"หากก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว โลหิตของบุตรสาวท่านเสนาบดีคงต้องย้อมแผ่นหินอ่อนนี้ให้แปดเปื้อนแล้วกระมัง พญามังกรแห่งแดนเหนือ"
เสียงหัวเราะเยียบเย็นดังสะท้อนก้องท้องพระโรงกว้าง แสงคบเพลิงวับแวมสาดส่องเงาทอดยาวบิดเบี้ยวตามจังหวะลมราตรีที่พัดโชยเข้ามาทางช่องหน้าต่างสลักลายโบราณ ไป๋จินเฉิงถูกพันธนาการไว้ด้วยคมดาบเล่มคมกริบที่แนบชิดลำคอระหง เส้นผมสีดำสนิทคลายสยายระบ่า อาภรณ์ปักลายหงส์สีชาดเปื้อนฝุ่นควันจากการต่อสู้เมื่อครู่ ทว่าแววตาของนางหาได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม ดวงพักตร์ที่มักสงบนิ่งดั่งผืนน้ำยามไร้ลม กลับฉายแววท้าทายและคมกริบราวกับจะมองทะลุแผนชั่วของฝ่ายตรงข้ามให้มลายสิ้น
เซียวจิ่งเหยียนหยุดฝีเท้าลงทันที ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬประดับลวดลายเงินยวดยวงหยุดนิ่งดั่งรูปสลักหินผา ทว่าดวงเนตรคมกลาภกลับลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะที่ยากจะควบคุม ไอร้อนระอุแผ่ซ่านออกจากร่างของแม่ทัพผู้กุมอำนาจกองทัพอันดับหนึ่งจนเหล่าทหารองครักษ์ด้านหลังยังต้องก้าวถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น ความเยือกเย็นที่เคยใช้สยบสนามรบมานับร้อยพังทลายลงในเสี้ยววินาที เมื่อชีวิตของสตรีผู้กุมหัวใจและมันสมองแห่งแผ่นดินตกอยู่ใต้คมดาบของทรชน
"หลี่อี้... เจ้ากล้าเอาชีวิตของนางมาแลกกับความตายของตนเองสินะ" สุ้มเสียงของท่านอ๋องต่ำลึกและแหบพร่า เลือดในกายพุ่งพล่านดั่งคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
หลี่อี้ ขุนนางกังฉินผู้แปรพักตร์ หัวเราะร่วน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความบ้าคลั่ง มือข้างหนึ่งกดคมดาบลงบนผิวเนื้อนุ่มจนรอยโลหิตสีแดงฉานซึมผ่านเนื้อผ้าสีอ่อนออกมาเล็กน้อย ภาพนั้นบาดลึกเข้าไปในดวงตาของเซียวจิ่งเหยียนราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง
"ความตายหรือ? ข้าเตรียมใจไว้ตั้งแต่วันที่คิดจะคว่ำบัลลังก์แล้ว ท่านอ๋อง!" หลี่อี้แผדเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้น "ท่านมีกำลังทหารนับแสน มีปัญญาเป็นเลิศในใต้หล้า แล้วอย่างไรเล่า? สุดท้ายสตรีที่ท่านรักที่สุด ก็ต้องมาคุกเข่าอยู่ใต้แทบเท้าข้าในค่ำคืนนี้ วางอาวุธในมือลงเสีย! มิฉะนั้น ศีรษะของยอดกุนซือไป๋ จะหลุดจากบ่าก่อนที่จันทร์จะลับขอบฟ้า!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะใช้มีดกรีดออกได้ เหล่าทหารกล้าของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬต่างพากันกำกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่องอขาว พวกเขารู้ดีว่าท่านอ๋องรักและให้เกียรติไป๋จินเฉิงเพียงใด นางไม่ใช่แค่กุนซือผู้ชาญฉลาด แต่คือดวงใจและคู่คิดที่ร่วมเป็นร่วมตายผ่านหุบเหวแห่งความตายมาด้วยกัน
ไป๋จินเฉิงกวาดสายตาคมปลาบไปยังหลี่อี้ นางขยับริมฝีปากเล็กน้อย แม้ลำคอจะแนบชิดกับคมดาบ แต่น้ำเสียงของนางกลับราบเรียบและเปี่ยมด้วยอำนาจทางปัญญาที่เหนือกว่า
"หลี่อี้... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการจับข้าเป็นตัวประกัน จะทำให้เจ้าพลิกกระดานนี้ได้?"
หลี่อี้ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ปราศจากความหวั่นเกรงของนาง "หุบปาก! นังสารเลว เจ้ายังมีหน้ามาพูดจาอวดดีอีกรึ!"
