"สนมซู... กลิ่นกำยานสุริยันจันทราที่ท่านจุดในตำหนักเยือกแข็งนี้ ช่างเป็นมงคลยิ่งนัก แต่เกรงว่าจะเผาผลาญอายุขัยของคนธาตุอ่อนอย่างข้าให้มอดไหม้เร็วกว่ากำหนดไปเสียหน่อยนะคะ"
สำเนียงหวานใสแต่เยียบเย็นดั่งสายน้ำในฤดูเหมันต์ดังขึ้น ท่ามกลางควันสีขาวนวลที่ลอยเอื่อยออกจากกระถางทองเหลืองสลักลายหงส์ห้าเล็บ หลี่มู่เหยาในชุดคลุมผ้าไหมปักดิ้นทองลายพฤกษาเหมันต์ ก้าวผ่านธรณีประตูตำหนักบูรพาเข้ามาอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามราพณ์ราชสตรีผู้กุมชะตาแผ่นดิน ใบหน้ารูปไข่ประดับรอยยิ้มบางเบาที่มิอาจส่งไปถึงดวงตาคู่คมกริบดั่งใบมีดซ่อนในกลีบไหม
สนมซูเซียนจู ชายผ้าไหมสีทับทิมสะบัดไหวตามแรงลุกขึ้นยืน ดวงตาคู่เรียวรีวาวโรจน์ด้วยความริษยา นางจ้องมองผู้มาเยือนด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ กลิ่นอายกดดันจากบรรดานางกำนัลและขันทีนับสิบชีวิตที่ถูกเกณฑ์มาล้อมรอบตำหนัก หาได้ทำให้มู่เหยาสั่นสะท้านแม้แต่น้อย
"พระชายาอ๋อง... ช่างบังอาจนัก! เข้ามาในเขตพระฐานของสนมเอกขั้นเฟย ไยจึงไร้ซึ่งสัมมาคารวะ ไร้ซึ่งความเคารพต่อกฎระเบียบของวังหลวง!" ซูเซียนจูตบโต๊ะไม้จันทน์หอมเสียงดังสนั่น กัดฟันกรวดจนกรามขึ้นสันนูน
มู่เหยามิได้ตอบคำ นางกวาดสายตาสำรวจรอบตำหนักอย่างใจเย็น ปลายหางตาเหลือบมองไปยังถาดชาหยกขาวที่ขันทีหน้าห้องกำลังประคองเข้ามา รอยยิ้มของนางลึกลงกว่าเดิม รัศมีแห่งอำนาจที่สั่งสมมาจากชาติภพก่อนแผ่ซ่านกดทับบรรยากาศในห้องโถงจนแทบหายใจไม่ออก
"กฎระเบียบหรือคะ?" มู่เหยาหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ เสียงนั้นไพเราะดั่งเสียงดีดพิณหยก แต่กลับสร้างความหนาวเยือกให้แก่ผู้ได้ยิน "สนมซูคงหลงลืมไปแล้วกระมัง ว่าตำแหน่ง 'พระชายาเอกแห่งเฟยหรงอ๋อง' มีศักดิ์และสิทธิ์ขาดในการจัดการเรือนหลังแห่งนี้เช่นไร หรือท่านคิดว่าการอาศัยบารมีของตระกูลซู จะทำให้ท่านหลงลืมไปว่า ที่นี่คือวังหลวง ไม่ใช่จวนตระกูลแม่ทัพของท่าน"
"เจ้า!" ซูเซียนจูกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้า
ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน ข่าวลือหนาหูแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงว่า เฟยหรงอ๋อง (หยางจิ้น) กำลังจะทูลขอพระราชทานสมรสซ้ำซ้อนเพื่อยกย่องมู่เหยาขึ้นเป็นพระชายาเอกเคียงคู่บัลลังก์มังกรในอนาคต ข่าวนี้ดั่งน้ำกรดราดรดลงบนหัวใจของสตรีผู้กระหายอำนาจอย่างซูเซียนจู ผู้ซึ่งหมายมั่นปั้นมือมาตลอดว่าจะต้องเป็นมารดาของแผ่นดิน
นางจึงจัดฉากเชิญมู่เหยามา "ดื่มชาปรับความเข้าใจ" ณ ตำหนักเยือกแข็งแห่งนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้พิษไร้ลักษณ์ บีบบังคับให้มู่เหยาเขียนหนังสือหย่าและถอนตัวจากการอภิเษก
"ดื่มชานี้เสียเถิดเพคะ พระชายา..." ซูเซียนจูฝืนปั้นยิ้มเหี้ยมเกรียม ผายมือไปยังจอกชาที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นแต่เจือกลิ่นคาวสนิมจางๆ ซึ่งมีเพียงโอสถแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นจึงจะสัมผัสได้ "ชานี้เป็นชาชั้นดีที่เสด็จแม่ฮองเฮาประทานให้ข้ามา เป็นเกียรติแก่ท่านยิ่งนักหากจะดื่มมันให้หมดจด"
มู่เหยาปรายตามองถจอกชานั้น นึกขันในความตื้นเขินของคู่ต่อสู้ พิษสลายวิญญาณชนิดนี้ แม้จะร้ายกาจถึงขั้นทำให้กระดูกหลอมละลายภายในสามวัน แต่ในสายตาของอดีตฮองเฮาผู้เคยผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน พิษนี้ช่างละม้ายคล้ายของเล่นเด็ก
"ชาชั้นดีเช่นนี้ ข้าคงมิอาจรับไว้ผู้เดียวหรอกเพคะ..." มู่เหยาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะน้ำชาทีละก้าว ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยพลังกดดันที่บีบให้ซูเซียนจูต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "ในเมื่อสนมซูมีน้ำใจไมตรีถึงเพียงนี้ เช่นนั้น... เรามาดื่มร่วมกันสักจอก เพื่อเป็นสักขีพยานแก่ 'จุดจบ' ของความทะเยอทะยานอันไร้ขอบเขตของท่าน ดีหรือไม่คะ?"
