เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 17

ค่ำคืนแห่งการเปิดใจ

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
หยดน้ำมันกฤษณาจากตะเกียงสำริดส่งเสียงปะทุเบาๆ คล้ายเสียงถอนหายใจของกาลเวลา ภายในตำหนักบูรพาที่เงียบสงัด กลิ่นอายของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นจันทน์เทศลอยวนอยู่ในอากาศ ทว่าสิ่งที่อบอวลยิ่งกว่าคือกำแพงความเงียบงันที่คนทั้งสองต่างร่วมกันสร้างขึ้นมาเพื่อพรางตาโลกหล้า ไป๋จินเฉิงนั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเขียนหนังสือสลักลายหงส์ ทอดสายตาไปยังตัวอักษรพู่กันที่นางเพิ่งรจนาเสร็จสิ้น แผนผังค่ายกลและกลยุทธ์การคลังที่นางใช้วิทยาการจากโลกอนาคตมาดัดแปลงเพื่อค้ำจุนอำนาจให้ชายหนุ่มผู้นี้ คืออาวุธที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในแผ่นดิน เบื้องหน้าของนาง—เซียวจิ่งเหยียน อ๋องผู้เยือกเย็นดุจหินผาและกุมอำนาจทหารทั่วพยัคฆ์แปดทิศ กลับมิได้สนใจฎีกาสําคัญแม้แต่น้อย สายตาคมกริบดั่งพญานอินทร์คู่นั้นจับจ้องเพียงใบหน้างดงามที่สะท้อนกับแสงเทียนสีส้มสลัว "เจ้าหักโหมเกินไปแล้ว จินเฉิง" สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ มันไม่ใช่คำสั่งการในฐานะแม่ทัพ หรือประกาศิตจากชินอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นน้ำเสียงของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังซ่อนความห่วงใยไว้ใต้รอยร้าวลึกในใจ ไป๋จินเฉิงชะงักปลายพู่กันในมือ นางมิได้เงยหน้าขึ้นทันที ทว่ารอยยิ้มบางเบาเย้ยหยันโชคชะตาก็ปรากฏที่มุมปาก "หากหม่อมฉันไม่หักโหม ศัตรูในราชสำนักคงไม่ปล่อยให้พวกเรามีลมหายใจมานั่งสนทนากันเช่นนี้หรอกเพคะ... ท่านอ๋อง" เซียวจิ่งเหยียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกำยำในอาภรณ์สีเข้มก้าวเข้ามาใกล้ทีละน้อย ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยพลังกดดันที่ผู้คนในยุทธภพต่างหวาดผวา ทว่าสำหรับนางแล้ว นี่คืออ้อมอกเดียวในใต้หล้าที่นางยอมจำนนให้ มือหนาเอื้อมออกไปกุมมือเรียวบางที่ยังคงถือพู่กันไว้ แรงบีบนั้นอบอุ่นและมั่นคง จนไป๋จินเฉิงต้องยอมวางพู่กันลง นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่คมของหญิงสาวไหววับชั่วขณะยามที่ได้เห็นความอ่อนโยนที่ถูกเก็บซ่อนไว้เบื้องหลังดวงเนตรคู่นั้น มีเพียงนางผู้เดียวที่ได้รับสิทธิ์ในการมองเห็นมัน "ข้าไม่ได้ต้องการแผ่นดินนี้ หากแลกมาด้วยรอยยิ้มที่โรยราของเจ้า" เซียวจิ่งเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคมกวาดมองขอบตาดำคล้ำเล็กน้อยจากการอดหลับอดนอนของนาง หัวใจของแม่ทัพผู้ไม่เคยสะท้านต่อความตายกลับปวดร้าวขึ้นมาอย่างประหลาด "เจ้าฉลาดล้ำเลิศ คำนวณได้ทุกหมากในกระดาน... แต่เหตุใดจึงคำนวณความรู้สึกของตัวเจ้าเองไม่ได้เลยเล่า ว่าข้าเจ็บปวดเพียงใดที่เห็นเจ้าแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ไว้ผู้เดียว" ถ้อยคำนั้นมิใช่คำหวานซึ้งลิ้นลม แต่มันคือคำประกาศิตจากวิญญาณที่ยอมจำนน ไป๋จินเฉิงรู้สึกได้ถึงความสั่นไหวในอกเสื้อของตนเอง กำแพงความเย็นชาที่นางใช้ปกป้องตนเองมาตลอดนับแต่ข้ามภพมา ค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อยภายใต้ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขา "หม่อมฉันมิใช่สตรีในห้องหอที่จะต้องมานั่งรอความเมตตาจากใคร..." นางพยายามรักษาความเยือกเย็นไว้ แม้เสียงจะเริ่มสั่นพร่า "เส้นทางที่พวกเราเดินอยู่คือเส้นทางบนคมดาบ หากพลาดพลั้งแม้แต่ก้าวเดียว ศีรษะของพวกเราคงประดับอยู่บนกำแพงเมือง..." "ถ้าเช่นนั้น ให้ศีรษะของข้าหลุดร่วงก่อนเถอะ" เซียวจิ่งเหยียนดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมอกกว้างอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด อ้อมแขนที่เคยตวัดดาบทลายค่ายกลข้าศึกโอบกอดนางไว้แนบแน่น