เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน•ตอนที่ 24

สายใยรักที่มั่นคงดั่งศิลา

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมที่ลอยอวลอยู่เบื้องหน้า แทบไม่อาจกลบความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเซียวจิ่งเหยียนได้เลยแม้แต่น้อย เซียวจิ่งเหยียนนิ่งงัดค้างไปชั่วอึดใจ ก่อนที่ดวงเนตรคมกล้าคมจะลุกโชนด้วยเพลิงโทสะอันน่าสะพรึงกลัวที่สุดในรอบทศวรรษ... บรรยากาศภายในตำหนักบูรพาเงียบงัดลงทันตาเห็น ราวกับสรรพสิ่งถูกแช่แข็งด้วยฤทธิ์แห่งความโกรธเกรี้ยวของแม่ทัพผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดิน "เจ้ากล้าพูดคำนี้ซ้ำอีกครั้งสิ... ไป๋จินเฉิง" น้ำเสียงของท่านอ๋องต่ำลึกและแหบพร่า ทว่าทุกพยางค์ที่หลุดออกมาจากโอษฐ์นั้นกลับหนักหน่วงราวนำภูเขาไท่ซานมาทับถมลงกลางใจ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในสามก้าว ปลายฉลองพระองค์ปักลายมังกรห้าเล็บสะบัดพลิ้วตามแรงอารมณ์ เงาร่างของเขาแผ่ขยายปกคลุมร่างบอบบางของนางจนมิดดั่งพายุใหญ่ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง ไป๋จินเฉิงไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว นางแหงนพักตร์ขึ้นสบตากับบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในราชสำนัก ดวงตาคู่คมของยอดกุนซือหญิงฉายแววแน่วแน่และท้าทาย แม้ลึกๆ ในใจจะตระหนักดีว่าหมากตานี้อันตรายยิ่งกว่าการเดินลุยไฟ "หม่อมฉันเพียงพูดความจริงเพคะ ท่านอ๋อง" จินเฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามั่นคง "ในยามนี้ราชสำนักกำลังระส่ำระสาย ฮ่องเต้ทรงประชวรหนัก ฝ่ายอัครเสนาบดีกุมอำนาจในท้องท้องพระโรง ส่วนท่าน... กำลังถูกดึงเข้าสู่สนามประลองที่เดิมพันด้วยชีวิตและราชบัลลังก์ การที่หม่อมฉันเสนอตัวเป็นหมากตัวหนึ่งเพื่อล่อให้งูออกจากถ้ำ ย่อมเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุดแล้ว เหตุใดท่านต้องกริ้วถึงเพียงนี้?" "ชาญฉลาดงั้นหรือ?" เซียวจิ่งเหยียนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสำราญใดๆ มีแต่ความเยือกเย็นเสียดกระดูก นิ้วมือหนายื่นออกไปคว้าปลายคางมนของนางไว้แน่นพอประมาณ ไม่แรงจนเจ็บ แต่เด็ดขาดจนนางไม่1อาจเบือนหน้าหนี "เจ้าคิดว่าตัวเจ้าเป็นอะไร? เป็นหมากกระดานที่ข้าจะยอมสละทิ้งเพื่อชัยชนะอย่างนั้นรึ?" ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบ ทว่ากลับแผ่ซ่านความร้อนรุ่มบางอย่างมาสู่ผิวเนื้อของนาง ไป๋จินเฉิงเม้มริมฝีปากแน่น นางสัมผัสได้ถึงความสั่นเทือกระคนโกรธที่ถูกกดทับไว้ภายใต้ความนิ่งงันของบุรุษผู้นี้ "หม่อมฉันเป็นกุนซือของท่าน..." นางเอ่ยเสียงแผ่วลงเล็กน้อย "ไม่ใช่!" เซียวจิ่งเหยียนสวนกลับทันควัน ดวงเนตรคมกริบทอประกายวับวาวราวกับสัตว์ป่าที่กำลังปกป้องอาณาเขต "เจ้าไม่ใช่แค่กุนซือ ไป๋จินเฉิง... เจ้าคือลมหายใจ คือดวงใจ และคือสตรีเพียงผู้เดียวที่ข้าฝากชีวิตและแผ่นดินนี้ไว้ ถ้าหากการปกป้องบัลลังก์ของข้าแลกมาด้วยการสูญเสียเจ้า ต่อให้ได้ครอบครองใต้หล้าทั้งใบ มันก็มีความหมายอันใดเล่า!" คำประกาศนั้นดังก้องกังวานไปทั่วตำหนัก ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว หากแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำแห่งอารมณ์อันลึกซึ้งเกินกว่าจะบรรยาย ไป๋จินเฉิงนิ่งค้างไป นางเคยคาดการณ์แผนการมานับพัน แตกฉานตำราพิชัยสงครามทุกสำนัก ทว่ากลับไม่เคยมีตำราเล่มใดสอนวิธีรับมือกับสายตาที่เต็มไปด้วยความรักอันคลั่งไคล้และมั่นคงดั่งศิลาของบุรุษผู้นี้เลย ดวงตาของนางไหววับชั่วขณะ ก่อนที่ความเยือกเย็นตามวิสัยของนักวางแผนจะกลับคืนมา "ท่านอ๋อง... ทรงตรัสสิ่งใดออกมา รู้พระองค์หรือไม่เพคะ?" นางพยายามควบคุมน้ำเสียงมิให้สั่นพร่า "ข้ามีสติครบถ้วนยิ่งกว่าครั้งใดในชีวิต" เซียวจิ่งเหยียนโน้มพระoองค์ลงมาจนพระนาสิกแทบจะชนกับปลายจมูกโด่งรั้นของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่ม "ฟังข้าให้ดีนะ จินเฉิง... นับจากวันที่เจ้าย่างก้าวเข้ามาในจวนอ๋องแห่งนี้ ชะตาชีวิตของเราสองคนได้ผูกติดกันไว้ด้วยเลือดและคำสัญญาแล้ว ไม่ว่าเบื้องหน้าจะมีอุปสรรคขวากหนามสักเพียงใด หรือต่อให้สวรรค์จะพลิกคว่ำแผ่นดินจะพังทลาย... ข้า—เซียวจิ่งเหยียนผู้นี้ ไม่มีวันปล่อยมือจากเจ้าเด็ดขาด" คำพูดนั้นหนักแน่นดั่งคำประกาศิต ทรงพลังยิ่งกว่ากองทัพนับแสนนาย ไป๋จินเฉิงรู้สึกได้ถึงขอบตาที่ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างจากการต้องทะลุมิติข้ามกาลเวลามาเผชิญหน้ากับโลกอันโหดร้ายใบนี้เพียงลำพัง ราวกับถูกปัดเป่าให้มลายหายสิ้นด้วยอ้อมแขนที่ค่อยๆ เอื้อมมารวบกอดร่างของนางเข้าไปแนบชิดพระiอุระ อ้อมกอดของแม่ทัพผู้เยือกเย็นดุจหินผายามนี้อบอุ่นและมั่นคงยิ่งนัก นางซบหน้าลงกับแผงพระiอุระกว้าง ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรำเป็นจังหวะหนักแน่นของเขาชัดเจน "ท่านช่าง..." นางพึมพำเสียงเครือ ยอมละทิ้งเกราะป้องกันตนเองลงชั่วขณะ "ช่างเผด็จการเสียจริงนะเพคะ" เซียวจิ่งเหยียนยกพระหัตถ์ขึ้นลูบเรือนผมนุ่มสลวยของนางอย่างทะนุถนอม ความดุดันน่าเกรงขามเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความอ่อนโยนที่มอบให้แก่สตรีในดวงใจเพียงผู้เดียว "ถ้าความเผด็จการนี้สามารถรักษาเจ้าให้อยู่เคียงข้างข้าได้... ข้าก็ยินดีจะจองจำเจ้าไว้ในอ้อมอกนี้ชั่วกัลปาวสาน" พระองค์กระซิบชิดขมับนาง แววตาคมกริบทอประกายมุ่งมั่น ทว่าในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผสานเป็นหนึ่งเดียวด้วยความหวานล้ำลึกนั้นเอง... ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูด้านนอกตำหนักดังขึ้นสามครั้งตามด้วยสัญญาณลับขององครักษ์เงา ขัดจังหวะเวลาอันแสนเปราะบางนี้ลงอย่างไม่ไว้หน้า เซียวจิ่งเหยียนขมวดพระขนม트เข้าหากันทันที รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาอีกครั้งเมื่อถูกรบกวน พระองค์ยังไม่ทันได้ตรัสอนุญาต ประตูก็ถูกผลักเปิดออกอย่างรีบร้อน ร่างของไป๋อี้ องครักษ์คนสนิทพุ่งพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยหยาดฝนและหยาดเหงื่อ ในมือถือม้วนฎีกาด่วนพิเศษประทับตราครั่งสีชาด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เร่งด่วนสูงสุดจากชายแดนทิศประจิม! "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ... เอ่อ... ทูลท่านอ๋อง เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ไป๋อี้คุกเข่าลงแทบพื้นด้วยความตื่นตระหนก ลมหายใจหอบกระชั้น "กองทัพแดนประจิมที่นำโดยแม่ทัพหลี่... แตกพ่ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ! และ... และตอนนี้ราชโองการลับจากท้องพระโรงกำลังมุ่งหน้ามาที่จวน เพื่อปลดท่านจากการควบคุมกองทัพ!" เซียวจิ่งเหยียนชะงักไป ดวงเนตรคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวกลับมาเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกอีกครั้ง ในขณะที่ไป๋จินเฉิงรีบผละออกจากอ้อมพระอุระ แววตาของยอดกุนซือหญิงกลับมาคมกลาคมและเฉียบขาดดังเดิมเมื่อตระหนักได้ว่า... สงครามที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ท่านอ๋องแย้มพระโอษฐ์ออกน้อยๆ เป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ไป๋อี้เห็นแล้วต้องสะท้านสันหลังวาบ "ดี... มาได้เวลาก็จริงพ่ะย่ะค่ะ" เซียวจิ่งเหยียนแค่นเสียงเบาๆ ก่อนจะหันมาสบตากับไป๋จินเฉิงที่ยืนเคียงข้าง "ดูท่าว่า... มีคนร้อนใจอยากจะชิงตัดหัวพวกเราก่อนเสียแล้วกระมัง" ติดตามตอนต่อไปด้วยความระทึกใจนะครับ!
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์กลกุนซือทมิฬกับบัลลังก์รักท่านอ๋องสะท้านแผ่นดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%