่น "ท่านอ๋อง... อย่าเพิ่ง..." ทว่า ในวินาทีที่เซียวจิ่งเหยียนยื่นพระหัตถ์มาแย่งจอกสุราไปจากมือนางนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงเกือกม้าอันกึกก้องก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกท้องพระโรง ราวกับกองทัพนับหมื่นกำลังบุกเข้าล้อมพระราชวังหลวง ประตูบานใหญ่แกะสลักลวดลายวิจิตรถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยแรงมหาศาล ท่ามกลางกลุ่มควันและฝุ่นตลบ บุรุษในชุดเกราะทองคำประดับลายพยัคฆ์ผู้หนึ่งก้าวเข้ามา พร้อมกับชูราชโองการลับฉบับใหม่ที่ประทับตราหยกมังกรทองคำอร่ามตาขึ้นสูงเหนือหัว "พระราชโองการด่วนที่สุดจากฮ่องเต้... ปลดท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนออกจากตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ และจับกุมกุนซือไป๋จินเฉิงในข้อหากบฏ!" ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคลื่นลมแห่งอำนาจนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%