"หากแม่นางซูยังดึงดันจะใช้กฎเรือนหลังลงทัณฑ์อนุภรรยาผู้ต่ำต้อยถึงเพียงนี้ เกรงว่ารอยแผลเป็นบนหน้าท้องของท่านแม่ทัพ ซึ่งประทับไว้ด้วยศาสตราวุธของแคว้นเป่ยเหลียง อาจจะต้องฉีกขาดลงอีกคราเพราะเสียงโวยวายอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้กระมังครับ"
สำเนียงราบเรียบเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ฤดู เอื้อuเอ่ยออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบที่ไร้สีเลือด
ไป๋จินเฉิง กะพริบเปลือกตาที่หนักอึ้งดุដุจมีตะกั่วถ่วงลงมา ความเจ็บแปลบราфกับถูกไฟลวกแล่นริ้วจากข้อมือซ้ายลามไปถึงหัวใจ สมองที่เคยประมวลผลกลยุทธ์การรบและแผนงานทางเศรษฐกิจระดับมหภาคในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความทรงจำแปลกปลอมอันเวิ้งว้างและกลิ่นอายอับชื้นของเรือนไม้โบราณ
นางไม่ได้ตายในสนามรบทางการค้าอย่างที่ควรจะเป็น... แต่สอดรับกับสติที่ค่อยๆ แจ่มชัด ร่างนี้หาใช่ของนางไม่
"บังAอาจ! เจ้าเป็นเพียงอนุชั่วช้าที่บิดานำมาบรรณาการเพื่อไถ่โทษจากคดีทุจริตคลังเสบียง กล้าดีอย่างไรจึงมาต่อปากต่อคำกับฮูหยินรองซู!"
เสียงแหลมสูงของสาวใช้คนสนิทที่ยืนเท้าสะเอวอยู่เบื้องหน้าดังบาดแก้วหู ในมือของนางมีถาดไม้รองจอกกระเบื้องเคลือบสีหยกเข้ม บรรจุของเหลวสีดำสนิทที่ส่งกลิ่นฉุนกึกเตะจมูก—ยาพิษฤทธิ์ระงับวิญญาณ สิ่งที่คนในเรือนหลังใช้กำจัดอนุภรรยาที่หมดประโยชน์อย่างเงียบเชียบโดยไม่ต้องพึ่งอาวุธ
ไป๋จินเฉิงปรือตาขึ้นพินิจพิจารณาบรรยากาศรอบกายอย่างรวดเร็ว เรือนพักไม้สักทองสลักลวดลายวิจิตรตามธรรมเนียมราชวงศ์ต้าเฉิง หน้าต่างกระดาษสาถูกลมพัดกระพือระรัว แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องลอดผ่านม่านมุ้งแพรต่วนสีหม่น ทอดเงายาวน่ากลัวดุจกรงขัง
นางลอบสูดลมหายใจเข้าลึก, ประเมินสถานการณ์ด้วยสายตาของยอดกุนซือผู้ผ่านศึกเหนือเมฆมาโชกโชน ร่างกายนี้อ่อนแอและไร้เรี่ยวแรงอย่างยิ่ง ชีพจรเต้นระรัวผิดจังหวะ บ่งบอกว่าถูกวางยาพิษอ่อนๆ มานานแรมเดือนเพื่อให้ค่อยๆ ล้มป่วยและตายไปเองตามธรรมชาติ ทว่าสตรีเจ้าของร่างเดิมคงขัดขืนเป็นครั้งสุดท้าย จึงถูกซูจินฮวา—อนุรองผู้กุมอำนาจในเรือนหลังขณะที่ท่านอ๋องออกไปราชการชายแดน—ยกพวกมาบีบบังคับกรอกยาให้สิ้นเรื่องสิ้นราวในวันนี้
"ข้าบังอาจตรงไหนหรือครับ ซูจินฮวา" ไป๋จินเฉิงเอ่ยทวนคำ น้ำเสียงของนางแหบแห้ง ทว่ากลับแฝงกระแสอำนาจบางเบาที่ทำเอาสาวใช้ผู้ถือถาดถึงกับชะงักงัน "เจ้าบอกว่าข้าเป็นอนุที่บิดานำมาบรรณาการ... แต่มิใช่ว่าตัวเจ้าเองก็ไต่เต้ามาจากสาวใช้ห้องเครื่องหรอกหรือ? ชาติตระกูลต่ำต้อยเพียงใด ไฉนจึงลืมกำพืดตนเองเร็วนักเล่า"
