กลิ่นอายคาวเลือดจาง ๆ ที่ลอยวนอยู่ในห้วงนิตรา มิใช่กลิ่นที่ลมราตรีพัดพามา หากแต่มันผุดขึ้นมาจากซอกลึกแห่งความทรงจำอันดำมืด
ดวงตาหงส์ที่หรี่ลงในความเงียบงันพลحกเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับร่างระหงที่สะấuสะท้านเฮือก หลิ่วซือ… ไม่สี่… หลี่มู่เหยาผุดลุกขึ้นนั่งบนแท่นบรรทมปักลายเมฆาด้วยความรวดเร็ว สองมือเรียวบางจิกกำผ้าแพรต่วนสีนวลแน่นจนข้อพระหัตถ์ขาวซีด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายซึมตามไรพระเกศาและลาดพระนลาฏ (หน้าผาก) แม้ลมหายใจจะหอบถี่กระชั้น ทว่าความเยือกเย็นที่หล่อหลอมขึ้นจากความตายอันแสนทุรนทุรายในชาติภพก่อน ก็ยังคงทำหน้าที่ควบคุมสติอารมณ์ของนางไว้อย่างมั่นคงดั่งหินผา
ภาพเหตุการณ์เมื่อค่ำคืนวันเพ็ญโลหิตในตำหนักฉางเล่อยังคงสลักลึกในมโนสำนึก ดาบปลายปืนที่เสียบทะลุร่างของบิดา เสียงกรีดร้องของมารดา และประกายตาเย็นชาไร้หัวใจของบุรุษผู้เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะร่วมเรียงเคียงหมอนตราบจนผมขาวโพลน—องค์ชายสามผู้ทะยานขึ้นสู่บัลลังก์มังกรด้วยกระดูกและหยาดเลือดของสกุลหลี่
"เหยียบย่างบนซากศพ ไต่เต้าสู่เก้าอี้มังกร… ช่างน่าขันสิ้นดี"
น้ำเสียงแผ่วเบาหลุดจากริมฝีปากที่สั่นระริกเพียงน้อยนิด ก่อนจะถูกกลบฝังด้วยรอยยิ้มหยันอันเยียบเย็น นางยกมือขึ้นลูบไล้แผ่นอกข้างซ้ายที่จังหวะการเต้นของหัวใจยังคงรัวเร็ว ดั่งเสียงกลองศึกที่คอยเตือนสติว่า บัดนี้… นางได้ย้อนเวลากลับมาเพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
ความเงียบงันภายในห้องบรรทมถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ดังขึ้นด้านนอก ประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรถูกผลักออกอย่างระมัดระวัง ร่างของชิงชิง สาวใช้คนสนิทก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มือเล็กประคองอ่างทองเหลืองใส่น้ำอุ่นเข้ามาพร้อมผ้าขนหนูเนื้อนุ่ม ทว่าแววตากลับฉายชัดถึงความกังวลใจอย่างปิดไม่มิด
"คุณหนู… ท่านฝันร้ายอีกแล้วหรือเจ้าคะ?" ชิงชิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ รีบวางอ่างน้ำลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะเข้ามาประคองไหล่บางของเจ้านาย "บ่าวเห็นท่านสะดุ้งตื่นด้วยเหงื่อท่วมกายเช่นนี้มาสามคืนติดต่อกันแล้วนะคะ หรือว่า… อาการพิษในกายของท่านยังกำเริบขึ้นมาอีก"
หลี่มู่เหยาหลุบตาลงซ่อนประกายความแค้นที่อัดแน่นอยู่ภายใน กวาดสายตามองบรรยากาศรอบห้องที่สงบเงียบและปลอดภัย นี่ไม่ใช่ตำหนักเย็นที่เหน็บหนาวจนกระดูกแทบแตกสลาย และนางก็มิใช่ฮองเฮาผู้ตกอับไร้หนทางสู้คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
"ข้าไม่เป็นไร… แค่ฝันถึงเรื่องเก่า ๆ ที่ไม่น่าจดจำเท่านั้น" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าราบเรียบจนน่ากลัว ปรายตามองน้ำอุ่นในอ่างก่อนจะยื่นมือเรียวลงไปกวักน้ำขึ้นล้างหน้า ล้างคราบเหงื่อไคลและความหวาดกลัวจากห้วงนิทราออกไปจนหมดสิ้น "คนของทางจวนอ๋องเคลื่อนไหวอะไรบ้างหรือยัง?"
ชิงชิงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบรายงานด้วยความเคารพ "เรียนคุณหนู บ่าวได้รับข่าวลับจากสายรายงานว่า เมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา เฟยหรงอ๋องทรงเรียกประชุมลับแม่ทัพพิทักษ์ชายแดนในห้องทรงอักษรเป็นการด่วน และ… และดูเหมือนว่าจะมีราชโองการลับจากในวังหลวงถูกส่งตรงถึงตำหนักของพระองค์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเพคะ"
หยางจิ้น…
เพียงแค่ได้ยินพระนามนี้ หัวใจที่ด้านชาของหลี่มู่เหยาก็พลันเกิดระลอกคลื่นความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะบรรยาย บุรุษผู้เย็นชาต่อหล้าฟ้าดิน ผู้ซึ่งกุมอำนาจกองทัพเหล็กอันเกรียงไกรจนฮ่องเต้ยังต้องทรงเกรงพระทัย ในชาติก่อน… เขาคือคนเดียวที่บุกเดี่ยวฝ่ากองทัพนับหมื่นเข้ามาเผาตำหนักฉางเล่อ เพื่อทวงความยุติธรรมให้นาง แม้ในยาระบิลสุดท้าย เขาก็ยังยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อสับเปลี่ยนร่างของนางออกมาจากวังหลวงอันโสмоกนั้น
ความรักที่หนักแน่นดั่งขุนเขาและความจงรักภักดีที่เดิมพันด้วยชีวิตของเขา คือสิ่งที่นางติดค้างและไม่เคยมีโอกาสได้ตอบแทน
"เขาบาดเจ็บหรือไม่?" น้ำเสียงที่เอ่ยถามเจือความห่วงใยที่พยายามเก็บซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
ชิงชิงส่ายหน้าเบา ๆ "ไม่เพคะ… แต่บรรยากาศรอบตัวท่านอ๋องในยามนี้ เยือกเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำค้างแข็งในเหมันตันเสียอีก ใคร ๆ ก็บอกว่า หากผู้ใดกล้าก้าวล้ำเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นในยามนี้ อาจต้องจบชีวิตลงด้วยกระบี่ของพระองค์โดยไร้ร่ำลา"
หลี่มู่เหยาแย้มสรุปมุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามดั่งดอกไม้พิษที่ผลิบานในยามราตรี นางรู้ดีว่าการที่หยางจิ้นแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ราชโองการลับจากฮ่องเต้ และการเคลื่อนไหวของตระกูลอัครมหาเสนาบดีหลี่ผู้เป็นบิดาแท้ ๆ ของนาง กำลังบีบคั้นให้บุรุษผู้นั้นต้องเลือกทางเดินที่อันตรายที่สุด
และนาง… จะปล่อยให้เขาเดินไปตายโดยลำพังได้อย่างไร ในเมื่อหงส์ตัวนี้ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากกองเพลิงแห่งความตายแล้ว
"เตรียมฉลองพระองค์ชุดขี่ม้าสีเข้ม แล้วเตรียมรถม้าไร้ตราประทับ… คืนนี้ ข้าจะไปเยี่ยม 'ท่านอ๋อง' ที่ตำหนักสักหน่อย"
ชิงชิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "คุณหนู! ดึกดื่นป่านนี้แล้ว อีกทั้งสถานการณ์ในเมืองหลวงก็กำลังตึงเครียด หากท่านลักลอบออกไปพบท่านอ๋องยามวิกาลเช่นนี้ หากมีผู้ใดพบเห็นเข้า… ชื่อเสียงของท่านจะป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดีนะเพคะ!"
