หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 14

เล่ห์กลกุหลาบพิษ

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
"หากสนทนาเรื่องความเป็นความตายด้วยรอยยิ้มเช่นนี้ได้ หม่อมฉันเกรงว่าพระชายาคงมิใช่สตรีในห้องหอธรรมดาเสียแล้วกระมังเพคะ" สุ้มเสียงหวานหยาดเยิ้มทว่าแฝงประกายคมกริบดั่งใบมีดอาบน้ำผึ้งดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมภายในตำหนักรับรองของพระสนมซู กลิ่นธูปกำยานกลิ่นบุปผชาติราคาแพงคุกรุ่นอบอวล ปะปนกับกลิ่นอายความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากเหล่าขุนนางและนางกำนัลนับสิบชีวิตที่ยืนรายล้อม หลี่มู่เหยาหาได้สะทกสะท้าน นางยังคงประทับนั่งอย่างสง่างามบนเก้าอี้ไม้จันทน์แกะสลัก อาภรณ์ปักลายหงส์สีชาดตัดกับผ้าไหมเนื้อนุ่มทิ้งตัวลงอย่างเป็นระเบียบ ปิ่นหยกมันแพะบนมวยผมไหวเอนตามจังหวะการหายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบา รอยยิ้มบางเบาที่ประดับอยู่บนเรียวปากคู่นั้นมิได้ไปถึงดวงตา คู่นهارเรียวยาวทอดมองถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ในมือของพระสนมซู ที่ภายในบรรจุ “ชาไป๋หลาน” ส่งกลิ่นหอมหวลชวนพิศวง "พระสนมตรัสเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีที่สามีทอดทิ้งให้อยู่แต่ในเรือน จะมีความสามารถอันใดจนอาจหาญเทียบชั้นผู้ใดได้เล่า" มู่เหยาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราบเรียบ นางยกถ้วยชาของตนขึ้นจิบช้าๆ กิริยาท่าทางสำรวม งดงามไร้ที่ติ ดั่งภาพวาดของหญิงงามในราชสำนักที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีเยี่ยม พระสนมซูแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่คมกวาดมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความริษยาและระแวงแค้น แผนการที่นางวางไว้แยบยลยิ่งนัก อาศัยจังหวะงานเลี้ยงน้ำชาในวังหลัง ใช้ “ผงสลายวิญญาณ” พิษไร้สีไร้กลิ่นที่นำเข้าจากแดนประจิม ป้ายลงบนขอบถ้วยชาของมู่เหยา โดยหมายจะให้หลี่มู่เหยากระอักเลือดสิ้นใจตายคางาน แล้วโยนความผิดให้เป็นเพราะนางกินอาหารแสลงเอง ทว่าคาดไม่ถึงว่า สตรีที่ควรจะล้มฟุบไปนานแล้ว กลับยังคงนั่งจัดระเบียบแขนเสื้อด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ราวกับกำลังชมดอกไม้บานในฤดูใบไม้ผลิ "เช่นนั้น... เหตุใดถ้วยชาของพระชายา ถึงมีคราบสีครามจางๆ ที่ก้นถ้วยเล่าเพคะ?" พระสนมซูโบกพระH2Oสะบัดอาภรณ์ ส่งสัญญาณให้ขันทีเฒ่าคนสนิทก้าวออกมายกถ้วยชาของมู่เหยาขึ้นสูงหมายแสดงหลักฐานต่อหน้าทุกคน เสียงอื้ออึงของเหล่าคุณหญิงและภรรยาขุนนางที่มาร่วมงานเริ่มดังขึ้นด้วยความตกใจ พวกนางต่างพากันถอยรูดออกห่างจากมู่เหยา ราวกับนางเป็นภูตผปีศาจที่พร้อมจะกลืนกินผู้คน มู่เหยาปรายตามองถ้วยชาใบนั้นเพียงแวบเดียว รอยยิ้มเยาะหยันฉายวาบผ่านนัยน์ตาคู่สวยชั่วพริบตาก่อนจะเลือนหายไป นางมิได้ตกใจตื่นตระหนกดังที่พระสนมซูคาดหวังแม้แต่น้อย "คราบสีคราม...?" มู่เหยาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยระคนขบขัน "หากพระสนมไม่เอ่ยขึ้น หม่อมฉันคงเข้าใจว่ามันเป็นเพียงเศษผงจากใบชาชั้นดีเสียอีก แต่ในเมื่อพระสนมทรงรอบรู้ถึงเพียงนี้ ทรงทราบด้วยกระมังเพคะว่า ผงสลายวิญญาณเมื่อผสมเข้ากับน้ำชาไป๋หลาน จะมิใช่เพียงแค่เปลี่ยนเป็นสีคราม... แต่มันจะส่งกลิ่นเหม็นหืนคล้ายซากสัตว์เน่าเปื่อยภายในสามลมหายใจ" สิ้นคำพูดของมู่เหยา นางก็จงใจสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วทอดถอนใจออกมาเบาๆ "น่าแปลกเสียจริงเพคะ... หม่อมฉันนั่งอยู่ที่นี่มาเนิ่นนาน เหตุใดยังมิได้กลิ่นซากสัตว์ที่ว่าเลยแม้แต่น้อย หรือว่าจมูกของหม่อมฉันจะเสื่อมถอยเสียแล้ว หรือว่า... พิษชนิดนั้น จะมิได้อยู่ในถ้วยของหม่อมฉันตั้งแต่แรกกันแน่เพคะ?" บรรยากาศในตำหนักพลันเงียบกริบลงทันที เสียงลมหายใจของเหล่าขุนนางและนางกำนัลขาดหายไปชั่วขณะ พระสนมซูหน้าถอดสี รอยยิ้มเยือกเย็นเมื่อครู่แข็งค้างอยู่บนใบหน้า นางไม่คาดคิดเลยว่า หลี่มู่เหยาจะไม่เพียงแต่ล่วงรู้ถึงชนิดของพิษ แต่ยังมองทะลุปรุโปร่งถึงกลยุทธ์การสับเปลี่ยนหลักฐานที่นางเตรียมไว้อย่างแนบเนียน "เจ้า... เจ้ากล้ากล่าวหาเราหรือ!" พระสนมซูผุดลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาชี้หน้ามู่เหยา "บังอาจนัก! เจ้าเป็นเพียงพระชายาตกอับ กล้าดีอย่างไรมากล่าวหาพระสนมเช่นเรา!" "หม่อมฉันมิกล้ากล่าวหาผู้ใดเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่พูดตามหลักการแพทย์ที่เคยร่ำเรียนมาเท่านั้น" มู่เหยาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงสง่าและรัศมีเยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างอรชรทำให้พระสนมซูถึงกับผงถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว นางก้าวเข้าไปใกล้พระสนมช้าๆ ทุกย่างก้าวราศีกดดันดั่งพญาหงส์ผู้กางปีกปก "ในตำราแพทย์หลวง บันทึกไว้ชัดเจนว่า ผงสลายวิญญาณเป็นพิษหายากที่มีแต่ขุนนางในกรมพิษสำนักพระราชวังเท่านั้นที่ครอบครองได้ พระสนมทรงรอบรู้เรื่องพิษชนิดนี้ยิ่งกว่าหมอหลวงเสียอีก หม่อมฉันจึงอดสงสัยมิได้ว่า... เหตุใดพระสนมจึงทรงทราบวิธีสังเกตพิษชนิดนี้ได้แม่นยำนัก หากมิใช่เพราะ... พระสนมทรงเป็นผู้ลงมือผสมมันลงไปเองตั้งแต่ต้น?" "เหลวไหล! ปากพล่อย!" พระสนมซูกรีดร้องด้วยความบันดาลโทสะ นางตบโต๊ะเสียงดังลั่น "จับนาง! นำตัวนางไปขังคุกหลวงข้อหาลอบวางยาพิษสนมเอก!" เหล่าทหารองครักษ์หน้าตำหนักกรูเข้ามาทันที หอกยาวในมือสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงวับวาม บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุดราวกับสายธนูที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ พร้อมจะขาดผึ่งได้ทุกเมื่อ ทว่า ในวินาทีที่คมหอกกำลังจะพุ่งเข้าประชิดตัวมู่เหยานั้นเอง— "ใครกล้าแตะต้องชายาข้า แม้แต่ปลายเส้นผม... จงเตรียมหัวของมันไว้ประดับกำแพงเมืองได้เลย!" สุ้มเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น ดุจเสียงคำรามของพยัคฆราชจากขุมนรกดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วทั้งตำหนัก แรงกดดันมหาศาลแผ่พุ่งเข้ากดทับจนทุกคนแทบหยุดหายใจ ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความปรานี ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะเหล็กสีดำสนิท ประดับลวดลายพยัคฆ์ทองคำปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงจันทร์ยามค่ำคืน เฟยหรงอ๋อง หยางจิ้น! ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยววาดมองกวาดไปทั่วห้อง ก่อนจะหยุดอยู่ที่ร่างเพรียวบางของมู่เหยาที่ยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางวงล้อม ทันทีที่สบตากัน ความเย็นชาไร้หัวใจในแววตาของท่านอ๋องก็แปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มลึกหนักแน่นดั่งขุนเขา เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาทีละก้าว ย่างก้าวหนักแน่นทรงพลัง ราวกับเหยียบย่ำอยู่บนหัวใจของทุกคนในที่นั้น พระสนมซูหน้าซีดเผือด เข่าแทบทรุดลงกับพื้นยามเมื่อเห็นบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพครึ่งประเทศก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างหญิงสาวที่นางเพิ่งจะกล่าวหา "ท่านอ๋อง... หม่อมฉัน..." พระสนมซูกล่าวเสียงสั่นเครือ หยางจิ้นมิได้ชายตามองนางแม้แต่น้อย สายตาคู่นั้นทอดมองเพียงมู่เหยา เขายื่นมือหนาออกไปกุมมือเรียวบางของนางไว้อย่างทะนุถนอม สัมผัสอบอุ่นส่งผ่านความมั่นคงให้แก่นางอย่างชัดเจน ทว่า ในจังหวะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับความเด็ดขาดของพระเอก ขันทีหลวงผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้า พร้อมกับชูม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามขึ้นเหนือหัวด้วยมือที่สั่นเทา "ทะ... ท่านอ๋อง พระชายา... มีพระราชโองการด่วนจากฝ่าบาท... ให้ปลดพระสนมซู และ... ควบคุมตัวพระชายามู่เหยาเข้าสู่ตำหนักมืดทันทีพะยะค่ะ!" — ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามา ณ ที่นี้นะคะ — หงส์เพลิงหวนคืน
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%