“ถอยหลังไป!”
ผมตะโกนก้อง เสียงของผมดังกังวานผิดปกติในห้องแล็บที่กำลังแยกตัวออกจากกัน พื้นคอนกรีตใต้รองเท้าคัทชูราคาแพงเริ่มปริแตก แรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านฝ่าเท้าทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่มันคือระบบกลไกไฮดรอลิกที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้เพื่อทำลายหลักฐานโดยเฉพาะ
กลิ่นฉุนกึกของกรดซัลฟิวริกเข้มข้นโชยขึ้นมาจากหลุมมืดเบื้องล่าง มันเป็นกลิ่นที่ผมคุ้นเคยดีในห้องผ่าศพ แต่มันไม่ควรมาอยู่ใต้เท้าของผมในห้องแล็บส่วนตัวของศาสตราจารย์ไกรสรเช่นนี้
“หมอธีร์! ตรงนั้น!” รินรดาร้องเตือน มือของเธอคว้าต้นแขนผมไว้แน่นก่อนที่ผมจะเสียหลักล้มลงไปในบ่อกรดที่พร้อมจะกัดกินร่างกายมนุษย์ให้ละลายหายไปในเวลาไม่กี่นาที เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีเหวี่ยงตัวผมออกมายังพื้นที่แข็งแรงมุมห้อง ก่อนที่พื้นส่วนนั้นจะทรุดตัวลงไปอย่างสมบูรณ์ เกิดเสียง ‘ฟู่’ ดังน่าสะพรึงกลัวเมื่อของเหลวหนืดสีดำเดือดพล่านขึ้นมาจากการทำปฏิกิริยา
ผมหอบหายใจถี่ สติของนิติเวชยังคงทำงานเป็นระบบ แม้หัวใจจะเต้นแรงจนแทบหลุดออกมาจากอก สายตาผมกวาดมองไปทั่วห้องในเสี้ยววินาทีที่สติยังคงอยู่ ผมเห็นแสงไฟกะพริบจากเซิร์ฟเวอร์สำรองที่มุมห้อง มันไม่ใช่ความบังเอิญ... มันคือการเข้าถึงฐานข้อมูล
“รินรดา อย่าเพิ่งมองไปที่นั่น!” ผมสั่งเสียงเรียบ “ไปที่หน้าจอนั่น ดึงข้อมูลชุดสุดท้ายออกมาเดี๋ยวนี้!”
“แต่พื้นมันกำลังจะพังทั้งชั้นนะหมอ!” รินรดาแย้ง แต่มือเธอก็คว้าแท็บเล็ตส่วนตัวขึ้นมาเชื่อมต่อกับพอร์ตข้อมูลด้วยความชำนาญตามสัญชาตญาณตำรวจสายสืบ
“ถ้าไม่ได้ข้อมูลนี้ไป ข้อมูลของพ่อผม และความจริงเรื่องการทดลองของไกรสรจะหายไปกับกรดพวกนี้ตลอดกาล!” ผมตะคอกกลับ ไม่ใช่ด้วยอารมณ์โกรธ แต่ด้วยความเด็ดขาดที่สั่งสมมานาน
ในจังหวะที่ข้อมูลร้อยละแปดสิบกำลังถ่ายโอน หน้าจอหลักของห้องแล็บก็เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ภาพในกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์ปรากฏขึ้นบนจอยักษ์กลางห้อง มันไม่ใช่ภาพห้องแล็บที่ไหน แต่มันคือภาพของพวกเราสองคน... จากมุมมองของกล้องที่ติดอยู่ในมุมมืดของเพดานที่เราไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
และที่มุมจอนั้น ร่างของชายวัยเกษียณในชุดกาวน์สะอาดตากำลังนั่งจิบไวน์มองดูเราผ่านหน้าจออีกฝั่งของเมือง ศาสตราจารย์ไกรสร... เขากำลังเล่นเกมกับเรา
“ยินดีด้วยนะครับ คุณหมอธีร์” เสียงทุ้มต่ำของไกรสรดังผ่านลำโพงของห้องแล็บ “ถ้าคุณอยากรู้ว่าพ่อคุณตายอย่างไร ก็ลองตามหา ‘เงา’ ของผมให้เจอก่อนที่เวลาจะหมดลง”
ภาพบนจอตัดสลับไปที่แผนที่เมืองจำลอง มีจุดสีแดงกระพริบหลายจุดเคลื่อนที่ไปมาเหมือนตัวหมากบนกระดาน นั่นคือตำแหน่งของรถหน่วยกู้ภัยและตำรวจที่รินรดาเรียกมา แต่ละจุดถูกล้อมรอบด้วยสัญญาณเตือนภัยสีเหลืองที่บ่งบอกว่า... มันคือระเบิดเวลา
“เขาไม่ได้แค่ต้องการฆ่าเรา แต่เขากำลังลากทุกคนในเมืองลงไปกับความพินาศครั้งนี้!” รินรดาสบถ ลมหายใจของเธอเริ่มไม่เป็นจังหวะ เธอเป็นตำรวจ แต่เธอไม่เคยเจอกับฆาตกรที่ใช้คนทั้งเมืองเป็นตัวประกันเช่นนี้
“ตั้งสติ รินรดา” ผมคว้าไหล่เธอ บีบแน่นให้เธอหันมาสบตา “มองที่หน้าจอ สังเกตการเคลื่อนที่ของจุดสีแดงเหล่านั้นไหม? มันไม่ได้สุ่ม แต่มันคืออัลกอริทึม... ไกรสรไม่ได้ใช้คนคุมระเบิด เขาใช้ระบบคำนวณ! ถ้าเราเจาะรหัสจุดอ้างอิง (Reference Point) ของเซิร์ฟเวอร์ได้ เราจะหยุดมันได้ทั้งหมด”
ผมรีบถอดรหัสบรรทัดคำสั่งที่ไหลผ่านหน้าจอ นิติวิทยาศาสตร์สอนให้ผมมองหา ‘ร่องรอย’ ไม่ว่าจะในเนื้อเยื่อหรือในโค้ดคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างทิ้งร่องรอยไว้เสมอ และร่องรอยของไกรสรคือความยโส เขามักจะใช้รหัสที่เกี่ยวข้องกับวันตายของเหยื่อรายแรกเสมอ... วันที่ 14 กรกฎาคม
ผมกดรหัสลงไปอย่างแม่นยำ มือที่สั่นเทาเล็กน้อยนิ่งสนิทในเสี้ยววินาทีที่ผมกด Enter
“ได้แล้ว!” รินรดาร้องลั่น “จุดสีแดงหยุดหมดแล้ว!”
