"หากก้าวล่วงเกินเขตพระฐานชั้นในอีกเพียงก้าวเดียว เกรงว่าต่อให้เป็นถึงสนมเอกผู้โปรดปราน ก็มิอาจปกป้องศีรษะบนบ่าของเจ้าได้หรอกกระมัง"
เสียงทุ้มต่ำกังวานดั่งหินผาปะทะคลื่นลมดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดของตำหนักตำรับบูรพา กลิ่นอายคุกรุ่นของอำนาจและกลิ่นหอมเย็นของชากลีบเหมยลอยวนอยู่ในอากาศ ปลายพู่กันขนกระต่ายป่าในมือของไป๋จินเฉิงหยุดชะงักลงเล็กน้อย ก่อนที่นางจะจรดน้ำหมึกสีดำสนิทลงบนกระดาษสาเนื้อดีต่ออย่างราบเรียบ ราวกับเสียงขู่ขวัญเมื่อครู่เป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านชายคา
นางหาได้ใส่ใจต่อความตึงเครียดภายนอกไม่...
นับตั้งแต่เข้ามารับราชองการลับในฐานะกุนซือประจำตำหนักอ๋องเซียวจิ่งเหยียน วังหลวงแห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากกระดานหมากรุกขนาดมหึมา ที่มีชีวิตของคนนับพันเป็นเบี้ย และมีบัลลังก์มังกรเป็นเดิมพัน เบื้องหลังกำแพงสีแดงชาดและหลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองอร่าม บรรยากาศในวังหลังยามนี้ระอุยิ่งกว่าเตาหลอมเหล็ก เมื่อสนียาและพระสนมเอกต่างฝ่ายต่างเดินหมากรุกราวีกันอย่างเงียบเชียบเพื่อแย่งชิงความโปรดปรานและอำนาจเบ็ดเด็ดในการควบคุมฝ่ายใน
สายลมยามอัสดงพัดพาเอาความหนาวเย็นเข้ามาเยือนระเบียงทางเดิน ไป๋จินเฉิงเงยหน้าขึ้นจากตำราพิชัยสงครามฉบับโบราณ ดวงตาดอกท้อคู่คมกวาดมองสำรับอาหารที่นางกำนัลเพิ่งยกเข้ามาวางไว้ สำรับอาหารอันประณีตบรรจง แต่มือเรียวบางที่หยิบตะเกียบขึ้นมากลับหยุดชะงัก นางหรี่ตาลงเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงกลิ่นฉุนจางๆ ที่แปลกปลอมอยู่ใต้กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นยาจีน
*พิชาด... พิษไร้ลักษณ์จากแดนใต้*
นางแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เป็นรอยยิ้มเย้ยหยันในความตื้นเขินของผู้ที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านมุ้งแพรไหม หมากตานี้ช่างเดินได้เร็วกว่าที่นางคาดการณ์ไว้เสียอีก เหล่าสนียาในวังหลังเริ่มเคลื่อนไหวโดยใช้มือที่มองไม่เห็นหมายกำจัดเสี้ยนหนามอย่างนางให้พ้นทาง ก่อนที่อำนาจของท่านอ๋องจะแผ่ขยายจนไร้ผู้ต่อกร
ทว่า ในขณะที่ไป๋จินเฉิงกำลังจะวางตะเกียบลง ประตูห้องหนังสือก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่รออนุญาต ร่างสูงสง่าในชุดคลุมยาวปักลายพยัคฆ์ทะยานเมฆก้าวเข้ามาด้วยก้าวอันมั่นคง แว่นแคว้นและราชสำนักจะปั่นป่วนเพียงใดก็ไม่อาจสั่นคลอนความเยือกเย็นของอ๋องเซียวจิ่งเหยียนผู้นี้ได้ ทว่ายามที่สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองสำรับอาหารตรงหน้า แววตากลับวับวามด้วยประกายเพลิงแห่งโทสะที่ยากจะระงับ
เซียวจิ่งเหยียนก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในพริบตา มือหนาคว้าข้อมือเรียวบางของนางไว้ทันที แรงบีบไม่ได้หนักหน่วงจนเจ็บ แต่เต็มไปด้วยความหวงแหนและระแวดระวังอย่างถึงที่สุด ดวงตาคู่คมจ้องมองนางเขม็ง ราวกับต้องการหลอมละลายความเยือกเย็นทั้งหมดของนางให้สลายไป