ราวกับต้องการหลอมรวมร่างของนางให้เป็นเนื้อเดียวกับลมหายใจของตนเอง "ข้าจะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้า... แม้แต่เงาของความตายก็ไม่มีสิทธิ์" กลิ่นอายบุรุษอันคุ้นเคยผสมผสานกับกลิ่นอายสนและจันทน์หอมโอบล้อมไป๋จินเฉิงไว้ ร่างกายที่เคยเกร็งเครียดค่อยๆ ผ่อนคลายลง นางซบใบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขา ปล่อยให้หยดน้ำตาแห่งความเหนื่อยล้าที่สะกดกลั้นมาเนิ่นนานไหลซึมผ่านเนื้อผ้าอาภรณ์ของเขา ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลัง เล่ห์กล และการนองเลือด มือคู่นี้ที่จับกุมอำนาจพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน กลับเป็นสิ่งเดียวที่มอบความปลอดภัยที่แท้จริงให้กับนาง "ท่านช่าง... เอาแต่ใจเสียจริงนะเพคะ" นางพึมพำชิดไหล่เขา รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้า "กับคนอื่นข้าคือพญายม แต่กับเจ้า... ข้าเป็นเพียงบุรุษผู้โง่งงคนหนึ่งที่ยอมแม้กระทั่งวิญญาณ" เซียวจิ่งเหยียนกระซิบข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดเรือนผมยาวสลวย มือใหญ่อีกข้างยกขึ้นประคองใบหน้างดงามให้เงยขึ้นสบตา ภายใต้แสงเทียนที่ไหววبل ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง ดวงตาของพวกเขาสื่อสารความนัยลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยาย ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี กฎเกณฑ์ทางสังคม หรือแม้แต่ศึกสงครามภายนอก ถูกปัดเป่าให้เลือนหายไปในความเงียบงัน เหลือเพียงจังหวะหัวใจสองดวงที่เต้นประสานเป็นเสียงเดียวกัน ริมฝีปากอุ่นประทับลงบนหน้าผากมนอย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นการให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อฟ้าดิน ก่อนที่มันจะเคลื่อนต่ำลงมาทาบทับเรียวปากนุ่มของนางอย่างเนิบนาบ ลึกซึ้ง และเปี่ยมด้วยความโหยหาที่ถูกเก็บกดไว้เนิ่นนาน ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมาอีก มีเพียงรสสัมผัสอันอ่อนหวานที่หลอมละลายความหนתเหน็บในฤดูเหมันต์ให้มลายหายสิ้น ท่ามกลางพายุแห่งการแย่งชิงราชบัลลังก์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่นอกกำแพงวัง ในค่ำคืนนี้ ดวงใจสองดวงได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่า... ในวินาทีที่ความหอมหวานกำลังแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูความรู้สึก เสียงฝีเท้าเร่งรีบและหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบอย่างกะทันหันที่หน้าประตูตำหนัก *ปัง!* ประตูปิดตายถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ขันทีสนิทนาม "ฝูชาง" วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้น เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบควบคุมไม่ได้ พร้อมกับชูม้วนราชโองการสีทองอร่ามในมือขึ้นเหนือหัวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "ท...ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ฝูชางละล่ำละลักละลานด้วยน้ำเสียงขาดห้วง "ราชโองการด่วนจากห้องทรงพระอักษร... พระพันปีหลวงทรงมีรับสั่งให้ปลดท่านอ๋องออกจากตำแหน่งแม่ทัพพยัคฆ์ทักษิณ และ... และมีพระบัญชาให้พระชายาไป๋จินเฉิง... ถูกเนรเทศไปคุมขังยังศาลมณฑลฝ่ายใต้ทันทีพ่ะย่ะค่ะ!" เซียวจิ่งเหยียนชะงักค้าง แววตาที่เพิ่งอ่อนละมุนเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมิดดุจห้วงอเวจีในชั่วพริบตา รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาราวกับน้ำแข็งพันปี ขณะที่ไป๋จินเฉิงหรี่ตาลงคมกริบ ความเย็นยะเยือกกลับมาแทนที่ความอ่อนโยนในทันที ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุแห่งเล่ห์กลและหัวใจที่มั่นคงดั่งหินผานี้ไปพร้อมกับข้าพเจ้านะครับ *** *โปรดติดตามตอนต่อไป*
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%