"แฟ้มประวัติการผ่าตัดตกแต่งกว่าสามร้อยเคสในปีนี้... เกือบครึ่งหนึ่งมีรหัสระบุหมวดหมู่พยาธิวิทยาที่ถูกลบออกด้วยน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ครับ หมอธีร์"
ร.ต.อ.รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมความสั่นเครือไว้ให้ได้มากที่สุด ดวงตาคู่คมกวาดมองเอกสารลับสุดยอดที่เพิ่งคัดลอกมาจากห้องเซิร์ฟเวอร์ชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังระดับประเทศ แสงไฟนีออนสีขาวนวลจากโต๊ะทำงานในห้องชันสูตรสะท้อนลงบนสันกระดาษ กลิ่นอายของน้ำยาฆ่าเชื้อและฟอร์มาลินยังคงอบอวลอยู่รอบตัวราวกับคอยย้ำเตือนว่าความตายไม่ได้เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ แต่ถูกจัดฉากอย่างแนบเนียน
หมอธีร์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกล้องจุลทรรศน์ทันที เขายังคงปล่อยให้ปลายนิ้วที่สวมถุงมือยางสีขาวหมุนปรับปุ่มโฟกัสช้าๆ สไลด์แก้วตรงหน้าคือชิ้นเนื้อเยื่อตับจากศพนิรนามรายล่าสุดที่เพิ่งถูกส่งมาเมื่อกลางดึก ภาพบนจอคอมพิวเตอร์แสดงผลเซลล์ตับที่ผ่านการย้อมสีพิเศษ เผยให้เห็นร่องรอยการขาดเลือดเฉียบพลันที่ไม่ได้เกิดจากโรค แต่เกิดจากการหนีบหลอดเลือดด้วยเครื่องมือแพทย์ที่มีความแม่นยำสูง
"คนไข้เหล่านี้ไม่ได้ตายเพราะภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดครับ ผู้กองรินรดา" หมอธีร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย เยือกเย็น และลุ่มลึกตามแบบฉบับของแพทย์นิติเวชผู้ผ่านศพมานับพัน "รอยกรีดที่ขอบแผลตติ้งซูเจอร์ (Subcuticular suture) บ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญระดับศาสตราจารย์ มันคือฝีมือของศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการ ไม่ใช่นักศึกษาแพทย์ฝึกหัด และยิ่งไปกว่านั้น..."
เขาเลื่อนสไลด์แก้วไปอีกมุมหนึ่ง ภาพดิจิทัลขยายใหญ่ขึ้นจนเห็นโครงสร้างระดับเซลล์
"...การใช้สารละลายเพอร์фลูโอโรคารบอน (Perfluorocarbon) เพื่อรักษาสภาพอวัยวะภายในชั่วคราวหลังหัวใจหยุดเต้น เป็นเทคโนโลยีชั้นสูงที่ใช้กันในศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะระดับชาติ แต่แปลกมาก... ทำไมรายชื่อผู้ป่วยเหล่านี้ถึงไม่มีบันทึกอยู่ในระบบการรอรับบริจาคโลหิตและอวัยวะแห่งชาติเลยแม้แต่คนเดียว"
รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนซีดขาว ความโกรธเกรี้ยวในแววตาฉายชัด เธอทุบกำปั้นลงบนโต๊ะโลหะจนเกิดเสียงดังทึบ
"เพราะพวกมันไม่ได้บริจาคไงคะหมอ! พวกมันถูกล่า... ถูกทำให้กลายเป็น 'ภาวะสมองตายเทียม' บนเตียงผ่าตัดที่สะอาดสะอ้านที่สุดในประเทศนี้ เพื่อสกัดเอาหัวใจ ตับ และไต ไปขายให้กับเศรษฐีต่างชาติในตลาดมืด! ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าโรงพยาบาลที่ยกย่องตัวเองว่าเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ จะกลายเป็นเขียงชำแหละมนุษย์ขนาดใหญ่!"
หมอธีร์ถอดถุงมือออกช้าๆ ทีละข้าง สายตาคมกริบมองลอดผ่านกรอบแว่นสายตาไปยังตำรวจสาวผู้ร้อนรน เขารู้ดีว่าความรู้สึกของรินรดานั้นถูกต้อง แต่ในโลกแห่งนิติวิทยาศาสตร์ ความโกรธไม่เคยชนะคดี ความแม่นยำของหลักฐานต่างหากคือสิ่งเดียวที่จะกระชากหน้ากากของฆาตกรกลุ่มนี้ได้
"ความโลภไม่เคยเลือกสถานที่หรอกครับผู้กอง ยิ่งเป็นสถานที่ที่ผู้คนเชื่อมั่นและศรัทธามากเท่าไหร่ เงาของความมืดมนก็ยิ่งทอดยาวและหนาแน่นมากขึ้นเท่านั้น" หมอธีร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายผอมเพรียวภายใต้เสื้อกาวน์สีขาวย่างสามขุมไปที่ตู้เก็บแฟ้มโลหะด้านมุมห้อง เขาหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลเก่าๆ ออกมาซองหนึ่ง วางลงบนโต๊ะตรงหน้ารินรดา
รินรดาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย หยิบซองนั้นขึ้นมาเปิดดู ข้างในคือสำเนารายงานการผ่าตัดเมื่อสิบปีก่อน ลายเซ็นที่กำกับอยู่ท้ายกระดาษทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึ๊ก
"นี่มัน..."
