เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 4

รอยยิ้มใต้หน้ากากของท่านอ๋อง

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมราคาแพงระเหยลอยวนอยู่ในศาลารabริมน้ำ ปะปนกับกลิ่นจางๆ ของเหล้าหมักปีกลายที่ถูกรินลงในจอกกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ แสงจากโคมกระดาษทาน้ำมันวาวขับเน้นเงาทอดตัวยาวของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งนิ่งดุจรูปสลักหินหยก ท่ามกลางความเงียบงัดของราตรีกาลที่มีเพียงเสียงสายน้ำกระทบตอม่อสะพานเป็นระลอก "ดูเหมือนว่า... หมากตานี้ มิใช่แค่ฮูหยินรองในเรือนหลังเสียแล้วล่ะเพคะท่านอ๋อง... แต่มีคนชักใยอยู่เบื้องหลังราชสำนักจริงๆ เสียแล้ว" สุ้มเสียงติดจะเย้าแหย่ทว่าแฝงความนัยคมกริบดังขึ้น ทำลายความเงียบงันลง ทว่าอ๋องเซียวจิ่งเหยียนมิได้ขยับพระองค์แม้แต่น้อย พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีทอดมองไปยังผืนน้ำนิ่งสนิท สะท้อนเงาจันทร์เสี้ยวที่ถูกระลอกคลื่นบิดเบือนจนแตกกระจาย ร่างบางในชุดบุรุษผ้าแพรต่วนสีนิลสนิทก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า โดยไม่มีเสียงฝีเท้าเล็ดลอดแม้แต่น้อย นางคือไป๋จินเฉิง... สตรีผู้กุมความลับและหมากทุกกระดานที่กำลังสั่นคลอนเสาหลักแห่งราชสำนักต้าเซียว แววตาของนางพินิจพิเคราะห์บุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดินผู้นี้อย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มบางเบาราวกับกลีบเหมยต้องน้ำค้างแต้มอยู่บนมุมปาก ทว่าดวงตากลับคมปลาบราวใบมีดซ่อนในฝัก เซียวจิ่งเหยียนค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้นช้าๆ ความมืดครึ้มของรัตติกาลไม่อาจลดทอนความคมคายดุดันของพระพักตร์นั้นลงได้แม้แต่น้อย สันกรามคมสันรับกับจมูกโด่งเป็นสันคม ดวงเนตรลึกล้ำดั่งเหวอเวจีคู่นั้นกวาดมองสำรวจสตรีตรงหน้าตั้งแต่ปลายเส้นผมที่ถูกรวบเก็บอย่างเรียบร้อยในหมวกบัณฑิต จนถึงปลายรองเท้าผ้าปักลายเมฆา ความนิ่งงันระหว่างคนทั้งสองยาวนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์ บรรยากาศรอบกายกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าไม่มีใครยอมหลบสายตา "เจ้ากล้าดียังไง ถึงกล้าลอบเข้ามาในเขตหวงห้ามของตำหนักอ๋องยามวิกาลเช่นนี้, คุณชายไป๋" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อnเอ่ยออกมา เยือกเย็นและราบเรียบราวกับผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งร่องรอยอารมณ์ใดๆ ไป๋จินเฉิงหัวเราะในลำคอเบาๆ นางหาได้ถอยหลังไม่ กลับก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกกึ่งก้าว จนกลิ่นกายหอมละมุนดั่งดอกไม้ป่าหลังฝนเจือจางลอยปะปนกับกลิ่นกำยาน "หากหม่อมฉันไม่กล้าหาญพอที่จะเหยียบย่างเข้ามาในเขตมรณะแห่งนี้ เกรงว่าหมากกระดานสำคัญที่ท่านอ๋องทรงเฝ้ารอคอยมาแรมปี... คงจะถูกปัดตกกระดานไปเสียก่อนที่พระองค์จะได้ทอดพระเนตรด้วยซ้ำเพคะ" นิ้วเรียวยาวดั่งลำเทียนหยิบจอกสุราขึ้นรินของเหลวสีอำพันใสด้วยกิริยาเชื่องช้า สง่างาม และเป็นธรรมชาติ ราวกับนางเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้เสียเอง เซียวจิ่งเหยียนหรี่พระเนตรลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากพระวรกายวูบหนึ่งจนเสื้อคลุมปักลายมังกรไหววูบ บุรุษผู้กุมกองทัพพยัคฆ์ประจิมผู้เหี้ยมหาญ ไม่เคยมีผู้ใดกล้าต่อรองต่อหน้าเขาเช่นนี้มานานเท่าไหร่แล้ว? สตรีผู้นี้ช่างอาจหาญ หรือไม่... ก็โง่เขลาเบาปัญญาจนไม่รู้ว่าความตายหน้าตาเป็นเช่นไร "เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใคร ถึงกล้าอาจหาญเข้ามาแทรกแซงเกมการเมืองระหว่างราชสำนักกับกองทัพ?" เซียวจิ่งเหยียนตรัสถาม น้ำเสียงกดต่ำลงจนน่าขนลุก พระองค์ยื่นพระหัตถ์ออกไปช้าๆ แล้วกุมข้อมือเรียวของนางไว้มั่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงราศคีมเหล็ก ทว่าไป๋จินเฉิงกลับไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว นางเพียงแค่เงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ รอยยิ้มใต้หน้ากากความเยือกเย็นของนางยังคงประดับอยู่ "หม่อมฉันมิใช่ใครอื่น... เป็นเพียงผู้ที่จะนำพาชัยชนะมาสู่พระองค์อย่างไรล่ะเพคะ" ไป๋จินเฉิงกระซิิบลอดไรฟัน น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจไร้ความหวาดกลัว "ฮูหยินรองในเรือนจวนเสนาบดีซ่งเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่ถูกใช้โยนหินถามทาง แต่เบื้องหลังนาง มีเสนาบดีฝ่ายซ้ายและตระกูลหลี่หนุนหลังอยู่... ท่านอ๋องคิดว่า หากข่าวเรื่องการซ่องสุมกำลังพลลับนอกเมืองหลวงรั่วไหลออกไป ราชสำนักจะสั่นคลอนแค่ไหนเพคะ?" ดวงเนตรของเซียวจิ่งเหยียนไหววูบไปชั่วขณะ ข้อมูลนี้เป็นความลับสุดยอดที่แม้แต่หน่วยข่าวกรองของตำหนักอ๋องเพิ่งจะสืบทราบเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน เหตุใดสตรีที่ควรจะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องหอจึงล่วงรู้ลึกล้ำถึงเพียงนี้? "เจ้าสืบเรื่องนี้มาจากไหน?" พระองค์ตรัสถามเสียงเข้ม ร่างสูงใหญ่ขยับเข้าประชิดนางมากขึ้นจนไป๋จินเฉิงต้องเงยหน้าขึ้นมองเกือบชิดแผงพระอุระ "หม่อมฉันไม่ได้สืบ... แต่หม่อมฉันเป็นผู้จัดวางฉากทัศน์เหล่านี้ด้วยตนเองต่างหากล่ะเพคะ" คำกล่าวอ้างอันน่าตกใจนี้ทำให้อ๋องเซียวจิ่งเหยียนถึงกับชะงัก พระองค์จ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่ใสกระจ่างดั่งกระจกเงาไร้มลทิล ทว่ากลับซ่อนขุมปัญญาอันลึกล้ำที่ไม่อาจหยั่งถึง ไม่มีร่องรอยของการโกหก... สตรีผู้นี้ช่างอันตราย ร้ายกาจ และน่าหลงใหลในคราเดียวกัน แทนที่จะทรงกริ้ว เซียวจิ่งเหยียนกลับแย้มพระสรุปบางเบาที่มุมโอษฐ์ เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่ทำให้เหล่าขุนนางทรราชต่างพากันหวาดผวามานักต่อนัก "น่าสนใจ... เจ้าทำให้เป้าหมายของเปิ่นหวางน่าสนุกขึ้นมาเสียแล้ว คุณชายไป๋" พระองค์ตรัสเสียงพร่าชิดริมฝีปากของนาง "แต่การเล่นกับไฟ... เจ้าไม่กลัวว่ามือของตนเองจะมอดไหม้เป็นจุลหรืออย่างไร?" "หากไฟกองนั้นสามารถเผาผลาญศัตรูให้มอดไหม้ไปพร้อมกันได้... หม่อมฉันย่อมยินดีที่จะยอมถูกแผดเผาเพคะท่านอ๋อง" ไป๋จินเฉิงตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แพ้กัน เคมีอันตึงเครียดและร้อนแรงแผ่ซ่านระหว่างคนทั้งสอง ราวกับประกายไฟที่กระทบเข้ากับกองฟืนแห้ง รอเพียงลมหายใจเดียวที่จะโหมกระพือให้ลุกโชน ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝרהนหนักหน่วงและเสียงประกาศก้องก็ดังแหวกความเงียบมาจากนอกศาลาริมน้ำ "รายงาน! ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" องครักษ์เงาพุ่งเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยอาการหอบสะท้าน สีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด "ราชโองการลับจากฮ่องเต้... ถูกส่งมาถึงหน้าตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ และ... และในราชโองการระบุชื่อ... คุณชายไป๋จินเฉิง ให้ถูกจับกุมตัวข้อหากบฏทันทีพ่ะย่ะค่ะ!" เซียวจิ่งเหยียนชะงัก พระเนตรคมกริบหันกลับมามองสตรีในอ้อมพระกรทันที ขณะที่ไป๋จินเฉิงยังคงแย้มยิ้มบางเบาอย่างไร้ความตกใจ ราวกับนางล่วงรู้อนาคตข้อนี้อยู่แล้ว ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%