กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะทะเข้ากับจมูกทันทีที่เงาร่างมหึมานั้นเบี่ยงตัวออก ตัวเลขบนแขนของฆาตกรที่กรีดลึกลงไปจนเห็นชั้นไขมันสีเหลืองนวลตัดกับสีเลือดสด คือรหัสที่เชื่อมโยงถึงความตายของพ่อผมโดยตรง ทว่าในวินาทีที่ผมกำลังจะก้าวเข้าไป ร่างของรินรดาที่พุ่งเข้าใส่คนร้ายด้วยสัญชาตญาณตำรวจก็กลับถูกเหวี่ยงกระเด็นไปกระแทกกับกองวัสดุก่อสร้างเสียงดังสนั่น
“อย่าเข้ามา หมอธีร์!” รินรดากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง มือข้างหนึ่งกุมสีข้างที่ถูกเศษเหล็กแทงทะลุจนมิดด้าม ดวงตาของเธอยังคงจ้องมองศัตรูไม่กะพริบ แม้ลมหายใจจะเริ่มติดขัด
ผมไม่ได้ฟังคำสั่งนั้น ร่างกายมันตอบสนองเร็วกว่าความคิด ผมพุ่งตัวเข้าไปขวางระหว่างเธอกับชายปริศนา สัญชาตญาณนิติเวชบอกผมทันทีว่าความร้อนแรงของอุณหภูมิร่างกายศัตรูรายนี้ผิดปกติ มันสูงเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป เหมือนร่างกายกำลังถูกเร่งปฏิกิริยาด้วยสารเคมีบางอย่างที่ผมเคยพบในรายงานลับของศาสตราจารย์ไกรสร
“แกทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร” ผมเค้นเสียงถาม ขณะที่สายตาประเมินบาดแผลบนตัวมันไปด้วย รอยกรีดนั้นไม่ได้หมายถึงการฆ่า แต่เป็น ‘การจารึก’
มันไม่ตอบ มันเพียงแค่ยิ้ม—รอยยิ้มที่บิดเบี้ยวจนมุมปากฉีกออกเป็นแผลกว้าง ก่อนจะหันหลังและหายไปในความมืดของเขตก่อสร้างราวกับไม่มีตัวตน ผมไม่ได้วิ่งตาม เพราะความสำคัญในนาทีนี้ไม่ใช่การจับตัวฆาตกร แต่คือการรักษาชีวิตของคู่คิดที่ลมหายใจเริ่มรวยรินอยู่แทบเท้า
“ริน ฟังผมนะ หายใจเข้าลึกๆ...” ผมถอดเสื้อสูทออกแล้วกดลงบนแผลที่สีข้างของเธอ เลือดสีแดงฉานซึมผ่านเนื้อผ้าอย่างรวดเร็ว บ่งบอกว่ามันอาจถูกเส้นเลือดแดงใหญ่ หรืออย่างน้อยก็อวัยวะภายในบางส่วน
“หมอ... ตัวเลขนั่น...” เธอพยายามพูด แต่มีฟองเลือดผุดขึ้นที่มุมปาก
“อย่าเพิ่งพูดเรื่องนั้น ริน คุณเสียเลือดมากเกินไป อัตราการเต้นของหัวใจคุณต่ำลงเรื่อยๆ ผมต้องเปิดช่องทางเดินหายใจและห้ามเลือดเดี๋ยวนี้” ผมหยิบมีดพกขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกง มือของผมที่ปกติใช้ผ่าศพอย่างเยือกเย็น เริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ แต่นี่ไม่ใช่การผ่าชันสูตร นี่คือการยื้อชีวิต
ผมกดบาดแผลด้วยแรงที่คำนวณไว้พอเหมาะเพื่อไม่ให้กระทบกระดูกซี่โครงที่หัก “อดทนหน่อยครับ ผมจะดึงมันออกแล้ว”
ทันทีที่ผมดึงเศษเหล็กนั้นออกมา เลือดก็ทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก ผมรีบใช้เทคนิคการกดจุดอัดเลือดและใช้สายเข็มขัดรัดเหนือแผลเพื่อชะลอการสูญเสียเลือด รินรดากรีดร้องเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะหมดสติไป
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ผมไม่ทราบได้ เสียงไซเรนรถพยาบาลเริ่มดังใกล้เข้ามา แต่ความเงียบงันรอบตัวผมกลับน่าขนลุก ผมมองดูเศษเหล็กที่เปื้อนเลือดในมือ นี่ไม่ใช่แค่อาวุธ แต่มันคือ ‘หลักฐาน’ ที่บรรจุดีเอ็นเอของคนที่ลงมือฆ่าพ่อผมทิ้งไว้ในสภาพที่สดใหม่ที่สุด
ระหว่างที่กู้ภัยนำตัวรินรดาขึ้นเปล ผมเหลือบไปเห็นเงาคนยืนอยู่บนดาดฟ้าตึกฝั่งตรงข้าม แสงไฟจากรถตำรวจสะท้อนให้เห็นใบหน้าภายใต้เงามืดนั้นชัดเจน เขาไม่ได้ใส่หน้ากาก และเขากำลังยกมือขึ้นโบกมือลาผมอย่างช้าๆ
ศาสตราจารย์ไกรสร... เขามองมาด้วยสายตาของคนที่กำลังดูละครฉากสำคัญที่ตนเป็นผู้กำกับเองกับมือ
รถพยาบาลเคลื่อนตัวออกไปแล้ว ผมทรุดลงนั่งกับพื้นมองคราบเลือดบนฝ่ามือ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูข้อความที่เพิ่งเด้งเข้ามาในอีเมลนิรนาม
ภาพถ่ายใบหนึ่งแสดงผลการชันสูตรศพพ่อผมเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจผมหยุดเต้น คือภาพถ่ายที่ถ่ายติดใบหน้าผู้ช่วยนิติเวชที่อยู่ข้างศพพ่อในวันนั้น... ใบหน้าของชายคนเดียวกับที่เพิ่งโบกมือลาผมเมื่อครู่นี้ แต่เขากลับมีใบหน้าอ่อนเยาว์เท่าเดิมโดยไม่มีรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลาแม้แต่นิดเดียว
นี่คือความลับที่ศาสตราจารย์ไกรสรพยายามซ่อนไว้... หรือนี่ไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ตั้งแต่แรกกันแน่?
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงจุดพลิกผันของคดีนี้ร่วมกับผมนะครับ ดร.นิติเวชครับ
รอยกรีดเลือด: ปริศนาฆาตกรไร้เงา•ตอนที่ 35
ช่วยชีวิตในนาทีสุดท้าย
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยกรีดเลือด: ปริศนาฆาตกรไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!