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร!" ซูเซียนจูกล่าวด้วยความตระหนก เมื่อเห็นรอยยิ้มเยียบเย็นดั่งปีศาจสาวบนใบหน้าของมู่เหยา
พริบตานั้นเอง! มู่เหยาไม่รอช้า นางใช้มือข้างหนึ่งคว้าข้อมือของซูเซียนจูไว้ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ อีกมือหนึ่งคว้าจอกชาบนโต๊ะ แล้วกรอกของเหลวสีอำพันเข้มนั้นเข้าปากซูเซียนจูทันทีท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่านางกำนัล
"แค๊กๆ! เจ้า... เจ้ากล้าดียังไง..." ซูเซียนจูสำลักหน้าดำหน้าแดง พยายามใช้มือควอคอตัวเองเพื่อสำรอกน้ำชาออก ทว่าพิษฤทธิ์ร้อนกลับแล่นพล่านลงสู่ลำคออย่างรวดเร็วดั่งไฟลามทุ่ง ร่างอรชรทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน
"อำนาจ... ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาด้วยการแย่งชิงจากคนอื่นหรอกนะคะ สนมซู..." มู่เหยาโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของสตรีที่กำลังดิ้นรน น้ำเสียงของนางแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "สิ่งที่ท่านทำลงไปวันนี้ ยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำหากเทียบกับสิ่งที่ตระกูลซูเคยทำไว้กับคนของข้า"
"องค์ชายเสด็จ!"
เสียงขันทีหน้าตำหนักร้องประกาศด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้นตัด3 ขัดจังหวะ ท่ามกลางความโกลาหลของเหล่านางกำนัลที่กรูกันเข้ามาประคองสนมซู
มู่เหยาผุดลุกขึ้นยืน จัดอาภรณ์ของตนให้เรียบร้อยอย่างไม่รีบร้อน ใบหน้าของนางกลับคืนสู่ความนิ่งสงบ เยือกเย็น ไร้ซึ่งพิรุธใดๆ ในเสี้ยวพริบตาเดียว ร่างสูงสง่าในชุดเกราะสีดำสนิทของ 'เฟยหรงอ๋อง' (หยางจิ้น) ก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วสารทิศ พระเนตรคมกลาบกวาดมองสภาพภายในห้อง ก่อนจะมาหยุดนิ่งที่ร่างของสนมซูที่กำลังดิ้นทุรนทุราย และหยุดลงที่สตรีในดวงใจ
หยางจิ้นไม่แม้แต่จะชายตามองสนมเอกผู้กำลังจะขาดใจตาย เขาก้าวตรงเข้ามาหาร่างบาง คว้ามือเรียวของมู่เหยาขึ้นมาพลิกสำรวจอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะบอบช้ำ ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยถามกลับเย็นชาจนติดลบ
"เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่?"
มู่เหยาส่ายหัวเบาๆ เงยหน้าสบตากับบุรุษผู้เย็นชาต่อคนทั้งโลกแต่ยอมอ่อนโยนให้นางเพียงคนเดียว มุมปากยกยิ้มขึ้นนิดๆ อย่างมีความหมาย
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยวาจาใด ขันทีหลวงผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าของหยางจิ้น พร้อมกับชูพระราชโองการลับฉบับหนึ่งขึ้นเหนือหัวด้วยมือที่สั่นเทา
"ท่านอ๋อง... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ฮองเฮามีรับสั่งด่วน... พบศพ 'แม่ทัพใหญ่ซู' ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในค่ายทหารหลวง และตราประทับกองทัพพยัคฆ์... ได้หายสาบสูญไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
หยางจิ้นชะงักไปชั่วขณะ พระเนตรคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย บรรยากาศภายในตำหนักเยือกแข็งดิ่งวูบลงสู่จุดเยือกแข็งในทันที
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามา ณ ที่นี้นะคะ — หงส์เพลิงหวนคืน
หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 13
สนมผู้หิวโหยอำนาจ
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!