“ปิ่นหยกสลักลายหงส์คู่เหมันต์นี้... ช่างดูไม่คู่ควรกับเรือนผมอันไร้ราศีของข้าเอาเสียเลยกระมังเพคะ พระชายา”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเจือรอยยิ้มหยัน ทว่าแววตาของหลี่มู่เหยาที่สะท้อนอยู่ในกระจกทองเหลืองกลับคมกริบดุจใบมีดอาบยาพิษ ปลายนิ้วเรียวเรียบเนียนดุจหยกสลักบรรจงปักปิ่นปักผมลงบนมวยผมทรงเทพยดาด้วยความประณีต ทุกอิริยาบถเปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งทระนงที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของความนอบน้อม
ฉินกงกง ขันทีผู้ดูแลพระตำหนักในซึ่งยืนคุมเชิงอยู่เบื้องหลังถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาเป็นบ่าวรับใช้ใกล้ชิดไทเฮา ย่อมรู้ดีว่าราชสำนักเบื้องสูงในยามนี้ระอุเพียงใด การที่ตระกูลหลี่ส่งบุตรสาวผู้ถูกทอดทิ้งให้กลับคืนสู่ราช N ครานี้ หาใช่การมาร่วมงานเลี้ยงชมบุปผชาติธรรมดาไม่ แต่มันคือการก้าวเข้าสู่ปากพยัคฆ์อย่างแท้จริง
“คุณหนูใหญ่... โปรดสำรวมวาจาด้วยเถิดเจ้าค่ะ” สาวใช้ประจำตัวกระซิบเตือนด้วยความหวาดหวั่น ขณะจัดแต่งอาภรณ์ผ้าแพรต่วนสีม่วงเข้มปักลายเมฆมงคลให้เข้าที่ “วันนี้เป็นการเข้าเฝ้าหน้าพระพักตร์ไทเฮาและเหล่าพระสนมเป็นครั้งแรก เกรงว่า... หากมีสิ่งใดผิดพลาด โทษทัณฑ์คงไม่ใช่แค่โบยเป็นแน่”
หลี่มู่เหายามิได้ใส่ใจคำเตือนนั้น นางกวาดสายตามองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกอีกครา หวนระลึกถึงอดีตชาติ—วันที่นางก้าวเข้าสู่วังหลวงด้วยความไร้เดียงสา เชื่อมั่นในรักแท้ขององค์รัชทายาท จนต้องจบชีวิตลงด้วยจอกสุราอาบยาพิษในตำหนักเย็นที่หนาวเหน็บ ทว่าวันนี้... นางในยามนี้มิใช่หลี่มู่เหยาผู้อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป นางคือวิญญาณที่ปีนป่ายขึ้นมาจากขุมนรกแห่งความแค้น พร้อมที่จะแผดเผาทุกผู้คนที่เคยเหยียบย่ำนางให้เป็นจุล
“ผิดพลาดหรือ?” หลี่มู่เหายิ้มเยาะ “ข้าไม่ได้มาเพื่อทำตัวให้ถูกต้องตามธรรมเนียม แต่ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่พวกมันเคยแย่งชิงไปต่างหากเล่า”
เสียงล้อเกวียนบด
เบื้องหน้าของนางคือประตูวังหลวงสีแดงชาดอันใหญ่โตมหึมา ประตูบานยักษ์ที่เปิดอ้าซ่าราวกับอสูรกายอ้าปากรอรับเหยื่ออันโอชะ กลิ่นอายของอำนาจและการนองเลือดลอยคละคลุ้งมากับสายลมเย็นเยียบ กลิ่นอายที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เมื่อก้าวผ่านธรณีประตูวังเข้ามา บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความเงียบงันอันน่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วทางเดินปูด้วยหินอ่อนสีขาว เหล่านางกำนัลและขันทีเดินก้มหน้าก้มตาอย่างสำรวม ขาเรียวภายใต้อาภรณ์หรูหราก้าวเดินตามจังหวะที่ถูกฝึกฝนมาอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกย่างก้าวสง่างามและมั่นคงราวกับหงส์เหินเดินบนเมฆหมอก
ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันนั้น สายตาหลายคู่จากระเบียงทางเดินชั้นสองกลับลอบมองลงมาด้วยความริษยาและดูแคลน
“นั่นน่ะหรือ... คุณหนูรองตระกูลหลี่ ผู้ที่ลือกันว่ารอดชีวิตปาฏิหาริย์จากโรคระบาดทางเหนือ?”