"ข้าไม่ได้อวดดี แต่กำลังเตือนสติสุนัขจนตรอกเช่นเจ้าต่างหาก" ไป๋จินเฉิงแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามราวกับบุปผาในเหมันต์แต่กลับเยือกเย็นจนกระดูกสันหลังวาบ "เจ้าคิดว่ากำลังคุยอยู่กับใคร? นี่คือเซียวจิ่งเหยียน แม่ทัพผู้เหี้ยมหาญที่สุดในประวัติศาสตร์ และนี่คือตำหนักอักษรที่ถูกล้อมไว้ด้วยกองกำลังทหารนับหมื่น... เจ้าก้าวขาออกไปจากห้องนี้ไม่ได้ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว ต่อให้ไม่มีข้าเป็นตัวประกัน ศีรษะของเจ้าก็ถูกแขวนประจานที่ประตูเมืองตั้งแต่วันพรุ่งนี้เช้าอยู่ดี"
"เจ้า...!" หลี่อี้หน้าถอดสี มือที่ถือดาบเริ่มสั่นระริกด้วยความโกรธและหวาดกลัวที่ถูกคำพูดของนางทิ่มแทงเข้าจุดอ่อน "ถ้าข้าจะตาย อย่างน้อยก็ต้องมีคนตายตกไปตามกัน ข้าจะลากเจ้านรกไปพร้อมกับข้าด้วย!"
เมื่อเห็นมือของหลี่อี้เริ่มเงื้อคมดาบขึ้นเตรียมปลิดชีพตัวประกัน เซียวจิ่งเหยียนก็ไม่รอช้าอีกต่อไป
ความรวดเร็วของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมาโชกโชนนั้นดั่งสายฟ้าฟาด ร่างสูงพุ่งทะยานออกไปด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูง เสียงแหวกอากาศหวีดหวิวพร้อมกับประกายแสงสีเงินวาบขึ้นในความมืด หลี่อี้ยังไม่ทันได้ขยับข้อมือด้วยซ้ำ ปลายกระบี่บินที่ซัดออกมาจากปลายนิ้วของเซียวจิ่งเหยียนก็ปักทะลุข้อมือขวาของมันอย่างแม่นยำ
*ฉึก!*
"อ๊ากกกกก!"
เสียงร้องโหยหวนดังสนั่น คมดาบหลุดร่วงจากมือที่ชุ่มไปด้วยโลหิต ไป๋จินเฉิงไม่รอช้า นางใช้ศอกกระแทกเข้าที่ซี่โครงของหลี่อี้อย่างเต็มแรง พร้อมกับหมุนตัวหลุดพ้นจากการพันธนาการได้อย่างงดงามราวกับนกนางแอ่นร่อนลม
เซียวจิ่งเหยียนพุ่งเข้าประชิดตัวในพริบตาเดียว วงแขนแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอกไว้แน่น แรงกอดนั้นแน่นแฟ้นและสั่นเทาเล็กน้อยราวกับต้องการยืนยันว่าสตรีในอ้อมแขนยังมีชีวิตอยู่จริง ลมหายใจอุ่นร้อนรดอยู่ข้างขมับของนาง กลิ่นอายบุรุษผสมกลิ่นคาวเลือดจางๆ แผ่ซ่านรอบกาย นางหลับตาลงซบใบหน้ากับแผงอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรง รับรู้ถึงจังหวะหัวใจของเขาที่เต้นรัวเร็วกว่าปกติ
"เจ้าโง่... ใครใช้ให้เจ้าท้าทายมันเช่นนั้น" เสียงกระซิบของเซียวจิ่งเหยียนพร่าสั่น เจือความตัดพ้อและห่วงหาอย่างล้นพ้น
"ถ้าข้าไม่ถ่วงเวลา ท่านจะหาจังหวะซัดกระบี่แม่นยำเช่นนี้ได้หรือเพคะ... ท่านอ๋อง" ไป๋จินเฉิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาดื้อรั้นฉายประกายล้อเลียนจางๆ "ท่านก็รู้ว่าหมากกระดานนี้ ข้าไม่เคยยอมเป็นเบี้ยให้ใครเขี่ยทิ้งง่ายๆ หรอก"
เซียวจิ่งเหยียนมองนางด้วยความรู้สึกที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ ทั้งรัก ทั้งโกรธ ทั้งหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น เขาก้มลงหมายจะประทับจุมพิตลงบนหน้าผากมนเพื่อปลอบประโลมขวัญ ทว่าในวินาทีนั้นเอง...
เสียงก0งศึกและเสียงฝีเท้าหนักอึ้งนับร้อยนายก็ดังขึ้นจากเบื้องล่างตำหนัก แรงสะเทือนทำให้ฝุ่นละอองร่วงหล่นลงมาจากคานไม้โบราณ ทหารองครักษ์ผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าคำนับด้วยความเร่งรีบ
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังทหารรักษาพระองค์ของไทเฮา บุกทะลวงประตูชั้นในเข้ามาแล้ว และ... และพวกมันกำลังนำทางโดยบุคคลที่ท่านไม่คาดคิดที่สุด!"
เซียวจิ่งเหยียนขมวดคิ้วแน่น ปล่อยมือจากร่างของไป๋จินเฉิงช้าๆ ดวงตาดุดลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ไป๋จินเฉิงหันไปมองยังเบื้องล่างด้วยแววตาครุ่นคิด
ประตูบานใหญ่ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ ท่ามกลางแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องเข้ามา ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของสตรีผู้หนึ่งก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น นางกวาดสายตามองมาที่คนทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยพระราชโองการลับในมือขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานก้อง
"พระราชโองการลับจากฮ่องเต้... ให้จับกุมตัวอ๋องเซียวจิ่งเหยียนและไป๋จินเฉิง ในข้อหากบฏ!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์และกลเกมอันล้ำลึกนี้ไปพร้อมกับข้าพเจ้านะครับ
เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 14
หมากกระดานนี้มีเดิมพันด้วยชีวิต
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!