เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 2

ชาถ้วยนั้นหาใช่ไร้พิษภัย

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
"ถ้าชาถ้วยนี้มีพิษ เหตุใดท่านเจ้าคุณจึงไม่กล้าแม้แต่จะสบตาข้าพเจ้าเล่าครับ" น้ำเสียงของไป๋จินเฉิงราบเรียบ ทว่าดังก้องกังวานราวกับเสียงระฆังสำริดในวัดหลวง ท่ามกลางห้องโถงใหญ่ของจวนตระกูลสวีที่เงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงน้ำเดือดปุดๆ จากกาน้ำชาเคลือบหยกขาวบนโต๊ะ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัวเวลานี้ถูกรายล้อมด้วยเหล่าองครักษ์เสื้อแพรของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ บรรยากาศกดดันจนขุนนางชราอย่างใต้เท้าสวีเหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลอาบลงมาตามรอยย่นบนใบหน้า ดวงตาหงส์ของจินเฉิงหรี่ลงเล็กน้อย นางจ้องมองถ้วยชาลายครามโบราณที่มีไอน้ำลอยกรุ่นขึ้นมาบางเบา ลวดลายดอกเบญจมาศสีครามบนถ้วยชานั้นงดงามไร้ที่ติ ทว่ากลิ่นอายที่โชยออกมาเตะจมูกนางกลับมิใช่กลิ่นหอมละมุนของใบชาหลงจิ่งชั้นดี หากแต่เป็นกลิ่นฉุนจางๆ ของ ‘ผงหิมะพันปี’ พิษโบราณจากแดนใต้ที่ออกฤทธิ์ทำให้ชีพจรหยุดเต้นภายในชั่วก้านธูปเดียว ใต้เท้าสวีกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่ยื่นออกไปประคองถ้วยชาสั่นเทาจนฝาถ้วยกระทบกันดัง *กริ๊ก* เขาฝืนย่นยิ้มแห้งผาก พยายามกลบเกลื่อนพิรุธด้วยการหัวسเราะแห้งๆ ออกมา "แม่นางไป๋... ท่านกล่าวสิ่งใดกัน ชานี้คือชาบรรณาการชั้นเลิศที่องค์ชายรองพระราชทานมาเชียวนะ ไยจึงกล่าวหาว่าเป็นพิษเล่า..." "ชาบรรณาการหรือครับ?" ไป๋จินเฉิงทวนคำ น้ำเสียงเจือรอยยิ้มหยันที่มุมปาก นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ อาภรณ์ผ้าแพรปักลายเมฆสีขาวบริสุทธิ์สะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามบ่าย ท่วงท่าสง่างามดั่งพญาหงส์ก้าวเดินบนผืนน้ำแข็ง นางยื่นมือเรียวบางดุจหยกสลักไปหยิบถ้วยชาใบนั้นขึ้นมาถือไว้ด้วยมือข้างเดียวอย่างไม่เกรงกลัว ตระกูลสวีคิดตื้นเขินเกินไป คิดว่าส่งมือสังหารมาไม่สำเร็จในยามวิกาล แล้วจะใช้แผนการวางยาพิษในงานเลี้ยงรับรองเพื่อกำจัดกุนซือคนสำคัญของท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนอย่างนั้นหรือ ช่างดูถูกภูมิปัญญาของคนที่ผ่านสมรภูมิการเมืองยุคปัจจุบันมาอย่างโชกโชนเสียจริง "หากเป็นชาชั้นเลิศ เหตุใดรอบขอบถ้วยจึงมีคราบสีดำจางๆ ที่เกิดจากการทำปฏิกิริยากับเงินบริสุทธิ์เล่าครับใต้เท้าสวี" จินเฉิงพลิกถ้วยชาให้เห็นก้นถ้วยที่มีรอยหมองคล้ำอย่างชัดเจน "อีกทั้ง... สุนัขพันธุ์สิงโตน้อยที่ท่านเลี้ยงไว้ในสวนหลังบ้าน ป่านนี้คงหมดลมหายใจไปเพราะน้ำชาที่ท่านเททิ้งเมื่อครู่แล้วกระมัง?" สิ้นคำพูดนั้น สีหน้าของใต้เท้าสวีก็ถอดสีซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งเลือดฝาดหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นพรมปักลายทองทันที ตัวสั่นเทานิดๆ ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด อำนาจของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด ใครในเมืองหลวงต่างก็รู้ดี ยิ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังสตรีตรงหน้านี้คือท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียน ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเด็ดขาดไร้ความปรานี หากความลับรั่วไหลออกไปว่าเขามีส่วนพัวพันกับการลอบสังหารคนสนิทของท่านอ๋อง โคตรเหง้าตระกูลสวีคงไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกให้ฝัง "ทะ... ท่านกุนซือโปรดเมตตา! ข้า... ข้าถูกบังคับ! เป็น... เป็นพระสนมเอก..." ใต้เท้าสวีละล่ำละลักละเมอคำสารภาพออกมาด้วยความตื่นตระหนก ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยนามผู้บงการเบื้องหลังจนจบประโยค ประตูวงเดือนของศาลาแปดเหลี่ยมก็ถูกผลักออกอย่างแรงด้วยพลังภายในอันมหาศาล ร่างสูงสง่าในชุดคลุมยาวสีดำปักดิ้นทองรูปพยัคฆ์ทะยานฟ้าก้าวเข้ามาด้วยฝ่าเท้าหนักแน่น รัศมีเย็นเยียบราศีกดดันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ อุณหภูมิในห้องโถงลดฮวบลงจนรู้สึกได้ทันที ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวสอดส่องกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางของไป๋จินเฉิงที่ยังคงถือถ้วยชาพิษไว้ในมือ เซียวจิ่งเหยียนขมวดคิ้วมุ่น ความห่วงใยที่ฉายชัดในแววตาถูกกลบเกลื่อนด้วยความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวนางอย่างไร้ซุ่มเสียง ฝ่ามือหนาเอื้อมไปควارข้อมือเรียวบางของนางไว้ทันที แล้วปัดถ้วยชาในมือตกลงกระแทกพื้นแตกกระจาย น้ำชาสีดำส่งกลิ่นคละคลุ้งไหลนองไปตามพื้นศาลา "เจ้าช่างกล้าหาญนักนะจินเฉิง ใครอนุญาตให้เจ้าเอาตัวเข้าแลกกับพิษร้ายพวกนี้?" น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววตำหนิอย่างไม่ปิดบัง ทว่ามือที่กุมข้อมือนางกลับกระชับแน่นด้วยความสั่นเทาราวกับกลัวว่านางจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา ไป๋จินเฉิงเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน นางมิได้หวาดกลัวต่อประกายตาดุดันนั้นแม้แต่น้อย กลับคลี่ยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างท้าทาย "หากหม่อมฉันไม่ทำเช่นนี้ ท่านอ๋องจะทรงล่อเสือออกจากถ้ำ จนได้ยินคำสารภาพจากปากสุนัขรับใช้ตัวนี้หรือครับ?" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเฉียบคมบาดลึก เซียวจิ่งเหยียนมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ภายในอกข้างซ้ายหัวใจของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายกลับเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่อยู่ นางไม่เพียงแต่ฉลาดเป็นกรดจนน่าหวาดกลัว แต่ยังดึงดูดสายตาและหัวใจของเขาให้จมดิ่งลงไปทุกขณะโดยไม่ทางถอนตัว ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีปากเร่งรีบขององครักษ์เงาก็ดังแทรกขึ้นมาจากนอกศาลา พร้อมกับกระดาษสารลับม้วนเล็กที่ถูกส่งมอบต่อกันมาจนถึงมือท่านอ๋อง "กราบทูลท่านอ๋อง! มีม้าเร็วส่งสาส์นด่วนมาจากตำหนักใน... องค์รัชทายาททรงถูกลอบปลงพระชนม์เมื่อหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" สิ้นเสียงรายงานนั้น ร่างของเซียวจิ่งเหยียนชะงักกึก ดวงตาคมดุหรี่แคบลงทันที บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นพายุคลั่งที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งในพริบตา ไป๋จินเฉิงหุบยิ้มลงทันที นางหันขวับไปมองหน้าท่านอ๋อง สายตาทั้งคู่ประสานกันอย่างมีความหมาย หมากกระดานนี้หาใช่การแย่งชิงอำนาจในจวนขุนนางธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แต่อำนาจสูงสุดของบัลลังก์มังกรกำลังจะลุกเป็นไฟ และในจังหวะนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักแน่นจำนวนมากก็ดังล้อมรอบจวนตระกูลสวีเอาไว้ พร้อมกับธงรบของกองกำลังลับวังหลวงที่ถูกชูขึ้นสูงเด่นท่ามกลางท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเลือด ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามกาลเวลามาสู่หน้าประวัติศาสตร์บทใหม่นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%