กลิ่นสนิมเหล็กและคราบน้ำมันเครื่องที่ระเหยปะปนกับความชื้นในอากาศ คือสิ่งแรกที่ปะทะเข้ากับโสตประสาทของผมทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูบานผุกร่อนของโรงงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้
ความมืดทึบภายในอาคารสูงโปร่งถูกเจาะทะลุด้วยลำแสงสีขาวนวลจากไฟฉายแรงสูงในมือของผม แสงนั้นกวาดผ่านเสาคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีรอยกะเทาะจนเห็นโครงสร้างภายใน คราบเขม่าดำ และหยากไย่ที่สะสมมานานนับทศวรรษ บรรยากาศรอบตัวเงียบงันจนได้ยินเสียงหยดน้ำจากหลังคารั่วกระทบลงบนพื้นปูนซีเมนต์ดังเป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังชีวิตของใครบางคน
"ยินดีต้อนรับสู่การผ่าชันสูตรครั้งสุดท้ายครับ... คุณหมอธีร์"
เสียงนุ่มทุ้มของไกรสรยังคงก้องกังวานอยู่ในความทรงจำ แม้ว่ามันจะถูกเปล่งออกมาผ่านเครื่องส่งสัญญาณไร้สายที่เชื่อมโยงกับโทรศัพท์มือถือของร.ต.อ.รินรดาที่ถูกทิ้งไว้ในรถพยาบาลก็ตามที
ผมกำด้ามปืนพกในซองพกซ่อนใต้สูทแน่นขึ้น นิ้วชี้ทาบไปตามโครงปืนโดยยังไม่เหนี่ยวไก ตามหลักยุทธวิธีที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างจำใจ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกินคาดเดา หัวใจในอกเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอแต่นิ่งสนิท—ความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของแพทย์นิติเวชที่คุ้นเคยกับการเผชิญหน้ากับความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าครั้งนี้... ความตายไม่ได้นอนนิ่งอยู่บนเตียงสแตนเลส แต่มันกำลังเดินเหินและมีชีวิตอยู่ในร่างของคนที่ผมแคร์ความรู้สึกมากกว่าที่ปากยอมรับ
"หมอ... ทางนี้มีรอยลาก"
เสียงกระซิบแหบพร่าแต่เฉียบคมของสารวัตรสาวดังขึ้นมาจากความมืดทางด้านซ้าย เธอไม่ได้หายไปไหน รินรดาแอบตามผมเข้ามาทางช่องลมด้านหลังโรงงานตั้งแต่เมื่อสิบนาทีที่แล้ว แม้ผมจะพยายามสั่งให้เธอกลับไปรอหน่วยปฏิบัติการพิเศษก็ตาม ความดื้อรั้นและสัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของเธอมักจะเหนือกว่าคำสั่งเสมอ
ผมหันลำแสงไฟฉายไปทางที่เธอ
รินรดาย่อตัวลงต่ำ มือข้างหนึ่งถือปืนสั้นประจำกายเล็งตรงไปข้างหน้า สายตาคมกราบกกราดสำรวจพื้นที่ ชุดสูทสีเข้มของเธอมีคราบฝุ่นเปรอะเปื้อน แต่แววตาไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความโกรธกรำและสัญชาตญาณนักล่าที่ถูกปลุกเร้า
ผมเดินเข้าไปใกล้ ก้มลงมองตามลำแสงไฟฉายของเธอ
บนพื้นคอนกรีตที่มีฝุ่นหนาเตอะ มีรอยลากยาวต่อเนื่องมุ่งตรงไปยังโซนเก็บสินค้าด้านใน รอยนั้นไม่ใช่รอยของวัตถุไร้ชีวิต แต่มันคือรอยครูดของรองเท้าผ้าใบเบอร์เล็ก ที่สลับกับรอยหยดของเลือดสีแดงสดหยดเป็นทางยาว
"เลือดใหม่... ยังไม่แห้งสนิท" ผมพึมพำวิเคราะห์ตามหลักนิติเวชศาสตร์ "ระยะเวลาการแข็งตัวของ fibrin ยังไม่สมบูรณ์ น่าจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่เกินยี่สิบนาทีที่แล้ว"
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาผมภายใต้แสงสลัว แววตาของเธอดุดันขึ้น "ไกรสรไม่ได้กักขังแค่เหยื่อทดลอง... เขาจงใจทิ้งทางนี้ไว้ล่อให้เราเดินตามเกมของเขา"
"รู้ทั้งรู้... แต่เราก็ไม่มีทางเลือกอื่นไม่ใช่หรือครับ สารวัตร" ผมตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แฝงด้วยความจริงจังที่เฉือนลึก "เป้าหมายของเขาคือผม... หรืออาจจะหมายถึงหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่คุณถืออยู่"
รินรดากัดริมฝีปากแน่น มืออีกข้างแตะกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตโดยไม่รู้ตัว ภายในนั้นคือแฟลชไดรฟ์ที่บรรจุข้อมูลบัญชีรายชื่อเครือข่ายค้าอวัยวะข้ามชาติ ซึ่งเป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่จะกระชากหน้ากากศาสตราจารย์ผู้ทรงเกียรติให้ร่วงหล่นลงมา
เราเคลื่อนตัวไปข้างอย่างเงียบเชียบที่สุด ลัดเลาะไปตามแนวเสาปูนเพื่อลดเงาและจุดอับสายตา ทุกย่างก้าวถูกคำนวณตามน้ำหนักเพื่อหลีกเลี่ยงการเหยียบถูกเศษแก้วหรือเศษเหล็กที่อาจส่งเสียงฟ้องผู้บุกรุก