"เจ้ากล้าดียังไงถึงปล่อยให้ของพวกนี้วางอยู่ตรงหน้า" สุ้มเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล "ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่า... ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดที่คู่ควรให้เจ้าต้องเอาชีวิตเข้าแลก"
ไป๋จินเฉิงเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพอันดับหนึ่ง แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความลึกลึกล้ำยากจะหยั่งถึง นางคลายยิ้มบางเบา เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ท่านอ๋องทรงกังวลจนเกินไปแล้วเพคะ... หม่อมฉันมิใช่สตรีอ่อนแอในห้องหอ ที่จะยอมให้ผู้ใดมาเด็ดหัวไปได้ง่ายๆ การที่พวกนางลงมือช้าหรือเร็วนั้น ล้วนอยู่ในคาบเวลาที่หม่อมฉันคำนวณไว้แล้วทั้งสิ้น"
"เจ้าช่างดื้อรั้นนัก!" เซียวจิ่งเหยียนขบกรามแน่น สันกรามคมชัดขึ้นด้วยความอดกลั้น เขาโอบเอวบางเข้าหาตัวอย่างแนบแน่นโดยไม่สนใจธรรมเนียมปฏิบัติใดๆ ทั้งสิ้น ไออุ่นจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า ท่ามกลางพายุแห่งการแย่งชิงอำนาจที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่เบื้องนอก อ้อมแขนนี้คือป้อมปราการเดียวที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดิน "หากเจ้าเป็นอะไรไป ข้าจะเผาวังหลวงแห่งนี้ให้เป็นจุล ให้มันรู้กันไปว่าราชบัลลังก์นี้จะมีค่าอันใดหากไร้เงาของเจ้า"
คำพูดที่เปี่ยมด้วยความคลั่งรักและดุดันในคราวเดียวกันทำให้นิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจที่ด้านชาต่อเกมการเมืองกลับไหววูบอย่างรุนแรง นางซบหน้าลงกับอกแผ่นกว้างของเขา สูดกลิ่นอายบุรุษที่คุ้นเคยเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินหมากอันยาวนาน
แต่ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขนั้นช่างแสนสั้น
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามด้วยฝีเท้าเร่งรีบของขันทีสนิทประจำตัวที่หน้าตำหนัก ก่อนที่เสียงหวาดหวั่นพรั่นพรึงจะลอดเข้ามา
"ทูลท่านอ๋อง... พระราชโองการด่วนจากพระพันปีหลวง! รับสั่งให้พระสนมเอกเต๋อเฟยเสด็จมาเยือนตำหนักบูรพาด้วยพระองค์เอง พร้อมด้วย... ราชองครักษ์เสื้อแพร!"
เซียวจิ่งเหยียนชะงักฝีเท้า แววตาดำมืดลงในพริบตา ความหนาวเหน็บแผ่ซ่านไปทั่วห้องหนังสือ ไป๋จินเฉิงผละออกจากอ้อมกอดของเขาอย่างนุ่มนวล แววตาดอกท้อฉายประกายเฉียบคมดั่งใบมีดอาบยาพิษ นางหยิบถ้วยชาที่ปนเปื้อนพิชาดขึ้นมาถือไว้ในมือ ปลายนิ้วเรียวลูบไล้ขอบถ้วยช้าๆ
ประตูดาราถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของพระสนมเอกเต๋อเฟยผู้เลอโฉม ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะหยันและอำนาจมืดที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง พร้อมกับราชองครักษ์นับสิบคนที่ชักดาบออกจากฝักยืนล้อมตำหนักไว้รอบด้าน
ไป๋จินเฉิงแย้มยิ้มให้นางผู้มาใหม่ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคนในห้อง...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคลื่นลมแห่งอำนาจนี้ด้วยกันนะครับ
เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 18
คลื่นใต้น้ำในวังหลวง
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!