"ชื่อเสียงรึ?" หลี่มู่เหยาหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ ดวงตาคู่คมกวาดมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่ซึ่งความมืดมิดปกคลุมไปทั่วท้องนภา "ในเมื่อข้าเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ชื่อเสียงจอมปลอมเหล่านั้นจะมีค่าอันใด สู้เอาชีวิตรอดและลากคอพวกสุนัขจิ้งจอกที่จ้องจะขย้ำพวกเราลงนรกไปพร้อมกันเสียยังดีกว่า"
น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวและแววตาที่เต็มไปด้วยอำนาจล้นเหลือ ทำให้ชิงชิงไม่กล้าเอ่ยคัดค้านสิ่งใดอีก นางทำได้เพียงก้มหน้ารับคำด้วยความภักดี รีบจัดเตรียมอาภรณ์ตามรับสั่งทันที
ยามนี้… หมากทุกกระดานถูกวางลงบนกระดานแห่งอำนาจแล้ว การแก้แค้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และนางจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาขัดขวางเส้นทางนี้ได้เด็ดขาด
รถม้าคันเรียบเคลื่อนตัวฝ่าความมืดของถนนสายหลักในเมืองหลวงอย่างเงียบเชเชียบ ไร้ซึ่งเสียงกึกก้องของล้อรถ มีเพียงเสียงควบม้าขององครักษ์เงาที่ติดตามมาอารักขาอย่างใกล้ชิด ปลายทางคือตำหนักเฟยหรงอ๋องที่ตั้งอยู่ ณ ใจกลางเขตอิทธิพลทหาร
เมื่อรถม้าหยุดสนิทลง หลี่มู่เหยาในชุดคลุมสีดำสนิทอำพรางใบหน้าก้าวลงมาอย่างมั่นคง นางส่งป้ายหยกประจำตัวให้แก่ทหารยักษ์หน้าประตู ซึ่งเพียงแค่เห็นสัญลักษณ์นั้น ทหารนายดังกล่าวก็รีบหลีกทางให้อย่างนกนอบน้อมทันที โดยไม่มีการซักไซ้ไล่เลียงอันใดทั้งสิ้น
ภายในตำหนักเฟยหรงอ๋องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันหอมที่ส่องประกายวับแวม ร่างสูงใหญ่ของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรทมิฬกำลังยืนหันหลังให้ประตู มือหนากำกระบี่โบราณในฝักแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยไอสังหารที่แผ่พุ่งออกมาจนคนทั่วไปแทบไม่กล้าหายใจ
"ออกไป… ข้าสั่งแล้วว่าห้ามผู้ใดรบกวน" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง
หลี่มู่เหยาไม่ถอยหนี นางก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบที่แฝงไปด้วยความเย้าหยวนและจริงจังในคราเดียวกัน
"แม้แต่คนที่ท่านเคยสัญญาว่าจะปกป้องด้วยชีวิต… ก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามาพบหรือเพคะ ท่านอ๋อง?"
ร่างสูงชะงักกึกทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ดวงตาคมกราบดั่งเหยี่ยวหันขวับกลับมามองผู้บุกรุกยามวิกาล ก่อนที่แววตาเย็นชาจะแปรเปลี่ยนเป็นประกายความตกตะลึงระคนล้ำลึก เมื่อร่างบอบบางใต้ผ้าคลุมสีดำเปิดฮู้ดออก เผยให้เห็นใบหน้าอันงดงามล่มเมืองที่ประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น
หยางจิ้นก้าวเข้าประชิดตัวนางในพริบตาเดียว มือหนาเอื้อมมาคว้าจับข้อมือเรียวของนางไว้แน่น ราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพลวงตาจากความฝัน "เจ้า… เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่? รู้หรือไม่ว่าที่นี่อันตรายเพียงใดในยามนี้"
หลี่มู่เหยาไม่สะดุ้งสะเทือน นางเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของเขาอย่างไม่เกรงกลัว มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของบุรุษผู้แข็งกร้าวถึงกับสะดุดกัก
"ขรู้ว่าอันตราย… แต่ข้ารู้ยิ่งกว่าว่า หากข้ายังรออยู่ที่จวน ท่านอาจจะไม่ได้มีชีวิตอยู่จนถึงรุ่งสาง… ท่านอ๋องระวังตัวด้วย ราชโองการฉบับนั้น… ไม่ใช่ราชโองการปลดท่านจากตำแหน่งแม่ทัพ แต่เป็นคำสั่งประหารชีวิตที่ซ่อนเร้นมาในคราบของพระราชทานงานอภิเษกต่างหากล่ะคะ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน หงส์เพลิงหวนคืนจะไม่มีทางยอมจำนนต่อชะตากรรมอันโหดร้ายนี้อย่างแน่นอนค่ะ
หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 26
คำเตือนจากความตาย
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!