“Cch! สตรีไร้ยางอาย อาศัยใบหน้ายั่วยวนไต่เต้าเข้าหาอำนาจ คิดหรือว่าจะรอดพ้นสายพระเนตรของไทเฮาไปได้”
เสียงซุบซิบนินทาดังเล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาทของหลี่มู่เหานางไม่ได้หันกลับไปมองแม้แต่น้อย มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน รอยยิ้มที่ทำให้ฉินกงกงที่เดินนำหน้าถึงกับเสียวสันหลังวาบอย่างประหลาด สตรีผู้นี้ไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
ณ ตำหนักฉางชุน—ศูนย์กลางอำนาจของฝ่ายใน
กลิ่นหอมของกำยานราคาแพงลอยตลบอบอวลผสมผสานกับกลิ่นชาอู่หลงชั้นเลิศ ไทเฮานั่งสง่านิ่งอยู่บนตั่งทองคำเบื้องบน สวมชุดคลุมลายหงส์ทองปักดิ้นเงิน สตรีผู้กุมชะตาชีวิตของคนนับพันในวังหลังกำลังใช้สายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งกวาดมองผู้ที่เข้ามาใหม่
“ถวายพระพรไทเฮาเพคะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานหมื่นปี หม่อมฉันหลี่มู่เหยา ถือโอกาสนี้มาเข้าเฝ้ารับใช้ใกล้ชิดเพคะ”
หลี่มู่เหาย่อกายลงทำความเคารพอย่างงดงามไร้ที่ติ ท่าทางอ่อนช้อยแต่ทว่าแฝงความทรนงในกระดูกดำ
ไทเฮาทอดพระเนตรมองหญิงสาวเบื้องล่างเนิ่นนาน บรรยากาศภายในตำหนักกดดันจนแทบหยุดหายใจ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งพระองค์ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่น่าเกรงขาม
“เงยหน้าขึ้นมาซิ”
หลี่มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์ของไทเฮาโดยตรง ไม่มีอาการหลบตา ไม่มีแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่นั้นทั้งลึกล้ำและเยือกเย็น จนไทเฮาต้องทรงขมวดพระขนงเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ
“เจ้า... ช่างมีความกล้าหาญนัก” ไทเฮาตรัสเสียงเรียบ “ได้ยินมาว่าเจ้าเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และสมุนไพรนักมิใช่หรือ? วังหลวงแห่งนี้เต็มไปด้วยโรคภัยและความลับที่ซ่อนเร้น เจ้าคิดว่าตนเองจะมีชีวิตรอดไปได้สักกี่น้ำกันเชียว?”
“ทูลไทเฮา ชีวิตของหม่อมฉันล้วนอยู่ในกำมือของฟ้าดินและพระเมตตาของพระองค์เพคะ” หลี่มู่เหายิ้มตอบ น้ำเสียงราบเรียบแต่น่าฟัง “ทว่า... โรคภัยไข้เจ็บภายนอกนั้นรักษาได้ง่าย แต่โรคเน่าเฟะภายในใจของคนบางคน เกรงว่าต่อให้ใช้โสมพันปีก็คงมิอาจเยียวยาได้หรอกเพคะ”
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในตำหนักราวกับถูกแช่แข็งในพริบตา!
เหล่าพระสนมและนางกำนัลต่างหน้าถอดสี องค์หญิงและสนมเอกหลายคนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ไม่เคยมีใครกล้าต่อปากต่อคำกับไทเฮาด้วยวาจาเชือดเฉือนเช่นนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์วังหลัง!
ไทเฮาทรงพระสรวลออกมาเสียงดังลั่น ทว่าแววตากลับปรากฏประกายสังหารวาบผ่าน “ดี! ปากคอเราะร้ายสมคำร่ำลือจริงๆ!”
ในจังหวะที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด ขันทีหน้าพระตำหนักก็ขานรับเสียงดังลั่นด้วยความตกใจยิ่งกว่าเดิม
“--เฟยหรงอ๋อง เสด็จ!”
ประตูตำหนักถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินยวง กลิ่นอายความตายและอำนาจดิบเถื่อนแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ อุณหภูมิภายในห้องลดฮวบลงทันตาเห็น หยางจิ้นก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่น ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีวาดมองตรงมายังร่างระหงของหลี่มู่เหยาที่ยืนอยู่กลางห้อง ก่อนที่ริมฝีปากหยักจะได้รูปจะยกยิ้มเย็นเยียบที่ไม่มีใครคาดคิด
“เสด็จแม่... หม่อมฉันได้ยินว่ามีแมวป่าตัวใหม่หลงเข้ามาในวังหลวง จึงรีบมาดูให้แน่ใจว่า... มันจะกัดมือคนอื่น หรือจะถูกหักคอเสียก่อนกันแน่”
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามา ณ ที่นี้นะคะ — หงส์เพลิงหวนคืน
หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 12
ก้าวเข้าสู่วังวน
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!