ยิ่งเดินลึกเข้าไป อุณหภูมิรอบตัวยิ่งลดต่ำลง กลิ่นอับชื้นเริ่มถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฉุนกึกของฟอร์มาลีนและสารเคมีชำระล้าง—กลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของห้องผ่าตัดใต้ดินที่ถูกจัดฉากขึ้นอย่างเร่งรีบ
เบื้องหน้าของเราคือห้องควบคุมกระจกใสขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางโถงกว้าง ภายในห้องนั้นสว่างไสวด้วยแสงไฟนีออนสีขาวโพลนตัดกับความมืดมิดของตัวโรงงาน ภาพที่ปรากฏผ่านกระจกใสทำให้ผมต้องหยุดชะงักฝีเท้าลงทันที
รินรดาถึงกับสูดหายใจเข้าลึกจนอกกระเพื่อม
บนเตียงผ่าตัดสเตนเลสกลางห้องนั้น ร่างของหญิงสาวในชุดกาวน์แพทย์ถูกมึงตรึงไว้ด้วยสายรัดหนัง ไกรสรสวมเสื้อกาวน์ยาวสีขาวสะอาด มือสวมถุงมือยางสีดำกำลังถือมีดผ่าตัดเล่มบางเฉียบคมกริบ แสงไฟจากโคมเงาผ่าตัดสะท้อนบนคมมีดวับวาว เขาไม่ได้หันมามองที่เรา แต่เขารู้ว่าเรามาถึงแล้ว เพราะมุมปากของเขายกย้ิมขึ้นอย่างผู้กุมชัยชนะ
"ยินดีต้อนรับสู่การชมการผ่าตัดสดครับ... คุณหมอธีร์" เสียงผ่านไมโครโฟนภายในห้องดังลอดออกมาตามลำโพงติดผนัง
ไกรสรวางมีดลงบนถาดเครื่องมืออย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองตรงมาที่กระจกใส ราวกับเขากำลังสบตากับผมโดยตรงผ่านชั้นกระจกหนา
"คุณไกรสร... ปล่อยเธอซะ" ผมก้าวออกไปจากเงาเสา ยืนประจันหน้ากับกระจกใส มือจับด้ามปืนมั่นคง น้ำเสียงของผมไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นชาที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสิ่ง "คดีของคุณปิดลงตั้งแต่หลักฐานชิ้นนั้นหลุดออกไปแล้ว การทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยให้คุณรอดพ้นจากประหารชีวิต"
ไกรสรหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าแต่ก้องกังวานในความเงียบ "ปิดคดีงั้นหรือครับ หมอธีร์? คุณเป็นคนนิติเวช น่าจะรู้ดีที่สุดว่าความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่มมันคือการเริ่มต้นของคำตอบ... และคำตอบที่ผมตามหาตลอดชีวิต ก็คือความลับที่พ่อของคุณทิ้งไว้ก่อนจะตายยังไงล่ะ"
คำว่า 'พ่อ' กระแทกเข้ากลางใจผมอย่างจัง ราวกับมีค้อนเหล็กมาทุบซ้ำรอยแผลเก่าที่ยังไม่เคยตกสะเก็ด
รินรดาหันมามองผมด้วยความตกใจ เธอกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่สายตาของผมส่งสัญญาณห้ามไว้เด็ดขาด
"อย่าเอาเรื่องนั้นมาเกี่ยวข้อง" ผมกดเสียงต่ำลงจนเกือบเป็นคำราม "เรื่องระหว่างเรา สะสางกันตรงนี้"
"ได้สิครับ..." ไกรสรยิ้มเหี้ยม เขายกมือขึ้นแตะสวิตช์ควบคุมบนแผงวงจรข้างเตียง "แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น... ผมอยากให้คุณดูนี่ซะก่อน"
ติ๊ด!
เสียงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ดังขึ้นพร้อมกับหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่บนผนังด้านหลังที่สว่างวาบขึ้น ภาพจากกล้องวงจรปิดมุมสูงเผยให้เห็นบางสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของผมเย็นเฉียบจนแทบหยุดไหล
มันไม่ใช่ภาพภายในห้องผ่าตัดนี้... แต่มันคือภาพห้องเก็บศพใต้ดินของสถาบันนิติเวชที่ผมทำงานอยู่!
และบนโต๊ะผ่าตัดตัวที่สาม... มีร่างไร้ลมหายใจของชายชราในชุดสูทย้อนยุค นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผ้าคลุมสีขาว โดยมีร่างของใครอีกคนยืนถือแฟ้มเอกสารอยู่ข้างๆ ร่างนั้นหันหน้ามามองกล้องวงจรปิดช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้ผมแทบสิ้นสติ
นั่นไม่ใช่ใครอื่น... แต่คือคนที่ควรจะตายไปจากกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน
"พ่อ..." ผมหลุดปากกระซิบออกมาด้วยความสั่นเทาเป็นครั้งแรกในชีวิต ขณะที่เสียงหัวเราะของไกรสรดังลั่นประสานไปกับเสียงฝีเท้าจำนวนมากที่กำลังก้าวเข้ามาปิดล้อมรอบตัวเราจากทุกทิศทุกทางในความมืด
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาเคียงบ่าเคียงไหล่มาจนถึงบทนี้นะครับ
รอยกรีดเลือด: ปริศนาฆาตกรไร้เงา•ตอนที่ 34
รอยเท้าในความมืด
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยกรีดเลือด: ปริศนาฆาตกรไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!