"เจ้า! นังสารเลว ปากกล้านักนะ!" ซูจินฮวาใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว นางก้าวเข้ามาหมายจะตบสั่งสอนสตรีตรงหน้าให้หลาบจำ
ทว่า ไป๋จินเฉิงหาได้สะดุ้งสะเทือน นางใช้มือข้างที่สั่นเทานั้นยันกายลุกขึ้นจากเตียงไม้จำปาช้าๆ อาการวิงเวียนศีรษะเล่นงานจนภาพตรงหน้าไหววับ แต่นางกัดฟันอดกลั้น สายตาดุดั่งเหยี่ยวพรากเหยื่อจดจ้องไปยังใบหน้าที่เริ่มซีดเผือดของซูจินฮวา
"หากเจ้าตบข้าลงมาในวันนี้..." ไป๋จินเฉิงเว้นจังหวะ น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังราฟกับมีคมมีดซ่อนอยู่ภายใน "จงจำไว้ให้ดีว่า ท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเกลียดชังความอยุติธรรมในกองทัพยิ่งกว่าสิ่งใด เมื่อเขากลับมาจากการปราบกบฏที่ชายแดน... สิ่งแรกที่เขาจะพบในจวนหลังนี้ คือศพของอนุภรรยาที่ถูกวางยาบังคับกรอกถึงตายทั้งที่ยังป่วยการเมือง และผู้ที่ลงมือสั่งการ... จะมิใช่แค่ถูกเนรเทศ แต่ตระกูลซูทั้งหมดของเจ้าจะต้องถูกถอนรากถอนโคนข้อหา ‘ลอบสังหารภรรยาเอกในนามของแม่ทัพใหญ่’ เจ้าคิดว่าศีรษะบนบ่าของเจ้า จะอยู่บนคอได้นานอีกกี่ลมหายใจกัน?"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องนอนพลันเงียบสงบลงราวกับป่าช้า
สาวใช้ที่ถือถาดพิษถึงกับมือไม้อ่อน ถาดไม้สั่นเทารจนจอกกระเบื้องกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง ซูจินฮวาถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก นางไม่เคยเห็นสตรีผู้นี้มีแววตาดุดันและวาจาเชือดเฉือนเช่นนี้มาก่อน ไป๋จินเฉิงคนก่อนเป็นเพียงสตรีขี้ขลาดตาขาว ร้องไห้ฟูมฟายยามถูกรังแก แต่นี่... ราวกับวิญญาณของเทพแห่งความตายมาสิงสู่
"เหลวไหล! เจ้าขู่ฉัน! ท่านอ๋องไม่เคยใส่ใจสตรีไร้ค่าอย่างเจ้าด้วยซ้ำ!" ซูจินฮวาเค้นเสียงปฏิเสธเพื่อกลบเกลื่อนความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจ
"ท่านอ๋องจะใส่ใจหรือไม่... มิใช่เรื่องที่สตรีสมองกลวงเช่นเจ้าจะหยั่งรู้ได้" ไป๋จินเฉิงก้าวลงจากเตียง ยืนหยัดเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย แม้ส่วนสูงจะด้อยกว่าเล็กน้อย ทว่ารัศมีกดดันกลับเหนือกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปแตะขอบจอกกระเบื้องเคลือบสีหยกเข้มบนถาดนั้นอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วเรียวปัดผ่านน้ำยาพิษสีดำช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาซูจินฮวาตรงๆ
"แต่ถ้าเจ้ากล้าบังคับให้ข้าดื่มมันในวันนี้..." ไป๋จินเฉิงโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจ "ข้าจะสาบานต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ ว่าจวนอ๋องแห่งนี้กำลังซ่องสุมกำลังพลและกระทำผิดกฎมณเฑียรบาล... ถึงวันนั้น ต่อให้เจ้ามีเก้าชีวิต ก็ไม่พ้นความตายสถานเดียว!"
ซูจินฮวาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม ความเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยวในแววตานั้นทำให้ฮูหยินรองผู้เคยวางอำนาจรู้สึกหนาบที่สันหลังวาบ นางตระหนักได้ทันทีว่า หากปล่อยไว้ สตรีผู้นี้จะต้องกลายเป็นภัยมหันต์ต่อเรือนหลังอย่างแน่นอน
"ถอย!" ซูจินฮวากัดฟันกรอด สะบัดแขนเสื้อด้วยความแค้นเคือง "พวกเราไป! คอยดูเถอะ ว่าเจ้าจะปากเก่งได้อีกกี่น้ำ!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ซูจินฮวาก็สะบัดหน้าหนี นำพาสาวใช้และบ่าวรับใช้ทั้งหมดถอยร่นออกไปจากเรือนพักอย่างลนลาน ประถูกปิดกระแทกเสียงดังสนั่น ทิ้งให้ไป๋จินเฉิงยืนอยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงที่เย็นเยียบ
ร่างเพรียวบางทรุดฮวบลงนั่งคุกเข่ากับพื้นไม้ทันทีที่ประตูห้องปิดลง ความแข็งกร้าวทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงลมหายใจหอบถี่และเม็ดเหงื่อที่ซึมตามกรอบหน้า นางใช้มือขวาคว้าเสาเตียงไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว อาการพิษกำเริบขึ้นมาอย่างรุนแรงจนรสชาติคาวเลือดเอ่อล้นขึ้นมาที่ริมฝีปาก
"ช่างเป็นร่างที่อ่อนแอเสียจริง..." นางแค่นหัวเราะหยันให้กับชะตากรรมใหม่ของตนเองในใจ
ทว่า ในขณะที่นางกำลังหลับตาลงเพื่อควบคุมลมปราณและขับพิษออกจากร่างกาย ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่ลานหน้าเรือน เสียงฝีเท้าที่ไม่มีใครกล้าก้าวล่วงยามยามวิกาล เสียงฝีเท้าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและอำนาจอันล้นพ้น
กรอบประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง สายลมยามค่ำคืนพัดพาเอาไอเย็นและกลิ่นอายสนิมเหล็กอันเป็นเอกลักษณ์ของสนามรบเข้ามาตลบอบอวลทั่วห้อง
ไป๋จินเฉิงเงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านน้ำตาแห่งความเจ็บปวด
ร่างสูงสง่าในชุดเกราะทมิฬประดับลวดลายมังกรทะยานฟ้าปรากฏขึ้นที่กรอบประตู แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าคมคายดั่งเทพสลัก สันกรามคมชัดดึงดูดสายตา ดวงตาคู่คมกริบดุจพญาอินทรีคู่นั้นกวาดมองสภาพห้องที่ยุ่งเหยิง ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของนางบนพื้น
นั่นคือ เซียวจิ่งเหยียน—ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นดุจหินผา ผู้ซึ่งไม่ควรจะกลับมาจากชายแดนเร็วกว่ากำหนดถึงสามเดือนเต็ม!
ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวคำใด เขาก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าเงียบเชียบ ย่อตัวลงนั่งชันเข่าข้างหนึ่งตรงหน้าสร่างของนาง ฝ่ามือหนากรดหยาบกร้านผ่านการจับดาบมานับไม่ถ้วนเอื้อมมาแตะที่คางหน.ของนางอย่างถือวิสาสะ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยคราบเลือดที่มุมปากของนางออกอย่างเบามือ ทว่าแววตากลับลุกโชนด้วยเพลิงโทสะที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เคยมีมา
"ใครมันกล้าบังอาจ... รังแกชายาในดวงใจของเปิ่นหวางถึงเพียงนี้"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามกาลเวลามาสู่หน้าประวัติศาสตร์บทใหม่นี้ด้วยกันนะครับ
เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 1
ฟื้นตื่นในร่างอนุผู้ต่ำต้อย
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!