แต่ทว่า... ความเงียบงันกลับเข้าครอบงำห้องแล็บอีกครั้ง เสียงเครื่องจักรหยุดลง แต่สิ่งที่ผมเห็นบนหน้าจอต่อมากลับทำให้เลือดในกายผมเย็นเฉียบ ภาพบนหน้าจอเปลี่ยนจากแผนที่เมือง กลายเป็นภาพถ่ายของ ‘ผม’ ในตอนเด็ก ที่กำลังยืนอยู่ข้างศพชายคนหนึ่งในห้องดับจิต... พ่อของผม
และที่มุมภาพ มีข้อความภาษาละตินเล็กๆ เขียนกำกับไว้ว่า: *‘Veritas vos liberabit’ (ความจริงจะทำให้เจ้าเป็นไท)*
“หมอ... นั่นมันภาพตอนคดีพ่อคุณนี่นา” รินรดาขยับเข้ามาใกล้ มองภาพนั้นด้วยความงุนงง “แต่ทำไมไกรสรถึงมีภาพนี้? ในแฟ้มคดีระบุว่าภาพนี้สูญหายไปตั้งแต่สิบปีที่แล้ว!”
ผมไม่ตอบ ความรู้สึกบางอย่างบอกผมว่า นี่ไม่ใช่การเยาะเย้ย แต่มันคือ ‘คำสารภาพ’ ที่เขาจงใจส่งมาให้ ผมก้าวไปที่หน้าจอ กดขยายภาพถ่ายนั้นให้ชัดขึ้นจนเห็นรายละเอียดที่ดวงตาเปล่าของตำรวจมองข้ามไป
ตรงปลายนิ้วของศพพ่อผม มีเศษของเหลวบางอย่างติดอยู่... เป็นสีเดียวกับกรดในบ่อเบื้องล่างนี้
“รินรดา ดูนี่” ผมชี้ให้เธอเห็น “พ่อผมไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุหรือการฆาตกรรมธรรมดา แต่เขาถูก ‘ทดสอบ’... เหมือนกับหนูทดลองในห้องแล็บนี้”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูทางเข้าห้องแล็บ ประตูเหล็กกล้าที่ควรจะล็อกตายกลับเปิดออกช้าๆ ร่างชายชุดดำสี่คนในหน้ากากกันแก๊สเดินเข้ามา พร้อมกับอาวุธปืนที่เก็บเสียงติดพร้อมสรรพ พวกเขาไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่ทีมกู้ภัย แต่เป็นหน่วยเก็บกวาดของไกรสร
รินรดาชักปืนออกมายืนบังหน้าผมไว้ทันที แต่ผมกลับมองเห็นเงาที่สะท้อนจากกระจกด้านหลังของพวกมัน... เงาของคนที่สวมชุดกาวน์เหมือนกับที่ผมสวมอยู่
เขาไม่ได้เดินเข้ามา แต่เขายืนมองเราจากอีกฝั่งของโถงทางเดิน มือหนึ่งถือรีโมทคอนโทรล อีกมือถือแฟ้มคดีที่ผมตามหามาตลอดชีวิต
“หมอธีร์...” เสียงของไกรสรดังขึ้นจากระยะไกล “คุณอยากรู้ไหมว่าใครเป็นคนลงมีดผ่าศพพ่อคุณในวันนั้น... ไม่ใช่คนอื่นที่ไหนไกลหรอกครับ”
เขาก้าวออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวบนใบหน้าที่ดูใจดีของอาจารย์แพทย์ที่ผมเคยเคารพ “คนที่คุณเห็นในกระจกนั่นแหละครับ คือคนเดียวกับที่ยืนข้างๆ คุณในตอนนี้”
ผมชะงักไปชั่วครู่ ลมหายใจสะดุดเมื่อหันไปมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ที่ติดอยู่ข้างผนังห้องแล็บ... ผมไม่ได้เห็นแค่ตัวเอง แต่ผมเห็นชายอีกคนยืนอยู่ซ้อนหลังผมในเงานั้น... ชายคนเดียวกับที่อยู่ในภาพถ่ายคดีของพ่อเมื่อสิบปีก่อน
เขาสวมชุดนิติเวชเปื้อนเลือด และเขากำลังก้มลงมากระซิบข้างหูผมในกระจกเงาว่า... "อย่าลืมสิธีร์ ว่าเราก็คือคนคนเดียวกัน"
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านตื่นเต้นและติดตามบทบาทที่เข้มข้นขึ้นในตอนถัดไปนะครับ ขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับผม ดร.นิติเวช ครับ
รอยกรีดเลือด: ปริศนาฆาตกรไร้เงา•ตอนที่ 40
เกมไล่ล่าข้ามเมือง
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยกรีดเลือด: ปริศนาฆาตกรไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!