"หมากตานี้ของท่านอ๋อง... ดูท่าจะเดินพลาดไปครึ่งก้าวเสียแล้วกระมังคะ"
น้ำเสียงหวานใสดุจไข่มุกกระทบจานหยกเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องทรงอักษร กลิ่นอายจางๆ ของชาผู่เอ่อร์หมักบ่มยี่สิบปีลอยอวลเคล้ากับกลิ่นหมึกชั้นดี หลี่มู่เหยานั่งอยู่เบื้องหน้ากระดานหมากล้อมกระดูกสัตว์ ปลายน้องเรียวขาวดั่งหยกสลักคีบเบี้ยสีดำสนิทไว้มั่น ดวงตาคู่หงส์หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกถึงความเฉลียวฉลาดล้ำลึก ทอดมองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแคว้นด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ยากจะคาดเดาความหมาย
เฟยหรงอ๋อง หรือ หยางจิ้น ชะงักปลายนิ้วที่กำลังจะจรดเบี้ยสีขาวลงบนจุดอับของกระดาน เขาเงยหน้าขึ้นสบตานาฏอนงค์เบื้องหน้า ดวงเนตรคมกราบดั่งพญาเหยี่ยวทอดมองนางด้วยความลึกล้ำยากหยั่งถึง แววตาที่ผู้คนทั่วหล้าต่างพากันหวาดผวาจนตัวสั่นยามนี้กลับทอประกายความอ่อนโยนระคนระอาใจอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยได้ยกระดับเห็น
"พลาดหรือ?" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น รอยยิ้มหยันปรากฏที่มุมพระโอษฐ์ได้รูป "เป้าหมายของเปิ่นหวางมิใช่ชัยชนะบนกระดานนี้ตั้งแต่แรก... แต่มันคือการได้นั่งมองเจ้าขบคิดจนคิ้วขมวดต่างหาก มู่เหยา"
หลี่มู่เหยาชะงักไปชั่วลมหายใจ นางแทบอยากจะกลอกตาใส่คำพูดหน้าไม่อายของท่านอ๋องผู้เย็นชาผู้นี้เสียจริง ทว่าความอบอุ่นที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากกลางอกอย่างหาสาเหตุไม่ได้ กลับทำให้นางต้องรีบซ่อนความหวั่นไหวไว้ภายใต้หน้ากากอันเยือกเย็น
นับตั้งแต่เหตุการณ์ลอบวางยาพิษในตำหนักบูรพาเมื่อหลายวันก่อน ความสัมพันธ์ระหว่างนางและหยางจิ้นก็มิได้เป็นเพียงแค่พันธมิตรในเกมการเมืองเรือนหลังอีกต่อไป มันคือความผูกพันที่ถักทอขึ้นด้วยหยาดเลือด คราบน้ำตา และความลับที่ไม่อาจเอ่ยให้ผู้ใดล่วงรู้
ภายนอก... พวกเขาคืออ๋องผู้กระหายอำนาจกับสตรีลึกลับผู้กุมความลับของวังหลวง
ทว่าภายในห้องลับที่ปิดตายแห่งนี้ ยามที่เงาตะคุ่มของราตรีทอดตัวยาว ความรู้สึกที่ซ่อนเร้นกลับค่อยๆ กัดเซาะกำแพงน้ำแข็งที่ทั้งคู่ต่างสร้างขึ้นมาห่อหุ้มหัวใจ
"ท่านอ๋องทรงว่างงานถึงเพียงนี้เชียวหรือคะ? ราชกิจทางชายแดนเหนือคงจะสงบเรียบร้อยดีแล้วกระมัง ถึงมีเวลามาหยอกเย้าหม่อมฉันเช่นนี้" มู่เหยาเอ่ยเสียงเรียบ นางวางเบี้ยสีดำลงในตำแหน่งที่บีบวงล้อมของอีกฝ่ายให้แคบลง พร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ
หยางจิ้นมิได้สนใจกระดานหมากล้อมอีกต่อไป เขาวางหินสีขาวในมือลงบนโต๊ะ ส่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคออย่างอารมณ์ดี ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บสีดำสนิทขยับกายเข้าไปใกล้ร่างบางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กลิ่นกายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นสนและกลิ่นโลหะจางๆ อันเป็นเอกลักษณ์โชยเข้าจมูก ทำ1ให้ลมหายใจของมู่เหยาติดขัดไปชั่วขณะ
"ชายแดนเหนือต่อให้ลุกเป็นไฟ ก็ยังไม่น่ากังวลเท่ากับรอยยิ้มของเจ้าในตอนนี้..." หยางจิ้นยื่นมือออกไป ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการผ่านศึกสงครามมาอย่างโชกโชนเกลี่ยปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาเคลียแก้มเนียนนุ่มของนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นและอ่อนโยนจนมู่เหยาต้องหลบสายตา "เจ้ากำลังวางแผนอันใดอีก หืม? มู่เหยา... บอกเปิ่นหวางมาเถอะ อย่าให้เปิ่นหวางต้องเดาใจเจ้าเลย"
"หม่อมฉันมิได้วางแผนอันใดทั้งสิ้นเพคะ..." มู่เหยาพยายามบังคับน้ำเสียงมิให้สั่นไหว ขณะที่หัวใจในอกเต้นรำด้วยจังหวะที่ผิดแปลกไป "หม่อมฉันเพียงแต่... กำลังคิดว่า หมากตัวต่อไปที่เราต้องเดิน คือสนมเอกหลิว ผู้ซึ่งกำลังใช้ความโปรดปรานของฮ่องเต้มาเป็นเกราะกำบังต่างหาก"
สตรีผู้นั้น... สนมเอกหลิว ผู้เรืองอำนาจและเหิมเกริมในวังหลัง นางคือหมากสำคัญที่องค์รัชทายาทและตระกูลหลิวส่งเข้ามาเพื่อคานอำนาจของหยางจิ้น การจะโค่นล้มตระกูลหลิว มิอาจใช้กำลังทหารหักหาญได้โดยตรง จำต้องอาศัย 'คมมีด' ที่ยืมมาจากมือของพวกมันเอง
หยางจิ้นโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รินรดอยู่ข้างแก้มของนาง สุ้มเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น ดุจประกายไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งที่ขวางหน้า
"สนมเอกหลิวเป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่ง... หากเจ้าต้องการให้มันหายไปจากวังหลัง เปิ่นหวางสามารถกวาดล้างตระกูลหลิวให้สิ้นซากภายในคืนเดียวได้"
"ไม่ได้นะเพคะ!" มู่เหยาหลุดอุทานออกมาอย่างลืมตัว นางคว้าข้อมือหนาของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบสัมผัสกับผิวเนื้ออุ่นจัดของชายหนุ่ม "การใช้กำลังทหารบุกกวาดล้างโดยไม่มีราชโองการ เท่ากับเป็นการก่อกบฏ! ท่านอ๋อง... ท่านอยากให้พวกมันมีข้ออ้างในการกำจัดท่านหรืออย่างไร?"
หยางจิ้นก้มมองมือน้อยที่กุมข้อมือเขาไว้แน่น แววตาคมกริบทอประกายความลึกซึ้งระคนเอ็นดู เขากลับพลิกฝ่ามือขึ้นแล้วกุมมือนุ่มของนางไว้ทั้ง
"เจ้าเป็นห่วงเปิ่นหวาง?"
คำถามนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังยิ่งกว่ากองทัพนับหมื่น มู่เหยาชะงักงัน ริมฝีปากอิบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น นางเงยหน้าขึ้นสบกับดวงเนตรที่สะท้อนภาพเงาของนางอยู่ภายในนั้น ความรู้สึกเจ็บปวดจากอดีตชาติ ความแค้นที่ฝังรากลึก และความหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสียใครไปอีกครั้ง ผสมปนเปกันจนแน่นอก
"หม่อมฉัน... เพียงแต่ไม่อยากให้แผนการที่เพียรสร้างมาพังทลายลงเพราะความบุ่มบ่ามต่างหากเพคะ" นางเอ่ยแก้ตัวด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว
"ปากแข็งเสียจริง..." หยางจิ้นแย้มยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและงดงามจนทำให้นางใจสั่นไหว "ไม่ว่าเจ้าจะทำไปเพราะความแค้น หรือเพราะเหตุผลใดก็ตาม... ขอเพียงแค่เจ้าอยู่เคียงข้างเปิ่นหวาง ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินฟ้ามหาสสมุทร เปิ่นหวางก็ยินดี"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง เสียงฝนที่โปรยปรายลงมาด้านนอกหน้าต่างกระดาษสาช่วยขับเน้นให้ความเงียบสงบภายในห้องมีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไอร้อนจากเตาผิงทองแดงถ่านไม้หอมส่งกลิ่นกรุ่นจางๆ คลอเคลียกับบรรยากาศอันน่าหลงใหล หยางจิ้นขยับเข้าไปใกล้อีกนิด จนหน้าผากของเขาสัมผัสกับหน้าผากของนางแผ่วเบา ลมหายใจอุ่นร้อนประสานเข้าหากันในระยะประชิด
มู่เหยาหลับตาลงรับสัมผัสอันอ่อนโยนที่ขัดกับบุคลิกกระด้างของเขา หัวใจที่เคยด้านชาและถูกแช่แข็งด้วยความตายในอดีตชาติ บัดนี้กลับรู้สึกราวกับได้รับหยาดฝนแรกในฤดูใบไม้ผลิ มันทั้งเจ็บปวด หอมหวาน และหวาดหวั่นในคราวเดียวกัน
นางรู้ดีว่าความรักในวังวนแห่งอำนาจนี้คือ 'ยาพิษ'
ยิ่งลึกซึ้งเท่าไหร่ ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น...
ทว่าในวินาทีนี้ นางกลับไม่อาจหักห้ามใจให้ถอยห่างได้เลยแม้แต่น้อย
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเร่งรีบ ทำลายบรรยากาศอันน่าหลงใหลในห้องทรงอักษรลงทันที หยางจิ้นขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ ดวงเนตรคมกราบตวัดมองไปที่ประตูด้วยแววตาดุร้ายดั่งพยัคฆ์ร้ายถูกขัดเวลาล่าเหยื่อ
"เข้ามา!" เขาสั่งเสียงต่ำ
ประตูห้องเปิดออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับร่างของขันทีสนิทประจำตัวของหยางจิ้นที่ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยหยาดฝน เขาทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นทันทีด้วยความตื่นตระหนก
"ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ..." ขันทีหนุ่มละล่ำละลักรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเทา "องค์ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการด่วน... ให้เรียกตัวพระชายาหลี่มู่เหยาเข้าเฝ้าที่ตำหนักบรรทมในทันทีพ่ะย่ะค่ะ!"
มู่เหยาเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงสันหลังทันที
ในยามวิกาลเช่นนี้... ฮ่องเต้ผู้ประชวรใกล้สวรรคต ไฉนจึงมีรับสั่งเรียกนางเข้าเฝ้าโดยลำพัง?
หยางจิ้นลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รัศมีน่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันตาเห็น ดวงเนตรคมกราบหรี่แคบลงอย่างอันตราย
"ผู้ใดเป็นผู้นำพระราชโองการมา?" หยางจิ้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
"ทูลท่านอ๋อง... เป็นขันทีเฒ่าหลี่ คนสนิทของไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ... และ... และในพระราชโองการระบุว่า พระชายามู่เหยาตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลอบวางยาพิษองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ!"
ฉับพลันนั้นเอง... แผ่นป้ายหยกประจำตัวของรัชทายาทที่เปื้อนคราบโลหิตจางๆ ก็ถูกโยนลงมาบนโต๊ะหมากล้อมตรงหน้าของมู่เหยา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นจากภายนอกหน้าต่างที่ดังแทรกสายฝนเข้ามา
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงเวลาแห่งการแก้แค้นไปด้วยกันนะคะ
หงส์เพลิงหวนคืน
หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 25
หัวใจที่เอนเอียง
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!