"ใช่ครับ" หมอธีร์กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยคลื่นใต้น้ำอันเชี่ยวกราก "ลายเซ็นของศาสตราจารย์ไกรสร อาจารย์แพทย์ผู้ทรงอิทธิพล และเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพันธุศาสตร์ในปัจจุบัน ในตอนนั้น พ่อของผมเป็นผู้ชันสูตรศพของเด็กชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตอย่างปริศนาในโรงพยาบาลแห่งนี้ และผลการตรวจชิ้นเนื้อชิ้นนั้น... ก็หายสาบสูญไปพร้อมกับการตายของพ่อผมเอง"
บรรยากาศในห้องชันสูตรพลันทอดตัวเงียบงันลงทันที เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาหวิวราวกับจะขับเน้นความตึงเครียดให้เด่นชัดขึ้น รินรดามองหน้าหมอธีร์ นัยน์ตาของเธอฉายแววตระหนักรู้ การสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในตอนแรก บัดนี้ได้ขยายขอบเขตกลายเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจอันเน่าเฟะของวงการแพทย์ไทยอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
"หมายความว่า... การตายของพ่อคุณ ก็เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนอย่างนั้นหรือคะ?" รินรดากระซิบถามราวกับกลัวว่าเสียงของตนจะไปปลุกปีศาจที่หลับใหลอยู่
"พ่อของผมพบรอยกรีดที่ผิดปกติบนศพเด็กชายคนนั้น ท่านกำลังจะเขียนรายงานส่งให้แพทยสภา แต่ก่อนที่หมึกปากกาจะแห้งสนิท ท่านก็ประสบอุบัติเหตุรถบรรทุกพุ่งชนบนถนนสายเปลี่ยว..." หมอธีร์หยิบปากกาหมึกซึมด้ามเก่าของพ่อขึ้นมาหมุนเล่นในมือ ปลายนิ้วสัมผัสกับรอยขีดข่วนบนตัวด้ามโลหะ "อุบัติเหตุที่ไม่มีร่องรอยการเบรก ไม่มีคราบน้ำมัน และกล้องวงจรปิดในรัศมีห้ากิโลเมตรเสียพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ"
ก่อนที่รินรดาจะได้กล่าวคำใดปลอบประโยค เสียงสัญญาณเตือนภัยจากคอมพิวเตอร์แม่ข่ายของสถานีตำรวจที่เชื่อมต่อกับระบบกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลก็ดังขึ้น "ตี๊ด... ตี๊ด..." แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานสลับขาวสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระจกฝ้าของห้องชันสูตร
รินรดารีบหยิบแท็บเล็ตภาคสนามขึ้นมาเปิดดู นิ้วเรียวรีดหน้าจออย่างรวดเร็ว สีหน้าของเธอกลายเป็นซีดเผือดในพริบตา
"หมอ... แย่แล้วค่ะ!" รินรดาเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตื่นตระหนก "ระบบเซิร์ฟเวอร์หลักของโรงพยาบาลกำลังถูกลบข้อมูลระยะไกล และ... และสัญญาณชีพของพยานปากเอกที่เราซ่อนตัวไว้ที่เซฟเฮาส์เมื่อคืนนี้ กำลังตกลงอย่างรวดเร็ว!"
หมอธีร์นิ่งงันไปชั่วอึดใจ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย เขากวาดตามองรอบห้องชันสูตรอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สัญชาตญาณของแพทย์นิติเวชและนักสืบจะร้องเตือนภัยขั้นสูงสุด
ประตูกระจกนิรภัยของห้องชันสูตรที่ควรจะล็อกอัตโนมัติจากด้านนอก กลับส่งเสียง "คลิก" เบาๆ ระบบไฟฟ้าภายในห้องดับลงทันที ความมืดมิดเข้ากลืนกินพื้นที่รอบตัว เหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงที่กะพริบเป็นจังหวะน่ากลัว
เสียงฝีเท้าหนักแน่นหลายคู่กำลังเดินเข้าใกล้ประตูห้องชันสูตรทีละก้าว ทีละก้าว... พร้อมกับเสียงเคาะกระจกเบาๆ สามครั้งเป็นจังหวะ ที่จงใจส่งสัญญาณเยาะเย้ยผู้ที่อยู่ภายใน
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาเคียงข้างกันมา ณ ที่นี้นะครับ
รอยกรีดเลือด: ปริศนาฆาตกรไร้เงา•ตอนที่ 43
เบื้องหลังม่านนิติเวช
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยกรีดเลือด: ปริศนาฆาตกรไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!